“ของขวัญ” ปีใหม่ 2565 ?

 

“ของขวัญ” ปีใหม่ 2565 ที่คนไทยไม่อยากจะได้ก็คือข่าว ค่าไฟฟ้า จะแพงขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นจาก 68 เหรียญ/บาร์เรล เป็น 85-90 เหรียญ/บาร์เรล ค่าขนส่งสินค้าก็จะสูงขึ้นตาม ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาก็คือค่าครองชีพของคนไทยจะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ข่าวค่าไฟฟ้าที่จะแพงขึ้นก็คงจะต้องรอรัฐบาลตัดสินใจอีกครั้งว่าจะให้ “ของขวัญ” กับประชาชนหรือไม่ ราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นก็คงจะต้องรออีกเช่นกันว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือกันอย่างไร แต่ “ข่าวร้าย” ที่ได้เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ก็คือ ข่าว “หมูแพง” ขึ้นราคาจาก 150-160 บาท/กก. เป็น 200-230 บาท ที่ส่งผลให้ราคาอาหารที่เกี่ยวข้องกับหมูปรับขึ้นราคากัน 5-10 บาท/รายการ

เกี่ยวกับข่าวนี้ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาปรับสูงขึ้นปริมาณหมูขุนได้ลดลงจากประมาณ 22 ล้านตัว เหลือ 19 ล้านตัว เพราะผู้เลี้ยงขาดความมั่นใจและจูงใจในการนำเข้า เนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้ปริมาณบริโภคลดลง ราคาไม่จูงใจและต้นทุนในการควบคุมโรคระบาดในหมูและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น

เรื่องของปัญหา “หมูแพง” นี้ ถ้าเป็นไปตามกลไกตลาด หรือ ดีมานด์-ซัพพลาย ที่ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับเกษตรกรผู้เลี้ยง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ถ้าเป็นเรื่องของการฉวยโอกาสของพ่อค้าคนกลาง รัฐบาลก็คงจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

ปัญหาหมูแพง ประชาชนทั่วไปยังสามารถที่จะเลี่ยงการบริโภคให้ลดลงได้ ด้วยการหันไปบริโภคโปรตีนอย่างอื่น เช่น ปลา ไก่ กุ้ง แทน หรือจะเลิกกินหมูกันไปสักระยะเปลี่ยนไปบริโภคมังสวิรัติหรือเจเป็นการชั่วคราว หรือ

ถ้าจะ “เลิกกินหมู” กันได้ตลอดไปก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเราเอง.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ฉายา” รัฐสภา ประจำปี 64

 

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ประชุมตั้ง “ฉายา” ของรัฐสภา ปี 2564  เพื่อสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้กับประชาชนได้ทราบ โดยมีฉายาดังต่อไปนี้ คือ

สภาผู้แทนราษฎร ตั้งฉายาว่า “สภาอับปาง” เพราะเปรียบเสมือนเรือขนาดใหญ่บรรทุกความรับผิดชอบชีวิตของประชาชนและงานบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานราชการได้มีอำนาจไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร แต่พบว่ามีปัญหาสภาล่มอับปาง ตั้งแต่สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยแรก และเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเป็นความซ้ำซาก

วุฒิสภา ตั้งฉายาว่า “ผู้เฒ่าเฝ้ามรดก (คสช.)” โดย สว.ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คอยทำหน้าที่ปกป้องรักษามรดกที่เป็นโครสร้างและกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช.อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่ทั้งฝ่ายค้านและภาคประชาชนพยายามเสนอขอแก้ไข ยกเลิกคำสั่งต่างๆของ คสช. และ หน.คสช. ที่ ผู้เฒ่า ส.ว.ต่อต้านขัดขวางไปหมด

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งฉายาว่า “ชวนพลังท่อม”  เพราะทำหน้าที่นั่งเป็นประธานบนบัลลังก์ประชุมสภา ประชุมรัฐสภา สามารถควบคุมได้อย่างยาวนาน เสร็จจากงานประธานก็ไปปฏิบัติภารกิจขึ้นเหนือล่องใต้เยี่ยมเยียนประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ตั้งฉายาว่า “ร่างทรง” เพราะทำงานให้ คสช. มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัย คสช. เรืองอำนาจ จนมาถึงยุคปัจจุบันที่กลายร่างมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานวุฒิสภา เพื่อเป็นหัวขบวนคอยช่วยเหลือสนับสนุนรัฐบาล แต่บทบาทไม่มีความโดดเด่นคอยแต่ตอบสนองความต้องการของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ตั้งฉายาว่า “สมพงษ์ตกสวรรค์” นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หน.พรรคเพื่อไทย ตั้งฉายาว่า “ดาวเด่นแห่งปี 64” นายวิรัช รัตนเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ตั้งฉายาว่า “ดาวดับ” นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งฉายาว่า “คู่กัดแห่งปี” สำหรับตำแหน่ง “คนดีศรีสภา” ถูกยกเลิกไปเป็นเวลาหลายปี เพราะไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่เป็นแบบอย่างที่ดี

และ วาทะแห่งปี 2564 คือ “วัคซีนเต็มแขน” คำชี้แจงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือน ก.พ.64

“ฉายา” ของสภา ถึงนักการเมืองทั้งเลือกตั้งและลากตั้งของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ก็ถือว่าตรงไปตรงมาและชัดเจนดี โดยเฉพาะ สภาผู้แทน และ วุฒิสภา ที่เป็น สภาอับปาง และ “ร่างทรง” ที่ทำงานให้กับ คสช. สำหรับ ส.ส.และ ส.ว.ทั้งหลาย ก็ได้สะท้อนให้เห็นคุณภาพของนักการเมืองไทยได้ดี

ไม่มีใครได้รับตำแหน่ง “คนดีศรีสภา” ให้ประชาชนได้ชื่นชมยกย่องกันเลย.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ฉายา” รัฐบาล ประจำปี 64

 

สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ระดมสมองตั้ง “ฉายา” รัฐบาล เพื่อสะท้อนการทำงานของรัฐบาลให้กับประชาชนได้ทราบ และเพื่อให้ผู้ที่ได้รับฉายามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ครองอำนาจสืบทอดมาอย่างยาวนาน ได้ฉายาว่า “ยื้อยุทธ์” เพราะมีการยื้อแย่งอำนาจและตำแหน่งโดยไม่สนใจประชาชน มองผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ทำทุกอย่างเพื่อยื้อให้ “บิ๊กตู่” อยู่ต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ฉายาว่า “ชำรุดยุทธ์โทรม” ด้วยการบริหารงานแผ่นดินทั้งปีที่ผ่านมา ถูกมองว่าล้มเหลว ไม่ว่าการแก้ปัญหา โควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดินและการเมือง ที่ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในตำแหน่งได้แต่ก็ทรุดโทรมเสื่อมสภาพ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ฉายาว่า “รองช้ำ” นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ฉายาว่า “ว้ากซีน” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ฉายา “นายกฯบางโพล” นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ได้ฉายา “มหาเฉื่อย 4D” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ฉายาว่า “สายขม นมชมพู” นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ฉายา “สุชาติ ชมเก่ง”

และ วาทะแห่งปี 2564 คือ “นะจ๊ะ” คำพูดติดปากของ นายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ประชาชนสิ้นหวัง สังคมสะท้อนกลับผ่านทวิตเตอร์เป็นอันดับ 1 ว่า เป็นการใช้คำที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

“ฉายา” ของรัฐบาล รวมทั้งฉายาของรัฐมนตรีที่ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาลก็ถือว่าสะท้อนบุคลิกการทำงานของแต่ละบุคคล ด้วยคำจำกัดความ “สั้นๆ” แต่ได้ความหมายเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ผู้บาดเจ็บและตาย” จาก “อุบัติเหตุทางถนน” ช่วงเทศกาลปีใหม่

 

31 ธ.ค.64 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยถึงสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 30 ธ.ค.2564 วันที่สองของการรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบติเหตุ” ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565

“เกิดอุบัติเหตุ 422 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 44 ราย ผู้บาดเจ็บ 426 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 33.20 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 29.60 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 82.70 จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 21 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ร้อยเอ็ด จังหวัดละ 3 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 19 คน”

“สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (29-30 ธ.ค.64) เกิดอุบัติเหตุรวม 784 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 85 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 786 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต มี 46 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 31 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 7 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เลย 32 คน” นายนิรัตน์กล่าว

ประเทศของเรามีสถิติของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทางถนน ติดเป็นอันดับต้นๆของโลก จากคลิปอุบัติเหตุทางถนนที่เสนอกันทางโซเชียลมีเดียและสื่อโทรทัศน์ ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและตายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกิดจาก การขับรถเร็ว และ ดื่มแล้วขับ การคุมเข้มที่แถลงว่าเพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนที่ได้ทำกันนั้น

ไม่ได้ช่วยทำให้ “การขับรถเร็ว” และ “ดื่มไม่ขับ” ลดลงกันเลยหรือ?.

โพสท์ใน กฎหมาย, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

กองสลากฯกับผลประโยชน์?

 

หลังจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีมติเห็นชอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาสลากขายเกินราคา 80 บาท/ใบ หรือปัญหาลอตเตอรี่แพง โดยกำหนด 3 แนวทาง คือ 1.โครงการสลาก 80 บาท ให้กับผู้ที่มีโควตาสลากเดิมให้เข้าร่วมโครงการ 2.ตรวจสอบผู้ขายสลากที่ขายจริง ไม่ขายช่วงหรือขายส่งให้ผู้อื่น และ 3.จำหน่ายสลากผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานสลากฯ ให้กับผู้มีสิทธิ์ในลอตเตอรี่ขายออนไลน์

จากมติดังกล่าวได้ทำให้ ผู้ค้าสลากรายย่อยและกลุ่มผู้ค้าสลากเสรี ที่ขึ้นทะเบียนกับจังหวัดและสำนักงานสลากฯในพื้นที่จังหวัดต่างๆรวมตัวกันบุกศาลากลางจังหวัดและสำนักงานสลากฯเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการยกเลิกสิทธิซื้อและจองสลากฯ ขณะที่สำนักงานสลากฯ จ.นนทบุรีได้มีการประชุมร่วมกับตัวแทนผู้ชุมนุมและประกาศว่า จะยังไม่มีการตัดโควตาผู้ค้าสลาก แต่มีเงื่อนไขให้ผู้ค้าสลากให้ข้อมูลสถานที่การจำหน่ายสลากเพื่อสามารถตรวจสอบยืนยันการขายสลากได้

ล่าสุด (27 ธ.ค.) สื่อสิ่งพิมพ์ได้มีการเสนอข่าว ตำรวจ กองบัญชาการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) เข้าจับกุม น.ส.ศกุนตลา นาคสนิท ตามหมายจับศาลจังหวัดน่าน ในข้อหาฉ้อโกง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ จากการออกอุบายอ้างว่ามีโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนมาก พร้อมชักชวนผู้เสียหายเข้าร่วมลงทุนซื้อสลาก มีผู้เสียหายเข้าร่วมลงทุนเป็นจำนวนมากจนมียอดเงินลงทุนกว่า 90 ล้านบาท

จากข่าวที่ผ่านๆมาและที่เพิ่งเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า การได้โควตาจากกองสลากฯ มีผลประโยชน์ที่ทำให้ได้ผลกำไรดี จึงทำให้มีผู้หลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่สำนักงานสลากฯมีมติเห็นชอบแนวทางในการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้ขายสลากที่ขายจริง “ไม่ขายช่วงหรือขายส่งให้ผู้อื่น” นั้น

ก็ถือว่า “ตั้งใจ” แก้ไขปัญหาลอตเตอรี่ “ขายเกินราคา” อย่างจริงจัง.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

แถลงการณ์ “พรรคเพื่อไทย” ปี ’65

 

25 ธ.ค.64 นพ.ศรีแก้ว ชลน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข่าวสรุปสถานการณ์การเมืองปี 2564 และทิศทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยปี 2565

โดย นพ.ชลน่าน ได้อ่านแถลงการณ์ พรรคเพื่อไทย “ก้าวข้ามฝันร้ายและคราบน้ำตา 2564 สู่ความหวังและชีวิตใหม่ 2565” โดยกล่าวถึงความล้มเหลวผิดพลาดบกพร่องซ้ำซากของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า ตลอดปี 2564 ทำให้ชีวิตประชาชนตกอยู่ภายใต้วิกฤติที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์

“ปี 2565 เราจะเดินหน้าคืนความหวังความฝันของคนทุกวัย ทุกฐานะ ทุกวิถีชีวิตที่ฝันถึงความเป็นอยู่ที่ดี  สานฝันเหล่านั้นให้เป็นจริง จะมุ่งไปสู่หนทางของเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู พี่น้องคนไทยจะกลับมามีความหวังถึงการทำงานที่ดีและการมีรายได้ที่ดี เราจะหลอมผู้คนเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีอนาคตที่ดี…” นพ.ชลน่านกล่าว

เกี่ยวกับแถลงการณ์ข้างต้นนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงว่า  รู้สึกผิดหวังกับการทำงานของพรรคเพื่อไทย ไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายแค้น เพราะเก่งออกแถลงการณ์ แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นผลงานของรัฐบาลที่ต่างประเทศยกย่อง ทั้งด้านการควบคุมโควิด-19 เป็นอันดับ 5 ของโลก อันดับ 1 ตลาดเกิดใหม่ที่น่าลงทุนที่สุด…

แถลงการณ์ พรรคเพื่อไทย ที่ประเมินผลงานรัฐบาล รวมทั้งการโต้ตอบของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งถ้าหากจะมองกันแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเมืองไทยที่มีการกล่าวหาโจมตีกันไปมาอยู่ตลอดเวลา จริงๆแล้ว การประเมินผลงานของรัฐบาลนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ของ “ฝ่ายค้าน”ในการตรวจสอบและถ่วงดุล

รัฐบาลมีหน้าที่ทำตามนโยบายและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้ดีที่สุด.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

โครงการ “สลาก 80 บาท” ของ “GLO”

 

จากกรณี คณะกรรมการสลาก (บอร์ด) สลากกินแบ่งรัฐบาล มีมติเห็นชอบแนวทางในการแก้ไขปัญหา สลากขายเกินราคา 80 บาท/ใบ หรือ ปัญหาลอตเตอรี่แพง (23 ธ.ค.) โดยกำหนด 3 แนวทาง คือ 1.โครงการ “สลาก 80 บาท” จะเปิดรับสมัครผู้ที่มีโควตาสลากเดิมให้เข้าร่วมโครงการ คัดกรองคุณสมบัติให้มีผู้ขายสลากทุกอำเภอจำนวน 1,000 จุดจำหน่าย และขายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังเท่านั้น

2.เปิดรับสมัครคนขายหวยรายย่อย 200,000 ราย ทั้งรายใหม่และรายเก่า ให้มาลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด ถ้าสมัครเกิน จะทำการคัดเลือกด้วยระบบวิธีการสุ่ม และ 3.จำหน่ายสลากผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานสลากฯ เพื่อเป็นตลาดกลางออนไลน์ให้ผู้ที่มีสิทธิในลอตเตอรี่ 5 เล่ม สามารถนำมาฝากขายได้ ทั้ง 3 แนวทางจะทำให้สลาก 80 บาทมีอยู่จริง เริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 2 พ.ค.65 เป็นต้นไป หากรายใดทำผิดเงื่อนไขจะถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต และสำนักงานจะทบทวนสิทธิ์ในทุก 2 ปี เพื่อให้ได้ผู้ขายลอตเตอรี่ตัวจริง

ล่าสุด (24 ธ.ค.) กลุ่มผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยที่ได้สิทธิ์หวยกล่องประมาณ 100 ราย ได้รวมตัวกันที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ถือป้ายเรียกร้องขอคืนสิทธิ์ ร้องเรียนขอให้ทบทวนการบัญชีผู้ลงทะเบียนสลากเสรี และที่จังหวัดเชียงรายประมาณ 200 ราย เข้าร้องเรียนผ่าน ผวจ.เชียงราย ขอให้ทบทวนสิทธิ์บัญชีสลากเสรี รวมทั้งที่สำนักงานสลากฯ อ.เมืองนนทบุรี ก็มีการประท้วงด้วยเช่นกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษก คณะกรรมการสลาก (บอร์ด) กล่าวชี้แจงว่า เป็นสิทธิ์ของคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจแก้ปัญหาสลากเกินราคาใบละ 80 บาทนั้น บอร์ดได้พิจารณากันอย่างรอบคอบ ยึดถือผลประโยชน์ของผู้ซื้อสลาก หรือผู้บริโภคเป็นหลัก “ถ้าไม่นำสลากไปชายช่วง เชื่อว่าราคาสลากจะไม่เกินราคาอย่างแน่นอน” นายธนวรรธน์กล่าว

มาตรการทั้ง 3 แนวทาง ในการแก้ปัญหาสลากขายเกินราคา ของสำนักงานสลากฯ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีการพยายามแก้ไขปัญหาลอตเตอรี่แพงให้กับประชาชนอย่างจริงจัง “โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นหลัก” ผู้ขายที่ขายสลากฯในราคา 80 บาท ที่ได้กำไรถึงเกือบ 10 บาท (ต้นทุน 70.40 บาท) ก็ถือว่ามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว

“ผู้ค้าสลาก” จะเอารัดเอาเปรียบประชาชน “ผู้ซื้อสลาก” กันไปถึงไหน?.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ส่งออกไทย ปี ’65 “ไม่ดีขึ้น?”

 

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์การส่งออกไทย ปี ’65 โดยพบว่า มูลค่าการส่งออกจะอยู่ที่ 262,991-275,074 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 0.2-4.8% จากปี 64  ที่คาดขยายตัวได้ 13.3% ภายสมมติฐาน 2 กรณี คือ หากโควิด-19 สายพันธุ์อมิครอนระบาดรุนแรงทั้งปี 65 จะทำให้มูลค่าส่งออกไทยติดลบ 1.3% ถึงบวก 1.6% แต่ถ้าโอมิครอนไม่รุนแรง มูลค่าการส่งออกไทยจะขยายตัวที่ 3.2-6.3% ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึง 70%

ขณะที่ นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. (22 ธ.ค.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% /ปี โดยทิศทางนโยบายการเงินยังให้ความสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าการดูแลเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ กนง.ยังได้มีการการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยปรับเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 64 คาดว่าจะขยายตัว 0.9% จากที่คาดขยายตัว 0.7%

ธปท.ประเมินว่าการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนจะกระทบเศรษฐกิจในช่วงแรกของปี 65 โดยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่ผลกระทบอาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด โดยได้ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวปี 65 ลงเหลือ 5.6 ล้านคน จาก 6 ล้านคน” …“ด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ11% เทียบกับต้นปี จากผลของการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ในไทย.. ค่าเงินบาทที่อ่อนส่วนหนึ่งเป็นผลดีต่อการค้าของไทย” นายปิติกล่าว

การส่งออกของไทย ปี ‘65 จะขยายตัวติดลบ หรือจะขยายตัวเป็นบวก “ถล่มทลาย”

เราก็คงจะต้องติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดต่อไป.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ส่งออกปี ’64 “เพิ่มขึ้น” ถล่มทลาย

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์  เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน พ.ย.64 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 23,647.9  ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 24.7% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.63 เมื่อคิดเป็นเงินบาทอยู่ที่ 783,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.5% การนำเข้าของไทยมีมูลค่า 22,629.2 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 20.5% เมื่อคิดเป็นเงินบาทอยู่ที่ 759,679.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.9% มีดุลการค้าเกินดุล 1,018.7 ล้านเหรียญ (23,745.2 ล้านบาท)

ในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 64 การส่งออกมีมูลค่า 246,243.2 ล้านเหรียญ การนำเข้า 242,315.9 ล้านเหรียญ มีดุลการค้าเกินดุล 3,927.3 ล้านเหรียญ หรือ 15,545.9 ล้านบาท

“ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การส่งออกเดือน พ.ย. 64 เพิ่มขึ้นถึง 24.7% มาจากการส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ในทุกรูปแบบร่วมกับภาคเอกชน การบริโภคฟื้นตัวในหลายประเทศ การขยายตัวของภาคการผลิตทั่วโลก รวมถึง ค่าเงินบาทอ่อนค่า ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ” นายจุรินทร์กล่าว

ด้าน นายณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่าทั้งปี 64 มูลค่าการส่งออกของไทยจะได้ไม่ต่ำกว่า 268,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14-15% จากปี 63 สูงสุดในรอบ 12 ปี นับจากปี 53 ส่วน ปี 65 มูลค่าจะไม่ต่ำกว่าปีนี้แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง ทั้งการระบาดของโอมิครอนที่ไม่รู้ว่าจะรุนแรงเพียงใด

เรื่องของปัจจัยเสี่ยง ที่เป็นการระบาดของเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์ โอมิครอน ที่กล่าวถึง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะจากที่ผ่านมา 2-3 ปี เรามีการบริหารจัดการและมาตรการในการควบคุมสถานการณ์ โควิด-19 ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ส่งออกที่มักจะออกมาเรียกร้องกันอยู่เสมอๆก็คือ “ค่าเงินบาทที่แข็งค่า”

เพราะผู้ส่งออกของไทยจำนวนมากยังไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน.

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ตรวจพบ “โอมิครอน” ในไทย 63 ราย

 

20 ธ.ค.64 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงถึงสถานการณ์โรค โควิด-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” ว่า ขณะนี้มีรายงานการพบสายพันธุ์นี้แล้วใน 89 ประเทศ “จริงๆ อาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากบางประเทศไม่มีขีดความสามารถถอดรหัสพันธุกรรมได้”

“ยังยืนยันการตรวจหาสายพันธุ์โอมิครอนด้วยสูตรของกรมวิทยาศสตร์การแพทย์ ตรวจเบื้องต้น 5 ตำแหน่ง ยังคงสามารถตรวจหาโอมิครอนและสายพันธุ์ย่อยได้ ไม่ต้องวิตกกังวล” “สำหรับการแพร่กระจายของโรคที่ผู้ติดเชื้อ 1 คนจะทำให้คนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อนติดเชื้อกี่คนนั้น จากการศึกษาจากต่างประเทศพบว่า สายพันธุ์อูฮั่นอยู่ที่ 2.5 เดลตาอยู่ที่ 6.5 ส่วนโอมิครอนเพิ่มขึ้นเป็น 8.64 ถือว่าเร็วกว่าเดลตา” สำหรับสถานการณ์โอมิครอนในประเทศไทย จากการตรวจสายพันธุ์ระหว่างวันที่ 11-19 ธ.ค. จำนวน 1,595 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่ยังเป็นเดลตา 1,541 ราย คิดเป็น 6.61% อัลฟา 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 0.06% เบตา 1 ตัวอย่าง คิดเป็น 0.06% และ โอมิครอน 52 ตัวอย่าง คิดเป็น 3.26%

“สรุปพบการติดเชื้อโอมิครอนค่อนข้างเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกรายยังเชื่อมโยงการเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ สัดส่วนผู้เดินทางเข้าประเทศทุกระบบที่ติดเชื้อ พบว่าเป็นโอมิครอน 1 ใน 4 หรือ ร้อยละ 25 จึงต้องมีการพิจารณาปรับมาตรการ Test & Go ถ้าไม่มีอาการป่วย ไม่เข้าโรงพยาบาล อาจหลุด และติดเชื้อในประเทศได้” นพ.ศุภกิจกล่าว

การพิจารณาปรับมาตรการ Test & Go ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยทำให้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 สายพันธุ์โอมิครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่น่าจะพิจารณาเป็นการการเร่งด่วนในขณะนี้ก็คือ

การสั่งห้ามไม่ให้คนไทยมุสลิมเดินทางไปแสวงบุญที่ซาอุดิอาระเบีย.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น