“การเมืองไทย” มีปัญหา”…???

 

23 ก.ค.63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการปรับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากที่มีรายชื่อปรากฏออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ กระทรวงการต่างประเทศ ว่า

“สื่อหนังสือพิมพ์เป็นคนปรับ ครม.หรือ การปรับ ครม. เป็นเรื่องของผม จะเสนอใครมาก็เสนอมา ขณะนี้กำลังตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ ต้องหาคนมาเป็นมาจากที่ไหนอย่างไร ที่ไปที่มาอย่างไร แล้วตรวจสอบคุณสมบัติ ตอนนี้ต้องถามว่า เขารับหรือเปล่า วันนี้ทุกคนรู้ว่าผมต้องดูทั้งการบริหารและการเมืองด้วย เรื่องพรรคการเมืองวันนี้ปัญหาเยอะแต่ผมสู้ไหว”

เรื่องของ “การเมืองไทย” เราต้องยอมรับกันว่า มีปัญหาจริงๆ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 เป็นต้นมา เรามี รัฐประหาร ยุบสภา กันนับครั้งไม่ถ้วน ปัญหาหลักๆนั้น ถ้าจะพูดกันอย่างอย่างกำปั้นทุบดินแล้วก็เกิดมาจากปัญหาของรัฐธรรมนูญที่ มีการฉีก มีการร่าง มีการประกาศใช้ มีการเสนอให้แก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา เรามี รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ฉบับเดียว ที่มาจากการเลือกตั้ง มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้สิ้นสุดลง ด้วยการรัฐประหาร (19 ก.ย.49)

ประเทศของเราจำเป็นที่จะต้องมีการ ปฏิรูปประเทศ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆของประเทศกันโดยด่วน ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ฝากความหวังเอาไว้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กันเป็นอย่างมาก ที่มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ  รวม 13 คณะ

ขอเป็นกำลังใจให้ “บิ๊กตู่” ที่ประกาศว่า วันนี้ปัญหาเยอะแต่ผมสู้ไหว ในการ “ปฏิรูปประเทศ” ให้สำเร็จ และให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่ต้องดำเนินการภายใน 1 ปี

เพื่อเป็นคุณูปการให้กับ “ประเทศชาติ” และ “คนไทยทั้งประเทศ”.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ส.อ.ท.” เร่งนายกฯให้ตั้งทีมเศรษฐกิจ “ชุดใหม่”

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนยังคงติดตามการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจ “ชุดใหม่” ของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ระบุว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้

“เอกชนคาดหวังว่า ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ จะเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป และที่สำคัญควรเป็นทีมที่จะสามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างทำงาน และขึ้นตรงกับรองนายกฯที่เป็นคนของพรรคเดียวกัน ดังนั้นหากเป็นไปได้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่จะต้องทำงานร่วมกันได้กับกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด” นายเกรียงไกรกล่าว

กระแสข่าวการปรับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 2/2 นี้  ล่าสุดมีข่าวว่าทาง พรรครวมพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ส่งรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมไปให้นายกฯพิจารณา 3 รายชื่อ คือ นายอนุชา นาคาศัย นายสุชาติ ชมกลิ่น และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โดยไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ (มท.1) และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (รมว.พลังงาน) ตามที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอ

ขณะที่ นายปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ที่จะมาเป็น รองนายกฯ และ รมว.คลัง และ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม และผู้บริหาร ปตท.ที่จะเข้ามาเป็น รมว.พลังงาน ยังไม่ยืนยันชัดเจน

ทีมเศรษฐกิจ “ชุดใหม่” ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจากผลกระทบของ โควิด-19 นั้น ก่อนกลางเดือน ส.ค. นี้

เราคงจะได้ทราบรายชื่อของ ครม. “ประยุทธ์ 2/2” กัน.

โพสท์ใน การเมือง, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“เศรษฐกิจไทย” หลัง ‘โควิด-19’ ?

 

20 ก.ค.63 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาค 3 แห่ง และ สำนักงานเศรษฐกิจภูมิภาค ร่วมกันจัดงานสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2563 ในหัวข้อ ชวนคุยชวนคิด “ปรับวิถีธุรกิจท้องถิ่นในโลกใหม่อย่างยั่งยืน” โดยถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT (ช่อง 2)

ช่วงที่ 1 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงวิกฤติ โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาสาธารณสุขและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการการควบคุมการระบาด แตกต่างจากวิกฤติครั้งก่อนที่มักเกิดจากเศรษฐกิจมหภาคหรือสถาบันการเงินในสถานการณ์เช่นนี้ ธปท.ได้เข้าไปดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนผ่านมาตรการต่างๆ หลายประการ

“ถ้าเป็นไปตามคาดการณ์ของ ธปท. ไตรมาส 2 ซึ่งปิดเมือง จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำมากสุด จากนั้นจะค่อยๆดีขึ้นเมื่อกลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ การฟื้นตัวจะค่อยเป็นค่อยไป ถ้าไม่มีการระบาดที่รุนแรงอีก และจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันก่อน โควิด-19 ได้ ในช่วงปลายปี 64 หรือใช้เวลาอยู่กับ โควิด-19 ประมาณ 2 ปี” นายวิรไทกล่าว

ช่วงที่ 2 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การระบาดของไวรัส โควิด-19 เป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก เราอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี เรากำลังเข้าสู่ภาวะ VUCA World หรือ โลกที่มีความไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเครือ ธุรกิจช่วงนี้สิ่งที่ควรทำก็คือ เก็บเงินสด ลดต้นทุน อุดหนุนเครือข่าย กระจายความเสี่ยง เพียงอย่าท้อใจ โอกาสใหม่รออยู่”

ช่วงที่ 3 นายมารุต ชุ่มขุนทด ประธานบริหาร และผู้ก่อตั้ง Class Café และ นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Wongnai กล่าวเสวนาถึง ดิจิทัลเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจเร็วขึ้น ซึ่งทุกคนควรต้องปรับตัวไปใช้เทคโนโลยีให้มากที่สุด

“เศรษฐกิจไทย” จะก้าวไกล ถ้าเรารู้จักใช้ “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส”.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ” ถึง รัฐบาล

 

18 ก.ค.63 กลุ่มสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และเยาวชนกลุ่มปลดแอก –Free YOUTH ได้รวมตัวชุมนุมประท้วงกันที่บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เปิดเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล พร้อมประกาศ ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ต้องประกาศยุบสภาฯ 2.หยุดคุกคามประชาชน และ 3.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้เวลารัฐบาล 2 สัปดาห์ ดำเนินตามข้อเรียกร้อง

ยิ่งกว่านั้น กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่ จ.เชียงใหม่ ก็ได้มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเช่นเดียวกัน มีการถือป้ายชุมนุม ชูสามนิ้ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

เรื่องของการชุมนุมประท้วงนี้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ได้ออกมาชี้แจงแทนนายกฯว่า ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมนั้น รัฐบาลรับฟัง ข้อ 1.ให้ยุบสภาฯ อยู่ที่นายกฯจะพิจารณา 2.การคุกคามต่างๆรัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้ข่มขู่ใดๆ 3.การแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีแนวทางอยู่ มีคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อยู่แล้ว

ประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญของ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าร่วมรัฐบาล และรัฐบาลก็ยอมรับให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาและแก้ไขขึ้นมา แต่การพิจารณาศึกษาที่ผ่านมานั้น ล่าช้า เป็นอย่างมาก

ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ตามที่ประกาศว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐ อย่าให้ประชาชนเคลือบแคลงและสงสัยใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ตามที่ได้มีการพูดกันมากว่า

“รัฐธรรมนูญ” นี้ ออกแบบมาเพื่อพวกเรา.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ผลงานครบรอบ 1 ปี ของ “ศักดิ์สยาม”

 

15 ก.ค.63 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า วันที่ 1-2 ส.ค.นี้ กระทรวงจะจัด ประชุมเชิงปฏิบัติการ ของหน่วยงานในสังกัด เพื่อสรุปผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี ซึ่งจะครอบคลุมทั้ง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง

สำหรับผลงาน 1 ปี ที่ผ่านมา อย่างเช่น การลดค่าใช้จ่ายการเดินทางให้กับประชาชน เช่น ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ โครงการขยายถนนพระราม 2 โครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 โครงการเชื่อมการเดินทางขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับอันดามัน รวมทั้งเร่งพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อกระจายความเจริญในทุกภูมิภาค อาทิ การเชื่อมต่อคมนาคมทางภาคใต้

“นอกจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแล้ว กระทรวงคมนาคมยังคำนึงถึงความปลอดภัยในการเดินทาง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ร่วมกับสถาบันการศึกษา คิดค้นแท่งคอนกรีตหุ้มยางพารา หรือกันชนยาง เพื่อนำไปครอบแบริเออร์คอนกรีตป้องกันความรุนแรงจากอุบัติเหตุของรถยนต์ และได้คิดค้นเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ ลดความรุนแรงให้กับผู้ใช้จักรยานยนต์” นายศักดิ์สยามกล่าว

การพิจารณาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลงานของ รมว.คมนาคม ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้าข้างต้น ก็ถือว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีแนวความคิดในการรวบรวมผลงานต่างๆในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนั้นได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติและประชาชนบ้าง

ไม่ได้เอาแต่ “พูดดีใส่ตัว” เพื่อ “รักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง” ไปวันๆ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“กกพ.”ลด “ค่าเอฟที” ลดค่าไฟได้ 1 สตางค์/หน่วย

 

16 ก.ค.63 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก  เปิดเผยว่า กกพ.มีมติให้ปรับลดอัตรา ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 63 ลงอีก 0.83 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ ค่าไฟเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.63 บาท/หน่วย จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาท/หน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ขณะที่ ค่าเอฟที ในปีหน้า งวด ม.ค.-เม.ย. 64  ยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยอ้างอิง ตามต้นทุนราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-8 เดือน ทังนี้ ปัจจัยที่มีผลให้ค่าเอฟทีลดลงได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของคนไทย และโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ติดลบมากขึ้นหรือลดลงอย่างไร ซึ่งหาก จีดีพีลดลงทุกๆ 1% จะกระทบให้ การใช้ไฟฟ้าของไทยลดลง 0.7-0.8% ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

จากปัจจัยที่มีผลให้ ค่าเอฟที ลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของคนไทย และตัวเลขของ จีดีพี ที่ ลดลงทุกๆ 1% ส่งผลกระทบให้ การใช้ไฟฟ้าของไทยลดลง รวมทั้ง โควิด-19 ดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ากันเป็นจำนวนมากใช่หรือไม่ ถึงจะทำให้ ค่าเอฟที นั้นลดลง

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล วงเงิน 400,000 ล้านบาท จากผลกระทบของ โควิด-19 ที่คาดการณ์กันว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจที่ติดลบ ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.6-1% วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท จะช่วยทำให้ จีดีพี ที่ติดลบให้ขยายตัวขึ้นกันได้มากน้อยแค่ไหน?

“กกพ.”มีมติ ลด “ค่าเอฟที” ลง ประชาชนตื้นตันใจจนน้ำตาคลอที่ได้ลดค่าไฟถึง 1 สตางค์/หน่วย.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“นายสมคิด” และ “กลุ่ม 4 กุมาร” ลาออก

 

16 ก.ค.63 นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

นายอุตตม ให้สัมภาษณ์ว่า เราทั้ง 4 คนนำหนังสือลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี ผ่าน นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ นายกอบศักดิ์ ได้รับมอบหมายจาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นำหนังสือลาออกมายื่นพร้อมกันด้วย

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับ ครม.ภายหลังการลาออกของนายสมคิดและ กลุ่ม 4 กุมารว่า นายสมคิดได้บอกมานานแล้วว่า พร้อมทำตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “การปรับ ครม. ก็อย่างว่า จะให้ถูกใจทุกคนคงไม่ได้ ประเด็นสำคัญคือ คนที่เราอยากได้ให้เป็นคนที่ประชาชนเค้าอยากได้ เขามาได้หรือเปล่า?…” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ล่าสุด มีกระแสข่าวถึงบุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจ “ชุดใหม่”  มี 3 รายที่ตอบรับ คือ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท. และ นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย

ใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน “นายสมคิด” รองนายกรัฐมนตรี และ “กลุ่ม 4 กุมาร” ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ธปท.” ชี้ จีดีพีไทย “ไตรมาส 2” ต่ำสุด

 

14 ก.ค. 63 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงานประชุมนักวิเคราะห์ ครั้งที่ 2/2563 โดยมี นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมสื่อสารให้แก่นักวิเคราะห์และสื่อมวลชนถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทย ณ ห้องภัทรรวมใจ ธปท.

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวถึงการแพร่ระบาดของ โควิด-19 รอบที่ 2 ว่า เป็นไปได้ยากที่จะควบคุมให้เป็นศูนย์ไปได้ตลอด อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีสัญญาณปรับดีขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2563 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าคาด แต่มีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปี 2564

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ กล่าวว่า ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจในการดูแลระบบการเงินและการดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้สั่งการให้มีการศึกษาและเตรียมความพร้อมในเครื่องมือต่างๆ เช่น การควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรืออัตราดอกเบี้ย หรือการดูแลสภาพคล่องหรือ คิวอี ก็เป็นสิ่งที่ ธปท.ทำการศึกษา

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยหลังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ลงเหลือ -8.1% โดยระบุว่า หากพิจารณาจากเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่ในขณะนี้ เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ในไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.) และจะเริ่มขยับดีขึ้นใน ไตรมาสที่ 3 (ก.ค.-ก.ย.)

“ปัญหาแรงงานหรือคนตกงาน เป็นสิ่งที่ ธปท.ห่วงมากที่สุด โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการที่ประสบปัญหาหนัก ขณะที่กำลังการผลิตที่เหลือมากในภาคอุตสาหกรรม และแนวโน้มการนำเทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์เข้ามาใช้มากขึ้น จำเป็นต้องมีนโยบายเพิ่มทักษะแรงงานให้ก้าวข้ามไปทำงานในวิถีของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดย ธปท.พร้อมสนับสนุนด้านนโยบายการเงิน และสินเชื่อ” นายวิรไทกล่าว

เศรษฐกิจไทย ใน “ไตรมาสที่ 3” จะขยับดีขึ้น ถ้า “โควิด-19” ไม่แพร่ระบาดเป็นรอบที่ 2.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

พ.ร.บ.บำนาญประชาชน

 

13 ก.ค.63 เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ นำโดย นายนิมิตร์ เทียนอุดม น.ส.แสงศิริ ตรีมรรคา และ นายจำนงหนูพันธ์ รวมตัวกันจัดกิจกรรม “ประชาชนปาร์ตี้ปิ่นโต นัดกินข้าวหน้าทำเนียบฯทวงลายเซ็นนายกฯผ่านร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ” ที่ระบุให้รัฐจัดให้มีระบบบำนาญแห่งชาติโดยเสมอภาค ที่ ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อเป็นหลักประกันรายได้แบบรายเดือนขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเครือข่ายฯได้รณรงค์ให้ประชาชน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เข้าเสนอชื่อเสนอกฎหมายจนครบ 10,000 รายชื่อ และได้เสนอต่อรัฐสภาแล้ว แต่เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน จำเป็นต้องให้นายกฯเซ็นรับรอง

แต่ไม่มีความคืบหน้ามาหลายเดือนแล้ว จึงได้เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึก โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมฯรับเรื่องไว้ เพื่อส่งต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลังต่อไป

พ.ร.บ.บำนาญประชาชน เพื่อเป็นหลักประกันรายได้แบบรายเดือนขั้นพื้นฐาน ให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 3,000 บาท/เดือน นี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยทำให้ประชาชนที่ไม่ใช่ข้าราชการทั้งประเทศมี “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” จากการให้เงินบำนาญเป็นค่าอาหาร 3 มื้อ/วัน (100 บาท/วัน)

ประเทศเรามีบำนาญให้กับข้าราชการได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณ/คน/เดือน เป็นเงินจำนวนมาก ถ้ารัฐบาลตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนกันแล้ว

รัฐบาลก็ควรที่จะผ่าน “พ.ร.บ.บำนาญประชาชน” ให้กับประชาชนด้วย.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

 “โพล” ให้ปรับ รมต. “กปปส.” ออก

 

12 ก.ค.63 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ผลกรรมข่าวปรับคณะรัฐมนตรี จากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 2,203 ตัวอย่าง เมื่อระหว่างวันที่ 5-11 กรกฎาคม 2563 จากการสำรวจพบว่า

1.ความพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มรัฐมนตรีที่เคยเป็นแกนนำ กปปส. ร้อยละ 86.6 พอใจค่อนข้างน้อย ถึงไม่พอใจเลย  ร้อยละ 13.4 พอใจค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุด

2.เหตุผลที่ไม่พอใจ ต่อกลุ่มรัฐมนตรีที่เคยเป็นแกนนำ กปปส. ร้อยละ 66.7 ระบุ สร้างความขัดแย้ง วุ่นวาย แก่งแย่งตำแหน่งรับมนตรี ร้อยละ 59.56 ไม่มีผลงานที่โดนใจ ไม่ตรงความต้องการของประชาชน ร้อยละ 56.3 ไม่ทำตามอุดมการณ์ที่เคยประกาศไว้ ร้อยละ 27.6 เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ร้อยละ 3.4 อื่นๆ เช่นไม่สนใจประชาชน

3.ความเห็นต่อการปรับคณะรัฐมนตรี ในส่วนที่เคยเป็นแกนนำ กปปส.ในชุดนี้ ร้อยละ 90.8 ควรปรับออก ร้อยละ 9.2 ระบุว่า ควรอยู่ต่อ

จากผลสำรวจเรื่อง ผลกรรมข่าวปรับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้างต้น ก็พอทำให้ทราบในเบื้องต้นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ พอใจค่อนข้างน้อย ถึงไม่พอใจ ต่อกลุ่มรัฐมนตรี (รมต.) ที่เคยเป็นแกนนำ กปปส. ด้วยเหตุผลที่ว่า สร้างความขัดแย้ง วุ่นวาย แก่งแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีบนความทุกข์ยากของประชาชน และมีความคิดเห็นต่อการปรับ ครม. ในส่วนของ แกนนำ กปปส.ในชุดนี้ มากถึง ร้อยละ 90.8 ที่เห็นว่า “ควรปรับออก”

ผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล” นี้  “บิ๊กตู่” น่าจะใช้เป็นข้อมูลในการปรับ  ครม. ได้บ้าง.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น