พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

 

นายเธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.65 นั้น โดยหลักการแล้วเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส และได้รับการดูแลไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิด การบังคับใช้กฎหมายจะเป็นแนวทางให้ภาครัฐและภาคธุรกิจไทยมีมาตรฐานการใช้ข้อมูลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“กรณีสังคมโซเชียลมีการแชร์ข้อมูลห้ามประชาชนถ่ายรูปติดคนอื่นหรือห้ามติดวงจรปิดที่อาจบันทึกภาพคนอื่น กฎหมาย PDPA ไม่ได้ครอบคลุม กรณีการนำข้อมูลไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ สถานการณ์แบบนี้จึงไม่ถือเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า หากนำข้อมูลคนอื่นไปใช้แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น กรณีหมิ่นประมาทถือว่าเป็นความผิดทางอาญา หรือ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นความผิดทางแพ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีมานานแล้ว” นายเธียรชัยกล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวชี้แจงว่า กฎหมายมีเจตนารมณ์คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ และป้องกันแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิ ที่ประชาชนอาจเกิดความวิตกกังวล จากข้อความที่คลาดเคลื่อนทางสื่อออนไลน์จำนวนมาก ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนเข้าใจผิดต่อกฎหมาย จึงขอประชาสัมพันธ์ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวดังต่อไปนี้

1.การถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอที่ติดภาพของบุคคลอื่นโดยไม่เจตนา และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย หากใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว สามารถทำได้ 2.การโพสต์ภาพหรือคลิปวิดีโอที่ติดภาพของบุคคลอื่นในสื่อออนไลน์หากไม่แสวงหากำไรทางการค้าและไม่เกิดความเสียหาย สามารถทำได้ 3.การติดกล้องวงจรปิดภายในบ้าน เพื่อรักษาความปลอดภัย 4.การนำข้อมูลไปใช้ ที่ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมก่อน ดังเช่น ถ้าเป็นไปตามสัญญา, กฎหมายให้อำนาจ, เพื่อค้นคว้าวิจัย, เพื่อประโยชน์สาธารณะ, เพื่อปกป้องสิทธิของตน เป็นต้น

เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ เพิ่งบังคับใช้ อาจมีการประชาสัมพันธ์รายละเอียด ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

หากสงสัยสามารถติดตามข่าวสารหรือสอบถามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก PDPC Thailand.

โพสท์ใน กฎหมาย | ใส่ความเห็น

วิกฤติ “อาหาร” เริ่มขึ้นแล้ว…!?

 

จากสถานการณ์สงคราม ยูเครน-รัสเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้การค้าขายระหว่างประเทศไม่สมดุล ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ประชาชนในแต่ละประเทศได้รับผลกระทบในเรื่องของค่าครองชีพกันถ้วนหน้า ล่าสุด หลายประเทศได้มีการประกาศห้ามส่งออกสินค้าในเรื่องของอาหารที่น่ากลัวว่าจะเป็นปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติกันขึ้น

เริ่มจากการคว่ำบาตรของฝ่ายพันธมิตรต่อรัสเซียด้วยมาตรการต่างๆ  ที่นำโดย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ สหภายยุโรป (อียู) ทำให้ รัสเซีย ประกาศตอบโต้ด้วยไม่ส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบให้กับประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” รวมทั้งยังห้ามส่งออกข้าวสาลี แป้งสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ เมล็ดทานตะวัน และอื่นๆอีกมากมายหลายรายการ ขณะที่ ยูเครน ก็ประกาศห้ามส่งออกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวฟ่าง และน้ำตาล

เซอร์เบีย ระงับส่งออกข้าวสาลี แป้งสาลี น้ำมัน คาซัคสถาน ระงับส่งออก ข้าวสาลี แป้งสาลี ตูนีเซีย ระงับส่งออกผักและผลไม้ แอลจีเรีย ระงับส่งออก ข้าวสาลี พาสต้า  น้ำมันพืช น้ำตาล คูเวต ห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่  ธัญพืช และน้ำมัน อิหร่าน ห้ามส่งออกมันฝรั่ง มะเขือม่วง  มะเขือเทศ อาร์เจนติน่า ห้ามส่งออกน้ำมันถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง ตุรกี ประกาศห้ามส่งออกเนื้อวัว แกะ แพะ เนย และน้ำมันประกอบอาหาร

ประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของเราอย่างเช่น มาเลเซีย ก็ได้มีการสั่งห้ามส่งออกเนื้อสัตว์ปีก อินโดนีเซีย สั่งห้ามการส่งออกน้ำมันปาล์ม ขณะที่ อินเดีย ประกาศห้ามส่งออกข้าวสาลี และจำกัดการส่งออกน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารที่ใช้บริโภคในประเทศ

การที่แต่ละประเทศประกาศห้ามส่งออกสินค้าประเภทอาหารและสินค้าเกษตรต่างๆกันเป็นจำนวนมากนั้น ทั้งนี้เพราะกังวลกันว่าสถานการณ์สงครามจะยึดเยื้อออกไปอีกนาน อาจส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารที่รุนแรงจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานที่สูงขึ้น

ประเทศไทยที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ครัวของโลก” อาจจะไม่ประสบกับปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนอาหารแต่ต้องพบกับปัญหาต้นทุนการผลิตอาหารที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารสัตว์ และ ปุ๋ยเคมี ที่เป็นต้นทุนสำคัญ เราต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศเกือบ 100% ทำให้สินค้าอาหารแพงขึ้นทั้งประเทศในรอบ 10-13 ปี

การที่ราคาสินค้าประเภทอาหารมีราคาแพงขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อ “ผู้ส่งออก” มากกว่า เพราะเมื่อโลกเกิดวิกฤติ “อาหาร” ก็สามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายได้มากขึ้น และขายในราคาที่สูงขึ้น

ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา “ประชาชน” เดือดร้อนกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

สถานการณ์ของโรค “ฝีดาษลิง”

 

29 พ.ค.65 ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข กรมควบคุมโรค รายงานถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อ “ฝีดาษลิง” ฉบับที่ 4 ว่า สถานการณ์ทั่วโลก ตั้งแต่ วันที่ 7 พ.ค. ที่มีการรายงานผู้ป่วยรายแรกในไม่ใช่พื้นที่โรคประจำถิ่นของโรค จนถึงวันที่ 28 พ.ค.65 มีรายงานผู้ป่วยทั้งหมด 484 ราย (เพิ่ม 53 ราย) เป็นผู้ป่วยยืนยัน 401 ราย (เพิ่ม 69 ราย) และผู้ป่วยสงสัย 83 ราย (ลด 16 ราย) ใน 27 ประเทศทั่วโลก มีผู้ป่วยสูง 5 ลำดับแรก ได้แก่ สเปน อังกฤษ โปรตุเกส แคนาดา และเยอรมนี

สำหรับ สถานการณ์ในไทย (28 พ.ย.) ยังไม่พบรายงานผู้ป่วย จากการประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงของการติดต่อ มีโอกาสพบผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการรายงานพบผู้ป่วย เช่น แอฟริกากลาง สเปน อังกฤษ เป็นต้น ข้อสังเกตของโรคฝีดาษลิงที่พบทั่วโลก พบว่าส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อเป็นเพศชายวัยเจริญพันธุ์ แต่ก็เริ่มมีรายงานว่ามีผู้ป่วยเพศหญิงเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ นพ.สุประกิต จิรารัตน์วัฒนา นายแพทย์ปฏิบัติการ สถาบันโรคผิวหนัง เปิดเผยว่า โรคฝีดาษลิง เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากไวรัสตระกูลเดียวกันกับ เริม อีสุกอีใส และ งูสวัด เริ่มจากเป็นตุ่มใสที่แตกง่าย ในบริเวณที่เดิมๆ ต่างจาก ฝีดาษลิง ที่จะมีไข้มาก่อน และต่อมน้ำเหลืองโต ประมาณ 1-3 วัน จากนั้นผื่นจึงเริ่มขึ้นและจะเป็นทั้งใบหน้า แขนขา หรือทั้งตัว สามารถแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจ โดยการไอจามในช่วงที่มีอาการ และสามารถติดได้จาการรับประทานเนื้อสัตว์นำเข้าที่มีเชื้อฝีดาษที่ไม่ได้ปรุงสุก

“ไทยไม่เคยปรากฏโรคฝีดาษลิงมาก่อน ตระกูลฝีดาษ มีทั้ง ฝีดาษวัว ฝีดาษคน หรือไข้ทรพิษ และ ฝีดาษลิง อาการจะคล้ายกัน ตัวรุนแรงสุด คือ ฝีดาษคน เคยระบาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2460 และ เมื่อปี 2489 ระบาดในไทยจนนำไปสู่การปลูกฝีทั่วประเทศ และกำจัดได้ในที่สุดปี 2523 จนนำไปสู่การยกเลิกปลูกฝีดาษ”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ที่นอกจากจะคร่าชีวิตของผู้คนไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกันไปทั่วทั้งโลก

ก็หวังว่า “ฝีดาษลิง” คงจะไม่ร้ายแรงดังเช่น “โควิด-19” ที่เกิดขึ้น.

โพสท์ใน สังคม, เรื่องราว, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ฝีดาษลิง” โรคอุบัติใหม่?

 

จากกรณี องค์การอนามัยโลก แถลงการณ์ยืนยันว่า พบผู้ป่วย โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ประมาณ 80 คน และมีป่วยสงสัยว่าจะเป็นโรคฝีดาษลิง ประมาณ 50 คน ใน 11 ประเทศ ที่ไม่ใช้แหล่งระบาดของโรค และมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในอีกหลายประเทศ โดยผู้ป่วยรายแรกที่พบเป็นชาวอังกฤษที่มีประวัติเดินทางไปยังประเทศไนจีเรีย ในขณะนี้ พบแล้วกว่า 100 คน จาก 15 ประเทศ

กระแสข่าวนี้ นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมฯได้มีการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (EOC) เฝ้าระวังคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศที่มีการระบาด ช่วยให้ตรวจจับกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือได้ทันและป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศเพราะโรคนี้ยังไม่มียาเฉพาะรักษา

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิงในไทยว่า หลังจากการประชุมร่วมกับ องค์การอนามัยโลก เมื่อถึงด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ท่าอากาศสุวรรณภูมิ นพ.โรม บัวทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค นำชมมาตรการเฝ้าระวังที่สนามบิน ได้ย้ำว่า หากพบผู้เข้าข่ายสงสัยให้เชิญไปพบหมอ รพ.ใกล้สุดหรือที่ สถาบันบำราศนราดูร

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (โควิด-19) ของประเทศไทยเรา ที่ล่าสุด มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ประเทศอยู่ในช่วงที่กำลังจะเริ่มเปิดให้มีการเดินทางเข้าประเทศได้มากขึ้น และก็เป็นช่วงเตรียมการประกาศให้ โควิด-19 เข้าสู่โรคประจำถิ่น

ขออย่าให้ “ฝีดาษลิง” เป็นแบบ “โควิด-19”  ดังเช่นที่ผ่าน ๆ มาเลย.

โพสท์ใน สังคม, เรื่องราว, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

รัฐบาล “3 ป.” อยู่ในช่วงขาลง?

 

จากผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 8 ชนะเหนือผู้สมัครคู่แข่งคนอื่น แบบแลนด์สไลด์ เหนือความคาดหมาย มากถึง 1,386,769 คะแนน ได้เป็นที่วิเคราะห์ วิจารณ์กันอย่างมากมายว่า เป็นการส่งสัญญาณไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ หน.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะรัฐบาลต้องขอร่วมแสดงความยินดีและพร้อมสนับสนุนการทำงาน ใครเข้ามาเป็นผู้ว่าฯก็สนับสนุนการทำงานตลอด ส่วนพรรค พปชร. เราต้องมาทบทวนว่าผิดพลาดเรื่องการทำงาน ต้องมาแก้ไข ต้องประเมินดูก่อนว่าเป็นอย่างไร

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้เป็นความคิดเห็นของประชาชน ความชอบพอของประชาชน ว่ากันไปตามกลไกของประชาธิปไตย “รัฐบาลยินดีด้วยและขอเป็นกำลังใจให้ ขอให้ทำงานให้สำเร็จ เป็นการทำเพื่อพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” รวมทั้งได้ตอบคำถามสื่อที่ว่าผลคะแนนที่ออกมาสะท้อนอะไรหรือไม่? “ไม่สะท้อนอะไรทั้งนั้นแหละ มันไม่สะท้อนอะไรกับผมนี่ พรรคที่สนับสนุนรัฐบาลผม พลังประชารัฐไม่ได้ส่งใครลงเลือกตั้งมิใช่หรือ”

ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.อาจจะไม่ได้สะท้อนอะไร เป็นเพียงแค่ความคิดเห็น ความชอบพอของประชาชน ตามกลไกของประชาธิปไตย ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าว แต่การที่ พปชร.ส่งผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ได้มาเพียงแค่ 2 เขต นั้น น่าจะสะท้อนถึงอะไรบางอย่างพอสมควร เพราะรัฐบาล “3 ป.”ตั้งแต่ทำรัฐประหารและตั้งตัวเป็นรัฐบาล อยู่นานถึงเกือบ 8 ปี นั้น

ไม่ได้ “ปฏิรูปประเทศ” ตามที่ “สัญญา” ไว้กับประชาชนเลย.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

 “ไม่เลือกเราเขามาแน่” วาทกรรม “หลงยุค”

 

จากวาทกรรม แบ่งสีแบ่งข้าง “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต ได้ถูกนำมาใช้ปลุกกระแสอีกครั้งในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. เพราะนักการเมืองบางคน บางพรรค ไม่รู้จักวิธีหาเสียงว่าจะเรียกคะแนนนิยมให้กับตัวเองและพวกพ้องกันได้อย่างไร จึงหันไปใช้วาทกรรม “หลงยุค” ที่เคยเป็นสูตรสำเร็จของ วิชามารทางการเมือง มาใช้กันแบบดูถูกประชาชน

โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกมาประกาศตัวว่าสนับสนุน นายสกลธี ภัทธิยกุล ผู้สมัครอิสระ รวมทั้งประกาศให้เลือกข้างเทคะแนนให้กับผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นคนละขั้วกับ “ชัชชาติ” “เพื่อไทย” และ “ก้าวไกล” ไปให้กับคนที่มีแนวโน้มจะสูสีกับ “ชัชชาติ”  อย่างเช่น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่สำนักโพลต่างๆ เปิดเผยผลการสำรวจว่าอยู่ในลำดับที่ 2-3 มาโดยตลอด

วาทกรรมดังกล่าวได้ส่งผลให้กับคนบางกลุ่มเช่นกัน  คือไปลงคะแนนให้ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครในนามของ พรรคก้าวไกล (กก.) มาเป็นอันดับ 3 นายสกลธี เป็นอันดับ 4 และ พล.ต.อ.อัศวิน ตกไปเป็นอันดับ 5 ขณะที่ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ก็ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย ได้ไป 20 เขต พรรคก้าวไกล 14 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 9 เขต กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 3 เขต พรรคไทยสร้างไทย 2 เขต และ พรรคพลังประชารัฐ 2 เขต

จากผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในครั้งนี้ น่าจะแสดงให้เห็นว่า ประชาชนเลือกตั้งกันด้วยเหตุด้วยผล ที่ต้องการคนที่ตั้งใจทำงานจริงจังให้กับท้องถิ่นหรือชุมชนของตัวเอง มากกว่าการใช้อารมณ์ในการเลือกตั้งแบบ “แบ่งสีแบ่งข้าง” ดังเช่นที่ผ่านๆมา การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า

ประชาชนต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนา กทม.ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ชัชชาติ” แลนด์สไลด์ “มิติใหม่” ของ กทม.

 

23 พ.ค.65 ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. (อย่างไม่เป็นทางการ) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมายเลข 8 มีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง 1,386,769 คะแนน  อันดับ 2 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 254,647 คะแนน อันดับ 3 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 253,938 คะแนน อันดับ 4 นายสกลธี ภัททิยกุล 230,534 คะแนน อันดับ 5 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง 214,805 คะแนน

นโยบายที่นายชัชชาติ ได้นำเสนอให้กับประชาชน “หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.” แนวทางในการพัฒนากรุงเทพฯ จะมี 3 มิติ คือ

มิติที่ 1 ด้านคุณภาพชีวิต มุ่งแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอย อาทิ ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ทางเท้า ขยะมูลฝอย น้ำท่วม การศึกษาสาธารณสุข ฯลฯ มิติที่ 2 ด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ส่งเสริมให้ข้าราชการ กทม. หันหลังให้ผู้ว่าฯ และหันหน้าให้ประชาชน ไม่ส่วย-ไม่เส้น ใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการและส่งเสริมความโปร่งใส มิติที่ 3 ด้านการส่งเสริมโอกาสของเมือง เพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน อนาคตของกทม. อีก 10 ปี เพื่อสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ มาเลเซีย

2 มิติแรก เป็นงานประจำ มิติที่ 3 เป็นงานยุทธศาสตร์ที่ ผู้ว่าฯต้องผลักดันให้ได้ เป็น นโยบาย 9 ดี 9 ด้าน ที่ได้มาจากทีมงานนำโจทย์ “กรุงเทพฯเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” มาใช้ในการออกแบบนโยบาย ที่มีแผนปฏิบัติการ (Action Plans) จำนวน 213 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องจะกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจน คือ

1.สิ่งแวดล้อมดี สะอาด สบาย ใกล้บ้าน สามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายใน 15 นาที 2.สุขภาพดี มีการดูแลเชิงรุก ปรับปรุงการบริหารจัดการ พาหมอไปหาประชาชน 3.เดินทางดี เชื่อมต่อ คล่องตัว เข้าถึงได้ ราคาถูกราคาเดียว 4.ปลอดภัยดี ทุกที่ทุกเวลา ลดจุดเสี่ยง เพิ่มความพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉิน

5.บริหารจัดการดี มีประสิทธิภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม โปร่งใส ไม่มีส่วย 6.โครงสร้างดี ครอบคลุมทุกเส้นเลือดฝอย ทั้งโครงสร้างการระบายน้ำ ที่พักอาศัย และผังเมือง 7.เศรษฐกิจดี ทำกรุงเทพฯให้ถูกลง สร้างโอกาส สร้างรายได้ ขยายศักยภาพเศรษฐกิจเมือง 8.สร้างสรรค์ดี พิพิธภัณฑ์ พื้นที่สาธารณะ ห้องสมุดดิจิทัล และพื้นที่งานศิลปะ และ 9.เรียนดี ยกระดับการดูแล เพิ่มโอกาส เพิ่มเวลาให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

ว่าที่ ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สัญญาว่าจะเป็นผู้นำที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้องข้าราชการ กทม. และสิ่งที่นำเสนอไปเป็นสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้

“นโยบาย 9 ดี 9 ด้าน” จะพลิกโฉม “มิติใหม่” ให้กับ กทม.ในเร็วๆนี้.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

รำลึก “30 ปี” พฤษภาทมิฬ

 

17 พ.ค.65 นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธี รำลึก “30 ปี” สดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ที่สวนสันติพร ถนนราชดำเนิน โดยกล่าวเปิดงานว่า จากปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 30 ปี เกิดความเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้จะมีการยึดอำนาจถึง 2 ครั้ง แต่กว่า 20 ปี เป็นเวลาของประชาธิปไตย เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไปมีทั้งดีและร้าย และเกิดการสะดุดด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝันคือ “ธุรกิจการเมือง”

ดังนั้นข้อสรุปหนึ่งที่อยากเรียน คือ หลักที่ดี คนที่ดี และ กฎหมายที่ดี ต้องไปด้วยกัน เพราะหากดีเพียงส่วนเดียว ในที่สุดก็เกิดปัญหา แม้รัฐบาลจะมาจากประชาธิปไตย แต่หากไม่ยึดแนวประชาธิปไตยจะทำให้เกิดเงื่อนไขอื่นตามมา เช่น เหตุการณ์ไม่สงบภาคใต้ จนในที่สุดทำให้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ต้องเพิ่มวรรค 2 มาตรา 3 ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

จากนั้น ผู้แทนรัฐบาลและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมวางพวงมาลา กล่าวรำลึกถึงวีรชน ดนตรีบรรเลงเพลงพฤษภาประชาธรรม และ เวลา 11.30 น. นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิด อนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 จากเหตุการณ์ที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร สั่งสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในช่วงค่ำของวันที่ 17 พ.ค.2535 โดยมีประชาชนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก

ในภาคบ่าย มีเวทีอภิปรายสาธารณะ มีผู้อภิปรายที่น่าสนใจหลายคน เช่น นายสมชาย หอมลออ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ รวมทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ดร.ภูมิ มูลศิลป์ เป็นต้น การอภิปรายบนเวทีมีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ดร.ปริญญา พูดถึง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา เพราะ ให้อำนาจ ส.ว. “250 คน” ที่มาจากการแต่งตั้ง มีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี

รัฐธรรมนูญ ปี 60 เป็นฉบับที่ “สืบทอดอำนาจ” ใช่หรือไม่?

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“นักเรียนไทย” คว้า “5 รางวัลใหญ่” วิทยาศาสตร์โลก

 

14 พ.ค.65 นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า สวทช.ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และพันธมิตร ส่งนักเรียนไทยเข้าประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ International Science and Engineering Fair (ISEF) 2022 ซึ่งเป็นการประกวดโครงการวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีตัวแทนนักเรียนจาก 63 ประเทศทั่วโลก และทั่วสหรัฐอเมริกา กว่า 1,750 คน ปรากฏว่า ทีมเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้ถึง “5 รางวัล”

ที่สำคัญคือได้รางวัล The Gordon E. Moore Award for Positive Outcomes for Future Generations ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับโครงงานสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบสูงในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป ได้แก่ โครงการ “เครื่องมือช่วยวินิจฉัยความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี จากการตรวจหาไข้พยาธิใบไม้ในตับด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์” และวิเคราะห์ความเสี่ยงการมีพยาธิใบไม้ตับ

อีกทั้งได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 1 รางวัล Grand Awards จากโครงงาน “การทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลชนะเลิศ Special Award อีก 2 รางวัล จากโครงงาน “การพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม” รวมทั้ง ได้รับรางวัลสาขาพัฒนาสุขภาพ จาก USAID และจาก โครงงาน “การพัฒนาสังคมนวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลน”

ข่าวดังกล่าวข้างต้นน่าจะทำให้คนไทยยินดีกันเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนไทยของเราเก่ง ได้รับรางวัลใหญ่ระดับโลก ในช่วงของสถานการณ์ โควิด-19 ขณะที่มีผลประเมินของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า การเรียนการสอนทางออนไลน์ที่ผ่านมา เด็กนักเรียนชั้น ม.1-ม.6 เกิดภาวะ “ถดถอยด้านการเรียนรู้” โดยเฉพาะทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ และด้านการปฏิบัติ กันเป็นอย่างมาก การได้รับรางวัลใหญ่จากการประกวดของ ISEF ในครั้งนี้ก็น่าจะทำให้

“ประเทศไทย” เป็น “ผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก” ในอนาคตอันใกล้นี้.

โพสท์ใน การศึกษา, ข่าวสาร, เทคโนโลยี | ใส่ความเห็น

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ไม่รับคำร้อง” ของ “นายระวี”

 

จากกรณี นายระวี มาศฉมาดล หัวหน้า พรรคพลังธรรมใหม่ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ตามที่รัฐสภาลงมติ “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้อง และ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่กำหนด

“ศาลรัฐธรรมนูญ” พิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำทางนิติบัญญัติ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการกระทำใด และการขอให้ตรวจสอบความชอบนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่ง “ไม่รับคำร้อง” ไว้พิจารณาวินิจฉัย

เกี่ยวกับคำวินิจฉัยนี้ นายระวี กล่าวว่า ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว เคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขอแสดงความยินดีกับผู้ต้องการบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หลังจากนี้พรรคเล็กต้องสู้ในกรอบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ  คงจะต้องรอดูทิศทางวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะออกมาอย่างไร “พรรคพลังธรรมใหม่ยืนยันว่าจะสู้ต่อไป”

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โฆษก คณะกรรมมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการประชุมว่า ในสัปดาห์หน้า (วันที่ 18-19 พ.ค.) จะประชุม กมธ. นัดสุดท้ายก่อนสรุปเนื้อหาส่งให้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บรรจุร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ เข้าระเบียบวาระ 2-3 คาดว่าจะเป็นช่วงต้นเดือน มิ.ย. ส่วนวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ประชุมลงมติ 32 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 2 เห็นด้วยกับสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ใช้ 100 หาร

รัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ก็คงเป็นไปตามมติเสียงข้างมาก ที่เห็นด้วยกับการใช้ 100 หาร ตามระบอบประชาธิปไตย พรรคใหญ่ และ พรรคขนาดกลาง น่าจะพอใจกับสูตรนี้ที่ไม่วุ่นวายกับปัญหาการนับคะแนนจากระบบจัดสรรปันส่วนผสม สำหรับพรรคเล็กก็คงจะต้องไปหาสังกัดพรรคใหม่ หรือรวมกันเป็นพรรคขนาดกลาง

ที่น่าจะช่วยทำให้ “มีอำนาจต่อรองทางการเมือง” ได้ดีกว่า “พรรคจิ๋ว”ที่เป็นอยู่.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น