“รัฐบาล” ไมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ?

 

11 ก.ค.64 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หน.พรรคเสรีรวมไทย ออกแถลงการณ์ปลุกประชาชนเดินหน้าฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จากสถานการณ์ โควิด-19 ที่ทำให้ประชาชนล้มป่วยตายเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลไม่สามารถป้องกันและรักษาให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 วรรคสามที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การที่รัฐบาลละเว้นไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากมาตรการที่รัฐกำหนดมากมาย พรรคเสรีรวมไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้อง รักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการขับไล่รัฐบาลนี้ออกไปตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมทั้งให้ประชาชนนำหลักฐานต่างๆเช่น ใบเสร็จที่ไปตรวจรักษา ใบเสร็จที่ไปซิ้วัคซีนฉีด ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจดำเนินคดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ รัฐมนตรีทุกคน ฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47, มาตรา 55 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ไม่ได้บัญญัติบทกำหนดโทษเอาไว้ การฟ้องร้อง พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีนั้น ไม่ทราบว่าประชาชนจะสามารถแจ้งความดำเนินคดีด้วยตัวเองได้หรือไม่

ต้องมีการส่งเรื่องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยตีความกันก่อนหรือเปล่า?.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม”

 

จากรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งการทุกส่วนราชการจัดตั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือ Anti-Fake News Center ประจำกระทรวง เพื่อชี้แจงข่าวสารที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทันท่วงที ซึ่งมีหลายกระทรวงได้จัดตั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประจำกระทรวงแล้ว เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

เจตนารมณ์ก็เพื่อติดตาม ตรวจสอบประเด็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ที่มีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีผู้เจตนาไม่หวังดีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงผ่านสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องเร่งชี้แจงข่าวสารด้วยข้อมูลที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจอย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์

ศูนย์ต่อต้านข่าวกรอง ประเทศไทย เป็นภารกิจหนึ่งของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีหน้าที่กำกับ ดูแล ติดตาม และประเมินผลนโยบายแผนระดับชาติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านดิจิทัล รวมทั้งสร้างเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัย

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ ทุกส่วนราชการจัดตั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประจำกระทรวง ก็เพื่อชี้แจงข่าวสารที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทันท่วงที ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม การดำเนินการตามเจตนารมณ์จึงควรที่จะเฝ้าติดตามข่าว วิเคราะห์ข่าว และ ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่คอยแต่จะใช้มาตรการทางกฎหมายจับผิดบุคคล ซึ่งมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ บังคับใช้อยู่แล้ว เรามาช่วยกันทำให้

“สังคมไทย” เป็น “สังคมอุดมปัญญา” กันเถอะ.

โพสท์ใน การศึกษา, สังคม | ใส่ความเห็น

“เห็นแก่ตัว” v “เห็นแก่ประชาชน”

 

จากกรณี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (6 ก.ค.) แสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยในการให้ฉีดกระตุ้นเข็ม 3ในเวลานี้ ที่คส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีน ใครที่จะได้รับการกระตุ้นเข็มสามควรต้องอยู่ในการศึกษาวิจัยที่เป็นระบบเท่านั้น ไม่เช่นนั้น “ท่านเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกมากเกินไปครับ”

ความคิดเห็นดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นประเด็นร้อนเกิดดราม่าถูกกระหน่ำหนัก จน ศ.นพ.นิธิ ต้องออกมาโพสต์ข้อความขอโทษหมอและพยาบาลที่ไม่พอใจคำว่า เห็นแก่ตัว ต้องกราบขอโทษ ไม่มีเจตนาดูแคลนใคร “ขอให้ ถือประโยชน์ของมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”

ขณะที่ ส.ส.(บางคน) ได้แถลงข่าวระบุว่าวิป 3 ฝ่าย มีมติให้รัฐบาลมีมติให้รัฐบาลไปหาวัคซีนโควิดเข็ม 3 ฉีดให้ ส.ส.-ส.ว. เช่นเดียวกัน ทำให้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ ต้องออกมาชี้แจงว่า ในฐานะประธานการประชุมวิป 3 ฝ่าย ยืนยันว่า มีการพูดถึงการฉีดวัคซีนเข็ม 3 แต่พูดในภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ได้มีมติว่าสภาฯต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 “ถ้าข่าวผิดพลาดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ต้องขอโทษด้วย”

เรื่องของการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากอยู่ในขณะนี้ ทั้งๆที่การจัดหาวัคซีนมาฉีfวัคซีนให้กับประชาชนทั้งประเทศยังมีปัญหาอยู่ ทั้งการสั่งจองวัคซีนที่สั่งน้อยและที่สั่งได้ก็มีเพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น การฉีดเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์นั้นส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ก็ควรที่จะ

 “เห็นแก่ประชาชน” ด้วยการฉีดวัคซีนเข็ม 2 ให้ครบกันก่อนเถอะ.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ฝ่ายค้าน “ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ” คณะรัฐมนตรี

 

6 ก.ค.64 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา และ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า แกนนำของพรรคมีความเห็นตรงกันให้เสนอยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ในเดือน ส.ค. นี้ คาดว่าจะได้อภิปรายก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 18 ก.ย.

ทางพรรคได้เตรียมประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเบื้องต้นแจ้งแต่ละพรรคทราบแล้ว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ต้องการปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไป เกรงว่าจะเกิดความเสียหายมากขึ้น ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านเคยเสนอแนวทางการแก้ปัญหาต่อรัฐบาลไปแล้ว แต่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการจนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องโควิดและวัคซีนที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้

ล่าสุด (7 ก.ค.) นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีของการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า สามารถทำได้เหมือนเหมือนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาจจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเปิดอภิปรายแต่ไม่ลงมติอาจเป็นไปได้ ขณะนี้มีการอภิปรายกรณีโควิด-19 ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้วยังมีชื่อผู้ที่รออภิปรายอีก 30 คน

รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 บัญญัติว่า ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเสนอชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ…มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

การเสนอญัตติ “ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ” จึงเป็นสิทธิและหน้าที่ของ ส.ส.ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลถึงปัญหาต่างๆของประเทศที่เกิดขึ้น เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะมีเสียงสนับสนุนในสภาน้อยกว่าของฝ่ายรัฐบาลก็ตาม.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“หมอไม่ทน” ชวนแต่งดำ

 

7 ก.ค.64 กลุ่มบุคคล “หมอไม่ทน” ได้มีการรณรงค์ในเว็บไซต์ Change.org  เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคลในโซเชียลมีเดีย สนับสนุนข้อเสนอการแก้ปัญหาโควิด-19 ถึงรัฐบาล 2 หัวข้อ พร้อมเชิญชวนประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ร่วมสวมเสื้อดำ/ติดโบดำ เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19และผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. โดยขอให้ 1.นำเข้าวัคซีน mRNA (ไฟเซอร์และโมเดอร์นา) นำมาใช้เป็นวัคซีนหลักโดยต้องเปิดเผยขั้นตอนการดำเนินการให้ประชาชนทราบ 2.นำวัคซีน mRNA เป็นวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า

3.เปิดเผยสัญญาการสั่งซื้อวัคซีนแอสตราเซเนกาและซิโนแวค รวมถึงวัคซีนอื่นๆที่ทางรัฐบาลไทยจะทำสัญญาในอนาคต 4.เปิดเผยบันทึกการประชุมเรื่องวัคซีนและการบริหารจัดการการระบาดโควิด-19 เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะ 5.โควิด-19 สามารถแพร่กระจายผ่านอากาศ การสวมหน้ากาก N95 จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันติดเชื้อ รัฐจำเป็นต้องจัดหา FFP3 หรือ N99 เพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์

ข้อเสนอของกลุ่ม “หมอไม่ทน” ที่เรียกร้องต่อ รมว.สาธารณสุข และ นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค.ดังกล่าวข้างต้น  ก็เป็นที่หวังว่า

รัฐบาลจะพิจารณาเปิดเผยขั้นตอนการดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

รายงาน  “ยุทธศาสตร์ชาติ” และ “ปฏิรูปประเทศ” ปี 63

 

1 ก.ค.64 สภาฯมีการประชุมวาระรับทราบ รายงานสรุปผลดำเนินการตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” ประจำปี 2563 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 65 ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 กำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการประจำปีของหน่วยงานของรัฐทุกปี

และ “แผนการปฏิรูปประเทศ” ประจำปี 2563 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 60 หมวด 16 กำหนดให้การปฏิรูปประเทศต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1.ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย 2.สังคมมีความสงบสุข และ 3.ประชาชนมีความสุข โดยการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่คาดหวังว่าจะบรรลุผลในระยะเวลา 5 ปี

การประเมินผลตามเป้าหมายของแผนภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ทั้ง 23 ประเด็น ประเด็นที่ต่ำกว่าเป้าหมายขั้นวิกฤต (ต่ำกว่า 50%ของเป้าหมาย) เท่ากับปี 62 จำนวน 6 เป้าหมาย คือ ความมั่นคง การเกษตร พื้นที่และเมืองน่าอยู่ การพัฒนาการเรียนรู้ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และ อุตสาหกรรมและการบริการในอนาคต

การประเมินผลตามเป้้าหมายการปฏิรูปประเทศ ตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 12 ด้าน ประเด็นที่อยู่ในขั้นวิกฤต ในการบรรลุเป้าหมาย จำนวน 14 เรื่องและประเด็นปฏิรูป ลดลงจากปี 62 จำนวน 12 เรื่องและประเด็นปฏิรูป จาก 26 เรื่องและประเด็นปฏิรูป

หลังจากรายงานสรุปผล ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ฝ่ายรัฐบาล ได้อภิปรายวิจารณ์ให้มีการรื้อแผนยุทธศาสตร์ชาติ และปรับปรุงให้เน้นความต้องการของประชาชนมากกว่าการกำหนดโดยโครงการจากรัฐ ตามรายงานปี 63ไม่ได้มีการพูดถึงวัคซีนโดวิดเลยทั้งที่เป็นช่วงระบาด คนกำลังจะฆ่าตัวตาย ไม่มีกิน ตกงาน ผู้นำเห็นเป็นเรื่องสนุกแสดงตลกหน้าเมรุเผาศพของประชาชน

“ยุทธศาสตร์ชาติ” และ “แผนปฏิรูปประเทศ” ที่ถือกันว่าเป็นความหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้เสร็จภายใน 5 ปี แต่จากผลของการดำเนินการและประเมินผลประจำปี 63 ปรากฏว่า

แผนการปฏิรูปประเทศยังไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ให้เห็นเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

รัฐบาล “ลักหลับ” ประชาชน

 

จากกรณี เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่ง ศบค. ที่ 6/2564 เมื่อช่วงตีหนึ่ง วันที่ 27 มิ.ย. มีสาระสำคัญ กำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัด (กทม.และปริมณฑล กับอีก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้) มีผลตั้งแต่ 28 มิ.ย.เป็นต้นไป เพื่อสกัดสกัดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หลังจากพบผู้ติดเชื้อ 3-4 พันคน ผู้ป่วยเสียชีวิตเกือบร้อยคนต่อวันมาอย่างต่อเนื่อง

คำสั่ง ศบค. ที่ 6/2564 สรุปได้ 5 ข้อ คือ 1.ปิดสถานที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับคนงานทั้งภายในและภายนอกสถานที่ก่อสร้าง และห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นการชั่วคราว อย่างน้อย 30 วัน 2.ให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเฉพาะนำกลับไปบริโภคที่บ้านเท่านั้น 3.ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เปิดดำเนินการได้ถึงเวลา 21.00 น. 4.ห้ามกิจกรรมรวมกลุ่มที่เกิน 20 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ 5.ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวในพื้นที่ โรงมหรสพ  โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สวนน้ำ (ตามประกาศ กทม.ฉบับที่ 33)

คำสั่งนี้ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งโจมตีกันมากว่า รัฐบาลถือโอกาส “ลักหลับ” ประชาชน เพราะเมื่อวันศุกร์ (25 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการ ล็อกดาวน์ กำลังพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นอยู่ ต้องฟังข้อมูลถึงความจำเป็น รวมถึงต้องไปถามประชาชนข้างล่างด้วยว่า หากต้องปิดเขาจะเดือดร้อนอย่างไร เพราะเดี๋ยวรัฐบาลต้องหาเงินไปดูแลอีก

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายในเบื้องต้นว่า จะเสียหายเพิ่มจากเดิม ประมาณวันละ 1,000-2,000 ล้านบาท เพราะรัฐบาลเพิ่งคลายกฎให้กลับมานั่งทานในร้านอาหารได้ร้อยละ 50 ไม่นานนัก  โดยรวมแล้วจะมีความเสียหายเกิดขึ้นประมาณเดือนละ 30,000-60,000 ล้านบาท ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงราวร้อยละ 0.1-0.3

ล่าสุด (29 มิ.ย.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเยียวยานายจ้าง-ลูกจ้าง 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐบาล 8,500 ล้านบาท เป็นเงินช่วยเพิ่มเติมจากเงินกู้รัฐบาล 5,000 ล้านบาท และเงินประกันสังคมจ่าย 50% ของเงินเดือนอีก 3,500 บาท

คำสั่ง ศบค. “ลักหลับ” ประชาชนฉบับนี้ นอกจากเศรษฐกิจจะเสียหายเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาทแล้ว

รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาจากเงินกู้ของรัฐบาลในครั้งนี้อีก 5,000 ล้านบาท.

โพสท์ใน การเมือง, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

รัฐสภาลงมติ “รับหลักการ” ร่างแก้ไขฯ ของ ปชป.?

 

จากมติที่ประชุมรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 13 ร่าง  โดย ส.ว. โหวตรับหลักการร่างที่ 13 ที่เสนอโดย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพียงฉบับเดียว อีก 12 ร่างถูกตีตกไป ร่างของ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เสนอโดย นายไพบุลย์ นิติตะวัน ถูก ส.ว.หักหน้า “คว่ำไปทั้งฉบับ” ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. แม้แต่คนเดียว

ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ร่างที่ 13 ของ ปชป. มีเนื้อหาเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง ไปใช้การลงคะแนนด้วยบัตร 2 ใบ มี ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ด้วยคะแนน ส.ส.  342 เสียง ส.ว. 210 เสียง รวม 552 เสียง (ไม่รับ 24 เสียง งดออกเสียง 130 เสียง)

การลงมติรับหลักการ ร่างที่ 13 ของ ปชป. ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ร่างแก้ไขฯ ที่เสนอแก้เพียง มาตรา 83 และ 91 มีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะไม่ได้แก้มาตราอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น มาตรา 85,86 (1) และ (4) ถ้าขัดขัดรัฐธรรมนูญแล้วจะทำอย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ และ หน ปชป. กล่าวถึงประเด็นปัญหาของ ระบบบัตร 2 ใบ ว่า ไม่คิดว่าจะเป็นอุปสรรค ได้สอบถามฝ่ายกฎหมายแล้ว ไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ การที่รัฐสภามีมติรับหลักการไปแล้ว “หากการแก้ไขไปกระทบกับมาตราใด สามารถปรับปรุงแก้ไขได้เพื่อสอดคล้องกับหลักการที่รับมา” ฉะนั้นจะระบุกี่มาตราก็ไม่เป็นไร มาตราที่เหลือต้องปรับให้สอดคล้องกับมาตราหลักที่ที่รับหลักการไป “ที่สำคัญคือขอให้ร่วมมือร่วมใจกัน”

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 13 ของ ปชป. ที่หลายภาคส่วนหนักใจว่าอาจจะมีปัญหา แต่จากการชี้แจงของนายจุรินทร์ ก็น่าที่จะทำให้สบายใจกันไปได้ เพราะประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60

เป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการเข้าร่วมรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ไพบูลย์” อภิปรายสรุปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60

 

24 มิ.ย.64 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 1 ในส่วนของพรรคฝ่ายรัฐบาล ได้อภิปรายสรุปแสดงถึงความจริงใจในการแก้ไข โดยใช้หลัก แสวงจุดร่วม แสวงจุดต่าง ของเพื่อนสมาชิก ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก มีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็โดยสุจริตใจ หลายเรื่องที่โต้แย้ง เพราะมีอคติมากกว่า

ถ้าประเด็นไหนที่แก้ไขเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่สร้างความขัดแย้ง สร้างภาระใช้จ่ายให้กับงบประมาณแผ่นดิน มั่นใจว่า น่าจะช่วยการแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ร่างที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณา มี 5 ประเด็น 13 มาตรา ประเด็นที่เสนอแก้ไข ทางพรรคได้นำแนวทางการแก้ไขของสภาผู้แทนราษฎร มาเป็นหลักในการแก้ไข

แก้ไขก็เพื่อให้เกิดหนทางที่ถูกต้อง ประเด็นแรกเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเขียนไว้นิดเดียว ระบบเลือกตั้ง ถูกกล่าวหาว่า พปชร.ได้รับประโยชน์ เมื่อสมาชิกทั้งหลายเห็นว่าการใช้บัตร 2 ใบ นั้นดีมีเหตุผล ผมก็เห็นด้วยให้มีการแก้ไข การอภิปรายของ ส.ว. “ผมฟังแล้วไม่สบายใจ” อย่าไปดูถูกประชาชน ท่านต้องให้สิทธิประชาชน “อย่าไปคิดอะไรที่ได้แต่คิด ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติด้วย”

ประเด็นที่ 3 เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย การแก้ไข ก็เสนอโดยบริสุทธิ์ใจ เจ้าหน้าที่บอกว่ามันมีปัญหามาก มันไม่เป็นธรรม เกินไป ไม่มีใครจะไปโกงอะไรอย่างนั้นหรอก มันเกินไป ผมเป็นคนจริงจังและจริงใจ เพื่อประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ เพื่อนสมาชิก ส.ว. “ท่านพูดเอาดีเข้าตัวมากไป ผมฟังแล้วไม่สบายใจ” อาจจะมีปัญหาเรื่องความรู้สึก ผมก็อธิบายว่าจะไปแก้ไขซึ่งมี 3 วาระ สามารถดำเนินการแก้ไขได้ ผมว่า ถ้าท่านดีขนาดนี้ พวกผมเลวขนาดนั้น มันไปกันไม่ได้หรอกครับ ความตั้งใจจริงก็คือมีอะไรที่ไม่ดีก็อยากแก้ไข ท่านเป็น ส.ว.ก็ฟังเราบ้าง…

การอภิปรายปิดในครั้งนี้ สมาชิกสภาฯ ก็เป็นห่วงเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ “เรามีศักดิ์มีศรี มีความรักชาติ” มีความผูกพันกับประชาชนทั้งแผ่นดิน ตั้งใจที่จะทำหน้าที่ อยากทำสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคทำให้มันถูกต้อง “ให้ความยุติธรรมต่อประชาชน สังคม ต่อทุกส่วน” ขอบคุณท่านประธานรัฐสภา และเพื่อน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งทุกท่าน

ทั้งหมดข้างต้นเป็นบางส่วนของการอภิปรายสรุปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“สุทิน” อภิปรายสรุปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60

 

24 มิ.ย.64 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) และ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ได้อภิปรายสรุปถึงสาเหตุของการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กับสมาชิกรัฐสภาและประชาชนได้ทราบกันว่า

1.เพราะมีการฉีกรัฐธรรมนูญบ่อย ถ้าไม่ฉีกก็ไม่มีการแก้ เราวนเวียนอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญเพราะมีคนฉีกแล้วเอาพรรคพวกของตัวเองมาเขียนรัฐธรรมนูญ มีหลายเรื่องหลายประเด็นไม่เป็นที่ยอมรับ ก็ต้องมีการแก้กันไปแบบนี้ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ขอถามว่า “ตอนที่พวกท่านร่าง ท่านถามประชาชนหรือไม่?” เขียนเสร็จแล้วค่อยมาทำประชามติ โดยมีออปชันว่า รับไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง จนทุกพรรคการเมืองต้องมีนโยบายว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ

2.เหตุที่ยื่นญัตติให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรามาพิจารณา ก็เพราะถ้าเรายื่นแก้รัฐธรรมนูญโดยตั้ง ส.ส.ร. เราเชื่อเลยว่า ต้องมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาหาทางล้มของเราแน่ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เราเชื่อว่า ส.ส.ร.จะใช้เวลาเขียนรัฐธรรมนูญประมาณ 2 ปี ระหว่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นเราต้องคิด ถ้าเลือกตั้งด้วยกฎหมายเดิม ยังมีมาตรา 272 เหมือนเดิม เราก็จะอยู่ในวงจรอุบาทว์เหมือนเดิม

ระหว่างนี้ เราต้องหาหนทางที่จะปิดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น และให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างนี้เกิดการยอมรับ จึงคิดว่าต้องแก้ระบบเลือกตั้ง เพราะประชาชนเชื่อว่าเขียนไว้เพื่อสืบทอดอำนาจให้ผู้นำคนปัจจุบัน และที่ถามว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร ที่ผ่านมาเราแกล้งกันไปมาจนจนเป็นการด้อยค่าสภา และด้อยค่าพวกเรากันเอง พท.และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เขียนออกมาให้ชัดเลยว่า ทำเพื่อพี่น้องประชาชนโดยตรง เช่น เรื่องสิทธิและเสรีภาพ และทางอ้อมก็คือเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย ต่างชาติก็ยอมรับ เราก็ทำมาค้าขายได้

นายสุทิน ยังได้กล่าวถึง อำนาจในการเลือกนายกฯของ ส.ว. ที่ต้องแก้ก็เพราะรัฐธรรมนูญเขียนให้อำนาจไว้ เมื่ออำนาจไปอยู่ในมือท่านมันก็กลายเป็นของร้อน วันนี้ประชาชนเชื่อว่าใครจะได้เป็นนายกฯอยู่ที่ ส.ว. แรงกดดันจึงมายังที่ท่าน สถานการณ์หลายอย่างจะดีขึ้น ท่านจะเบาลง และจะออกจากภาวะกดดัน…

การอภิปรายสรุปญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราของ นายสุทิน คลังแสง  ในบางส่วนบางตอนข้างต้น ก็ต้องขอชื่นชมว่า

อภิปรายถึงปัญหาต่างๆ ของรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างดียิ่ง.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น