การลงนามในสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?

 

จากกรณี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงความคิดเห็นถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ว่า มีความเสี่ยงมาก ภาครัฐควรรับความเสี่ยงร่วมกับเอกชนด้วยนั้น

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมให้สัมภาษณ์ว่า ในเอกสารข้อกำหนดการคัดเลือกเอกชน (อาร์เอฟพี) ระบุชัดเจนว่า เอกชนที่จะมาเข้าร่วมลงทุน ต้องรับความเสี่ยงนี้เอง โดยกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินการตาม อาร์เอฟพี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การดำเนินโครงการจะยังเป็นไปตามกำหนดการเดิม ที่จะลงนามสัญญาร่วมกันระหว่าง กลุ่ม ซีพีเอช และ รฟท.

ล่าสุด (8 ต.ค.) นายศักดิ์สยาม เปิดเผยถึงการเลื่อนลงนามในสัญญาก่อสร้างในโครงการระหว่าง รฟท. กับ บริษัท กิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม ซีพีเอช) จากเดิมที่กำหนด (15 ต.ค.) ออกไปเป็นวันที่ 25 ต.ค. หรือ ออกไปจากเดิม 10 วัน สาเหตุจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ รฟท. ได้ลาออกทั้งคณะ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากการลงนามในสัญญาต้องได้รับ “อนุมัติ” จากบอร์ด จึงต้องมีการตั้งบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ก่อน

การลงนามในสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ก็คงจะต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและเงื่อนไขในเอกสาร อาร์เอฟพี ที่กำหนดว่า ผู้เสนอจะต้องรับภาระความเสี่ยงนี้เอง หากไม่มาทำสัญญาตามกำหนดก็ให้ริบเงินหลักประกันซอง 2,000 ล้านบาท

อย่าทำให้ประเทศชาติต้อง “เสียหาย” จากการลงนามในสัญญาที่ล่าช้าเลย.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจไทย “ทรุด” เกินคาด?

 

จากกรณี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ปี 62 ลงจากเดิมที่ 3.3% ลงเหลือ 2.8% ซึ่งเป็นการลดประมาณการลงต่อเนื่อง 4 ครั้งแล้ว จากที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเหลือ 3.3% จาก 3.7% ในครั้งก่อนหน้า

นอกจากนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีมติปรับลด ประมาณการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลงมาอยู่ที่ 2.7-3% จากเดิมที่ประมาณการไว้ 2.9-3.3% ขณะที่การส่งออกคาดการณ์ว่าอยู่ที่ 0% ถึงติดลบ 2% จากเดิมติดลบ 1 ถึงโต 1%

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะ เลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการติดตามภาวะเศรษฐกิจว่า จากการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ พบว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.62 มีแนวโน้มดีขึ้น จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การท่องเที่ยวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

“การส่งออก เดือน ส.ค.ติดลบ 4% และยังเกิดฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงและน้ำท่วมอีก จึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดในช่วง 4 เดือนจากนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. ซึ่งถือเป้นช่วงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก เพราะต้องลุ้นว่า อัตราการเจริญเติบโตปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 3% ตามที่รัฐบาลคาดการณ์หรือไม่?” นายกอบศักดิ์กล่าว

เศรษฐกิจไทยจะเจริญเติบโตเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดการณ์หรือจะขยายตัวลดลงตามที่ได้มีการปรับลดประมาณการ

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

 “ยกเลิก” สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด?

 

7 ต.ค.62 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร (ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบ ควบคุม กำกับ ดูแลปัจจัยการผลิตทางการเกษตร) เป็นประธานการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชนผู้นำเข้าสารเคมี เกษตรกร และผู้บริโภค เพื่อหาข้อมูลการยกเลิกการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเสต และ คลอร์ไพริฟอส ตามที่ คณะกรรมการวัตถุอันตราย (ครั้งที่ 408/2562) ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด ที่มี นายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเร่งหาสารทดแทน ในกรณีที่ต้องยกเลิกสารทั้ง 3 ประเภท ซึ่งต้องคำนึงถึงราคาที่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าสามารถเข้าถึงได้ และที่สำคัญต้องไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

ที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 เสียง (งดออกเสียง 1ไม่เข้าร่วมประชุม 1) เห็นชอบให้ยกระดับสารเคมีเกษตร 3 ชนิด จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (ต้องขอขึ้นทะเบียนและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่) เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 (ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า สงออก หรือมีไว้ในครอบครอง)

มติที่ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าเสนอเรื่องให้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณา พ้นจากวันที่ 27 ต.ค. โครงสร้างของคณะกรรมการก็จะเปลี่ยนไปตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4)  พ.ศ.2562 ฉบับแก้ไขใหม่ ที่ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน มี กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน 17 คน และมี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลายหน่วยงาน จำนวนไม่เกิน 8 คน

การพิจารณา “ยกเลิก” การนำเข้าและการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเสต และ คลอร์ไพริฟอส ทั้ง 3 ชนิด รวมทั้งการหาสารทดแทน คณะกรรมการวัตถุอันตราย ต้องคำนึงถึงราคาที่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าสามารถเช้าถึงได้ และยอมรับได้ จึงควรพิจารณาด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

ทำให้ประชาชนได้ทราบถึง “เหตุผล” และ “ความจำเป็น” อย่างแท้จริง.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

“คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ฉบับแก้ไขใหม่

 

30 เม.ย.62 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 เพื่อให้กำหนดมาตรการการควบคุมวัตถุอันตรายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเพิ่มหลักเกณฑ์และแก้ไขหลักเกณฑ์การโฆษณาวัตถุอันตราย รวมทั้งกำหนดให้ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเพื่อชดเชยแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากวัตถุอันตรายและผู้เข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย บำบัด บรรเทาหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น

สาระสำคัญที่น่าสนใจ คือ 1.มาตรา 2 พ.ร.บ.นี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 2.มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “นำเข้า” และ “ส่งออก” ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ให้ใช้ข้อความตามบทนิยามใหม่ 3.มาตรา 4,5,6,7 ให้เพิ่มบทนิยาม มาตรา 8 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 6 และ มาตรา 7 และให้ใช้ มาตรา 6 และ มาตรา 7 ใหม่แทน

4.มาตรา 6 (ใหม่ ) ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ (2) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน 17 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมศุลกากร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน 8 คน ซึ่ง ครม. แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมาย และอย่างน้อย 4 คน ให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนขององค์การสาธารณประโยชน์ ด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น หรือด้านสิ่งแวดล้อม

ให้ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ และ ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร และ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.62 เป็นต้นไป.

โพสท์ใน กฎหมาย | ใส่ความเห็น

สารเคมีเกษตรอันตรายที่ต้องยกเลิก??

 

จากกรณีกระแสข่าวเรียกร้องให้มีการยกเลิกใช้สารเคมีเกษตร “พาราควอต-ไกลโฟเสต-คลอร์ไพริฟอส” ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่องจาก องค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) และหน่วยงานต่างๆของภาครัฐ โดยกลุ่มเครือข่ายที่ต่อต้านการใช้ได้พยายามกดดันให้มีการยกเลิกสารเคมีดังกล่าวอย่างเด็ดขาดภายในปีนี้

กลุ่มเครือข่ายที่ต่อต้านการใช้ ได้นำข้อมูลถึงอันตรายมาอ้างอิงว่า ในเวลา 4 ปี มีผู้เสียชีวิตจากสารเคมีอันตรายถึง 2,193 คน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เช่น ปี 2559 ป่วย 4,876 คน เสียชีวิต 606 คน ปี 2561 ป่วย 4,736 คน เสียชีวิต 601 คน รวมทั้งนำผลการวิจัยมานำเสนอด้วยว่า น้ำยาฆ่าหญ้าได้ปนเปื้อนลงไปในดินและถูกดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อของพืชผัก ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกรและผู้บริโภค

ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยกับการใช้ ก็ให้ความเห็นว่า การยกเลิกสารเคมีเกษตรทั้ง 3 ตัว  จากประเด็นที่อ้างว่า เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยทั่วไปแล้ว สารเคมีเกษตรทุกชนิด มีพิษต่อมนุษย์ แม้แต่สมุนไพรที่พยายามบอกว่าปลอดภัย ถ้าใช้ผิดวิธีก็ทำให้ป่วยและเสียชีวิตได้เช่นกัน การเรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว โดยสารเคมีตัวอื่นๆที่ไม่ถูกเสนอให้ยกเลิกนั้น มันปลอดภัยกว่ากันใช่หรือไม่?

พาราควอต และ ไกลโฟเสต เป็นยาฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส เป็นยาฆ่าแมลง ทั้ง พาราควอต และไกลโฟเสต หมดสิทธิบัตรไปนานแล้ว เอ็นจีโอ ต้องการแบบ พาราควอต และ ไกลโฟเสต เป็นหลัก คลอร์ไพริฟอส เป็นเพียงแค่องค์ประกอบ ที่ต้องการแบนยาฆ่าหญ้า  ก็เพราะต้องการเอา กลูโฟซิเนท ที่มีสิทธิบัตร (แพงกว่าพาราควอต 7 เท่า) เข้ามาใช้แทน

“ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็นตัวอย่างของ “ความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์” ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบทั้งหลาย จึงควรพิจารณาตัดสินใจกันอย่าง “รอบคอบ” และ “โปร่งใส”

โดยคำนึงถึง “ประโยชน์” ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

ขอให้ “พล.อ.ประยุทธ์” นำธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

 

จากกรณี “7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน” มีความเห็นตรงกันว่า ในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพื่อให้เป็นฉันทานุมัติของทุกคน และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง ต้องมีการพูดคุยหารือกับทุกฝ่ายทั้งประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ และพรรคการเมือง ตลอดจนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี โดยเตรียมขอเข้าพบเพื่อมอบธงเดินนำหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น

กระแสข่าวนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ว่า ให้เป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ถ้าทำได้ก็ทำกันไป แต่ต้องไปดูว่า ต้องทำประชามติหรือไม่ ทุกอย่างมีระยะเวลากำหนดอยู่ ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการฯขึ้นมาศึกษาก็ว่ากันไป

“ผมไม่มีธง ธงของผมคือ ทำอะไรต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามขั้นตอน ตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน” และ “ถ้าใครทำได้ก็ไปทำมา ผมคงไม่ไปนำธงอะไรทั้งสิ้น…” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

แนวคิดที่จะให้ “พล.อ.ประยุทธ์” นำธงเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีที่ให้เกียรติกับนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกันก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างโดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มาจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หาก พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาเป็นผู้นำการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จึงควรเป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ สำหรับผู้ที่เหมาะสม นำธงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หน.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

เพราะได้ผลักดันให้ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็น 1 ใน 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ตุลาคม กรุงเทพ เริ่ม “ฟ้าหม่น” กันอีกแล้ว

 

30 ก.ย.62 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานคุณภาพอากาศพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พบปริมาณฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ระหว่าง 44-89 มคก./ลบ.ม. เกินเกณฑ์มาตรฐาน 45 สถานี (จากทั้งหมด 48 สถานี ที่มีเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ)

ขณะที่ เว็บไซต์ AirVisual รายงานค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) โลก โดย กรุงเทพ เมื่อช่วงสาย เฉลี่ย สูงไปถึง 174 ส่วน ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 100.3 มคก./ลบ.ม. จากสภาพอากาศดังกล่าว ทำให้ช่วงเย็นวันเดียวกัน ทำให้ กรุงเทพ ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 1 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ก่อนที่ดัชนีดัชนีคุณภาพอากาศและค่าฝุ่น พีเอ็ม 2.5 จะลดลงในช่วงค่ำ

ปัญหาเรื่องของฝุ่นละอองนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เช้าวันนี้ หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 อยู่ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐานครับ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนที่ได้เตรียมไว้อย่างเร่งด่วน และขอความร่วมมือสถานที่ก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรม ลดการระบายฝุ่นมลพาทางอากาศในช่วงนี้ สำหรับพี่น้องประชาชนที่มีความจำเป็นต้องออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ก็ขอให้สวมหน้ากากอนามัยด้วยครับ”

ข้อความโพสต์ของนายกรัฐมนตรี ดังกล่าวข้างต้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่นายกฯได้ให้ความสำคัญในเรื่องของฝุ่นละอองในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เกินเกณฑ์มาตรฐานนี้ ด้วยการขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามแผนที่เตรียมไว้อย่างเร่งด่วน และขอให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปข้างนอกบ้าน แต่สิ่งที่น่าจะสำคัญกว่าความห่วงใยที่ได้ขอร้องและเตือนประชาชนก็คือ

ขอให้นายกฯติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่าง “จริงจัง” และ “ยั่งยืน” ด้วยเถิด.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

“บอร์ดการบินไทย” มีมติให้ทบทวนโครงการจัดซื้อเครื่องบิน 38 ลำ

 

จากกรณี  นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ได้เชิญ นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มาหารือถึงข้อเท็จจริงบางอย่างที่ไม่ชัดเจนในการจัดซื้อเครื่องบิน 38 ลำ ในวงเงิน 156,000 ล้านบาท ของการบินไทย เช่น แหล่งที่มาของเงินทุนว่าจะได้เงินเงินทุนจากการออกหุ้นกู้หรือเพิ่มทุน การประมาณการรายได้และกำไร-ขาดทุนที่ชัดเจนและเป็นจริง วิธีจัดหา ข้อดี ข้อเสีย โดยต้องชี้แจงความเสี่ยงทุกด้านอย่างละเอียด

ล่าสุด (24 ก.ย.) บอร์ดการบินไทย มีมติให้ฝ่ายบริหารไปทบทวนแผนดำเนินการโครงการจัดหาเครื่องบิน 38 ลำ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยให้นำผลสรุปมาเสนอบอร์ดพิจารณาใหม่อีกครั้งภายใน 6 เดือน

เรื่องนี้ นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กล่าวว่า การบินไทยต้องดูเรื่องการวางแผนการบิน ทั้งจำนวนเครื่องบินที่มีอยู่ ยังคงมีความต้องการเครื่องบิน 38 ลำอยู่ แต่ต้องพิจารณาว่าขนาดเครื่องบินจะยังเท่าเดิมหรือไม่ วงเงินเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในเบื้องต้นต้องพิจารณาถึงศึกษาการเช่าเครื่องบินเพื่อมาใช้งานอย่างน้อย 3 ลำ ทดแทนเครื่องบินที่จะปลดระวาง 20 ลำ

ขณะที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า การบินไทยไม่ได้มีการรื้อแผนการจัดหาใหม่ ยังคงกรอบการจัดหาที่ 38 ลำ แต่ให้ไปดูรูปแบบ วิธีการจัดหาเครื่องบินเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด รวมทั้งต้องให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินของบริษัทเป็นหลัก

เรื่องของแผนการจัดซื้อเครื่องบิน 38 ลำ ในวงเงิน 156,000 ล้านบาท ที่ให้มีการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินนี้ ก็คงต้องขอชื่นชม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นอย่างยิ่งที่ได้พิจารณาถึงสถานะการเงินของการบินไทยที่ขาดทุนอยู่ในปัจจุบัน

โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

It: Chapter Two

หนัง ปี 2019 ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส กำกับโดย แอนดี้ มุสเชตติ, นำแสดงโดย บิลล์ สการ์สการ์ด, เจสซิก้า แชสเทน, เจมส์ แมคอะวอย, บิลล์ ฮาเดอร์, เจย์ ไรอัน, เจมส์ แรนซัน, แอนดี บีน, ไอซาห์ มุสตาฟา หนังจัดอยู่ในประเภท แอกชัน/ทริลเลอร์

เป็นเรื่องราวภาคต่อของปีศาจในคราบตัวตลก เพนนีไวซ์ ที่มันจะกลับมาสร้างความสยองขวัญในทุกๆ 27 ปี จากภาคแรกที่ “มัน” ได้ถูกหยุดยั้งความชั่วร้ายโดยสมาชิกแก๊งเด็กขี้แพ้ที่เป็น 1 หญิง และ 6 ชาย เอาชนะความกลัวภายในจิตใจของตัวเองได้สำเร็จ

27 ปีต่อมา หลังจากแก๊งเด็กขี้แพ้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งได้แก่ เบเวอร์ลี (แชสเทน) บิล (แมคอะวอย) ริชชี (ฮาเดอร์)  เบน (ไรอัน) เอ็ดดี (แรนซัน) สแตนลีย์ (บีน) จำเป็นต้องกลับมาหา ไมค์ (มุสตาฟา) รวมตัวกันต่อสู้กับ เพนนีไวซ์ (สการ์สการ์ด) ที่เมืองเดอร์รี่ในรัฐเมนอีกครั้ง ตามที่ได้ให้สัญญาไว้ต่อกัน ถึงแม้ว่าจะได้แยกย้ายกันไปทำงานในแต่ละรัฐแล้วก็ตาม

เหล่าผองเพื่อนทั้ง 7 คน ที่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความคิดในเรื่องของเวทมนต์คาถาก็ได้เปลี่ยนไป เขาเชื่อในเรื่องความเป็นจริงของโลกมากขึ้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องพยายามหาหนทางที่จะเอาชนะเจ้าปีศาจร้ายตัวนี้ให้ได้กันอย่างเต็มที่

หนังดัดแปลงบทมาจากนวนิยายของ สตีเฟน คิง ที่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ชมเช่นเดิม.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

หักหนี้เงินกู้ “ครู” จนเงินเดือนเหลือไม่พอใช้

 

26 ก.ย.62 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้ รมว.ศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดูแลหรือสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการหักเงินเดือน หรือเงินบำเหน็จบำนาญให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 กับให้ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัด ดำเนินการหักเงินเดือนหรือบำเหน็จบำนาญให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน

คดีนี้ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีหนี้สินวิกฤติจากทั่วประเทศ 162 คน ได้ยื่นฟ้อง รมว.ศึกษาธิการกับพวกว่า ร่วมกันหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อการชำระหนี้สินเงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในและสหกรณ์ในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผู้กู้จะต้องมีเงินเหลือจากการหักชำระหนี้ ณ ที่จ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของอัตราเงินเดือนบำเหน็จบำนาญที่ได้รับ

ศาลให้เหตุผลว่า การหักเงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่เป็นไปตามระเบียบฯ ทำให้ผู้ถูกหักเงินแต่ละรายมีเงินเหลือหลังหักชำระหนี้แล้ว น้อยกว่าร้อยละ 30 แสดงให้เห็นถึงการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

จากคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหลายนั้น ไม่เอาใจใส่ในกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ปล่อยให้มีการหักหนี้เงินกู้ครูกันได้อย่างเต็มที่

ทำให้ “ครู” หมดกำลังใจในการสอน กันไปทั่วทั้งประเทศ.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น