พบคนไทยติดเชื้อ “โควิด-19” เพิ่มขึ้น…?

 

28 พ.ค. 63 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 11 ราย ทั้งหมดอยู่ในสถานกักกันตัวของรัฐ มียอดผู้ป่วยสะสม 3,065 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 63 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังคงอยู่ที่ 57 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตเพิ่มเติม

สำหรับ ผู้ป่วยรายใหม่ 11 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นหญิงไทย 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวกลับจากอินเดีย 1 ราย กลุ่มที่ 2 มี 6 ราย มาจากกาตาร์ เป็นชาย 5 ราย ผู้หญิง 1 ราย (เป็นแม่บ้าน) กลุ่มที่ 3 เป็นชายไทยมาจาก คูเวต 4 ราย ทำงานในแคมป์ของบริษัทต่างชาติ

ขณะที่มีกลุ่มคนไทยในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิดระบาดเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง จากเมลเบิร์นและใกล้เคียง ออสเตรเลีย  260 คน พบผู้โดยสารชาวไทยมีไข้ 26 คน จากสหรัฐอเมริกา 100 คน และจากเวียดนาม 40 คน

จากนั้น วันที่ 29 พ.ค. คนไทยยังเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเที่ยวบินพิเศษอย่างต่อเนื่องทั้งวัน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วงเช้าจาก ฝรั่งเศส 28 คน ช่วงบ่าย จาก ตุรกี 209 พบว่ามีไข้สูง 10 คน ช่วงเย็น จาก สิงคโปร์ 35 คน มีไข้ 2 ราย จาก พม่า 62 คน พบคนไทยมีไข้ 1 คน วันที่ 30 พ.ค. คนไทยจากต่างประเทศเดินทางกลับประเทศไทยทั้งวัน จาก ฟิลิปปินส์ 151 คน มีไข้ 8 คน จาก เกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา 200 คน ที่ดอนเมือง จากโตเกียว ญี่ปุ่น 51 คน

คนไทยในต่างประเทศที่เดินทางกลับประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ที่พบว่ามีไข้สูงเป็นจำนวนมากนั้น

ไม่ทราบมีการเข้มงวดจากมาตรการ “Fit to fly” ก่อนที่จะบินกันหรือเปล่า?

โพสท์ใน ข่าวสาร, สังคม | ใส่ความเห็น

กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน…?

 

จากกรณีพรรคฝ่ายค้านเสนอญัตติให้ตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ที่ไม่มีรายละเอียดในการใช้เงินส่วนนี้ให้ทราบ ด้วยกังวลว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้น แต่รัฐบาลก็ได้มีทีท่าว่า “ไม่เห็นด้วย” เพราะมีหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือ เช่น สตง.,ป.ป.ช.,ป.ป.ท. คอยดูแลอยู่แล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การขอตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ต้องติดตามต่อไปว่า สุดท้ายแล้วรับบาลจะมีปฏิกิริยาเรื่องนี้อย่างไร การตั้ง กมธ.วิสามัญ น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเห็นด้วยเกือบทุกพรรค นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สภาฯ มีความชอบธรรมที่จะตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว การที่นายกฯปฏิเสธก็เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เป็นการกระทำที่ส่อพิรุธว่ามีเจตนาแอบแฝงการใช้เงินหรือไม่?

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขอใช้เอกสิทธิ์ร่วมกับ ส.ส.จากหลายพรรค เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ที่มองว่าช่องทางกลไกรัฐสภาเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ รวมถึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส.เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ส.ส.ของพรรค อาทิ นายเทพไท เสนพงศ์ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ นายกนก วงศ์ตระหง่าน แถลงหลังยื่นญัตติต่อประธานสภาฯขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ว่า การใช้เงินกู้มหาศาลนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่ตรงเป้าหมาย ไม่โปร่งใส รั่วไหล สร้างความเสียหายขึ้น

การเสนอญัตติของฝ่ายค้านให้ตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 นี้

รัฐบาลควรที่จะแสดงถึง “ความโปร่งใส ตรวจสอบได้”  ให้กับประชาชน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“อสม.” แนวหน้าในการต่อสู้กับ “โควิด-19” ตัวจริง

 

กลุ่มบุคคลที่ได้รับการกล่าวขานในการต่อสู้และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 เป็นอย่างมาก นอกจาก แพทย์ และพยาบาล ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น นักรบเสื้อกาวน์ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มบุคคลหนึ่งที่เป็นแกนหลักสำคัญในการป้องกันเป็นอย่างมากก็คือ อสม.

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่ใช้ชื่อย่อว่า อสม. หรือ Village Health Volunteer (VHV) นี้ เป็นแนวความคิดของ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่กำหนดให้มี อสม. เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของประชาชน ตามหลักการสาธารณสุขมูลฐานของ สธ.

อสม.นี้ เป็นการรวมกลุ่มของอาสาสมัครสาธารณสุขในรูปแบบต่างๆ เช่น ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ ที่เป็นไปตามที่ คณะกรรมการกลางส่งเสริมและสนับสนุน กำหนด โดยมีสถาบันฝึกอบรม กำหนดหลักสูตร มีครูฝึกอบรมอาสาสมัคร เสนอนโยบาย ให้คำแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอาสาสมัคร มีความรู้ความชำนาญ

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็น อสม. ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 6 เดือน มีความประพฤติดี มีความประสงค์เข้าร่วมหรือเคยเข้าร่วมการสาธารณสุขและพัฒนาชุมชนของตนเอง มีสุขภาพดี รวมทั้งมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพที่เป็นแบบอย่าง และมีเวลาให้กับการทำงาน

อสม.มีสิทธิประโยชน์ ได้รับสวัสดิการช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล  เช่น ได้รับการยกเว้นค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษ จากโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัด สธ. รวมทั้งมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ตามที่กำหนด

ในปัจจุบัน อสม. มีอยู่ประมาณ 1,050,000 คน ที่เป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการพัฒนาสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน มีหน้าที่ แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ให้กับประชาชน

เราทั้งหลายคงต้องขอบคุณ “สธ.” ที่มีแนวความคิดของ “อสม.” ให้กับประเทศชาติและประชาชน.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

เจ้าหน้าที่รัฐ “เก็บค่าหัวคิว” โรงแรม…?

 

26 พ.ค.63 พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีลงพื้นที่ตรวจสอบประเด็นข้อกล่าวหามีคนใน ศบค. เก็บหัวคิวเจ้าของโรงแรม เป็นสถานที่กักกันตัวโควิดของรัฐว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า “ข้อกล่าวหามีมูล” มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ไม่เฉพาะอักษรย่อ พ.พาน ที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เพราะจะมีผลต่อรูปคดี

“ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อแล้ว หากผู้กระทำความผิดเป็นข้าราชการต้องเอาผิดทั้งวินัยและอาญา เชื่อว่ากระบวนการของตำรวจสามารถดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษได้เร็ว ยืนยันว่าการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ แต่เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น”

ขณะที่ เจ้าของธุรกิจโรงแรมในพัทยาและทั่ว จ.ชลบุรี ระบุว่า ขบวนการนี้ใช้เซลส์ประมาณ 10 คน กระจายกันไปติดต่อแต่ละโรงแรมว่าภาครัฐจะใช้เป็นสถานที่กักกันตัวคนไทยที่เดินทางจากต่างประเทศ พัก 14 วัน แต่กระทรวงสาธารณสุขจ่ายให้ 30 วัน และให้โรงแรมออกบิลห้องละ 1,000 บาท และให้หักในส่วนนี้คืนละ 400 บาท เป็นเงิน 12,000 บาท

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แค่บอกชื่อย่อ ไม่รู้ว่าเป็นใคร อยากให้ผู้ร้องเรียนที่บอกว่า มีคนติดต่อขอหัวคิว ให้ระบุถึงวันเวลาด้วย ดังนั้นคิดว่าไม่ต้องบอกชื่อย่อ แต่ขอให้บอกชื่อจริงมาเลยดีกว่า

เรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐ “เก็บค่าหัวคิว” จากเจ้าของโรงแรม เพื่อใช้เป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐนี้

“รัฐบาล” ต้องรีบดำเนินการสอบสวนและลงโทษผู้ที่ “ทุจริต” โดยเร็ว.

โพสท์ใน การเมือง, ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“วันแรก” ของการประชุมสภาพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน  

 

27 พ.ค.63 วันแรกของการประชุมสภาสมัยสามัญ ปี 63 เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค และฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ ประมาณว่าต้องใช้เงินเร่งด่วนประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่ไม่สามารถดำเนินการโดยงบปกติได้ นำไปใช้จ่ายในใน 3 แผนงานหลัก คือ 1.โครงการทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท 2.โครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน วงเงิน 555,000 ล้านบาท และ 3.โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท

ขณะที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวเปิดอภิปรายในบางตอนว่า การกู้เงินมหาศาลประชาชนต้องร่วมกันชำระหนี้ ต้องใช้ด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่แบ่งเค้กชิงผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องผ่านโครงการต่างๆ

“ฝ่ายค้านอยากให้ พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับ นำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ด้วยการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส มิใช่เป็นแหล่งทุนเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โปรดระลึกไว้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินในอนาคตของลูกหลาน อย่าเห็นแก่ประโยชน์แค่ Next election แต่จงเห็นแก่ผลประโยชน์ของ Next generation” นายสมพงษ์กล่าว

การอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้านอาจจะมีฉายหนังเก่าๆที่น่าเบื่อหน่ายไปบ้าง แต่การอภิปรายส่วนใหญ่ก็ยังน่าสนใจชวนติดตามพอสมควร การอภิปรายของฝ่ายรัฐบาลก็ยังอยู่ในกรอบที่ไม่ได้ประท้วงกันให้วุ่นวายจนน่าเกลียด

ที่น่าสนใจ ก็คือ ส.ส. หน้าใหม่ที่ “อภิปราย” ชวนให้ติดตามกัน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

กรณี “เงินทอนโรงแรม”…?!!

 

จากกรณีมีข่าวบุคคลแอบอ้าง ‘หักหัวคิวโรงแรม’ ที่ใช้เป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐ (State Quarantine) ที่ กระทรวงกลาโหม  กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงมหาดไทย ทำงานร่วมกัน ในการจัดหาโรงแรมเพื่อใช้เป็นสถานที่กักกันตัวคนไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ท.คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ สิ่งที่ดำเนินการคือ การให้ผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์สูงสุด และนำคนไทยที่ตกค้างอยู่ต่างประเทศกลับประเทศ โดยต้องเข้ากระบวนการควบคุมโรค 14 วัน

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีผู้ประกอบการโรงแรมร้องเรียนว่า มีคนเข้าไปประสานงาน สามารถให้การช่วยเหลือให้ผ่านการประเมิน เป็นสถานที่กักตัวผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ แต่ต้องหักค่าหัวคิว 40 เปอร์เซ็นต์ ว่า หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ขอให้ผู้ร้องเรียนนำหลักฐานมาร้องได้ที่กระทรวงฯได้ตลอดเวลา

ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นขอให้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบกรณีกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว จ.ชลบุรี ออกมาระบุว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบน 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ 1,000 บาท/ราย/วัน เพื่อแลกกับการที่โรงแรมจะได้รับการคัดเลือกเป็นสถานที่กักกันตัวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครกล้าทำ นอกจากคนใน ศบค.โดยเฉพาะขณะนี้เริ่มมีกระแสข่าวว่าเป็นคนในราชการ อักษรย่อ พ.พาน

จากกระแสข่าวที่มีบุคคลแอบอ้างเรียกรับ “หัวคิว” 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐนี้

การใช้ “งบประมาณ” ในโครงการของ โควิด-19 ต้องไม่มี “ทุจริต”โดยเด็ดขาด.

โพสท์ใน การเมือง, ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“27 พ.ค.” วันเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ

 

22 พ.ค.63 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดผู้นำฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน ตัวแทนพรรคการเมือง เข้าหารือถึงการเตรียมความพร้อมรับการเปิดประชุมรับสภาสมัยสามัญ วันที่ 27 พ.ค. ถึงมาตรการป้องกัน โควิด-19 และกรอบเวลาการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ

นายชวนได้นำตัวแทนพรรคการเมืองเข้าตรวจความพร้อมของห้องประชุม พระสุริยัน ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดที่นั่ง ส.ส.ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการจัดสรรที่นั่งให้สมาชิกส่วนหนึ่ง 60-80 คน นั่งประชุมบริเวณที่นั่งสังเกตการณ์ของคนนอกด้านบน ไม่ให้บริเวณห้องประชุมด้านล่างแน่นเกินไป ส่วนการลงคะแนนให้ทยอยมาลงคะแนนด้านล่าง

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล กล่าวว่า การหารือกันมีข้อสรุปว่า จะพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับ รวมกัน จะพิจารณาตั้งแต่วันที่ 27-31 พ.ค. พักการพิจารณาในเวลา 20.00 น.ของทุกวัน และลงมติภายในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 31 พ.ค. รวมระยะเวลาพิจารณาทั้งสิ้น 5 วัน ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย จะพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป

ด้าน นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับหลักการของ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน แต่เนื่องจากการตรา พ.ร.ก. รัฐบาลไม่ได้กำหนดรายละเอียดสำคัญ อย่างที่มาของเงิน กระบวนการใช้เงินและตรวจสอบการใช้เงินเอาไว้ ฝ่ายค้านจึงขอตั้งเงื่อนไขว่า หากฝ่ายค้านลงมติเห็นชอบแล้ว รัฐบาลต้องรายงานการใช้เงินกู้ดังกล่าวต่อสภาทุกเดือน โดยร่วมกับฝ่ายค้านในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ

การตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายค้าน จะทำให้ประชาชนได้รับทราบถึงการใช้เงินกู้ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศของรัฐบาล ให้ “โปร่งใส” ไม่ทุจริต ได้มากน้อยเพียงใด

เราก็คงจะต้องติดตาม “การอภิปราย” กันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

อบจ.ลำพูน ‘ทุจริต’ จัดซื้อชุดของใช้ประจำวัน?

 

21 พ.ค.63 นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการและโฆษก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติตั้งองค์คณะไต่สวน นายนิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำพูน กับพวก รวม 18 ราย จัดซื้อชุดของใช้ประจำวันในราคาสูงเกินจริง

จากการไต่สวนพบว่า ในการประชุม คณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ลำพูน มีมติเห็นชอบให้ อบจ.ลำพูน จัดซื้อชุดของใช้ประจำวันให้กลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด ในวงเงิน 17,174,000 บาท โดยไม่สืบหาราคาชุดของใช้ประจำวัน แต่ใช้ราคาชุดของใช้ประจำวันจากห้างร้านในกลุ่มเดียวกันมากำหนดราคากลาง ในราคาชุดละ 590 บาท และใช้วิธีจัดซื้อเฉพาะเจาะจง มีหนังสือเชิญไปยังห้างร้าน 5 แห่งมายื่นเสนอราคา มีห้างร้านมายื่นเสนอราคา 3 ราย

ทั้ง 3 รายเสนอราคาเท่ากัน รายละ 16,343,000 บาท หรือชุดละ 590 บาท อบจ.ลำพูนเลือกให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. เป็นคู่สัญญา ในวงเงิน 16,343,000 บาท แต่จากการสืบราคาของใช้ทั้ง 13 รายการ ใน จ.ลำพูน 25 ร้าน พบว่าราคาเฉลี่ยชุดของใช้ มีราคาเพียงชุดละ 315.55 บาท การจัดซื้อของ อบจ.ลำพูนมีมูลฟังได้ว่า จัดซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ทำให้ อบจ.ลำพูนได้รับความเสียหาย

เกี่ยวกับเรื่องของการทุจริตนี้ นายนิวัติไชย กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ติดตามโครงการเกี่ยวกับโควิดมาโดยตลอด เพราะ ป.ป.ช.ให้ความสำคัญเรื่องของ ‘การใช้งบประมาณ’ ที่เกี่ยวกับผลกระทบของประชาชน เห็นได้จากกรณี อบจ.ลำพูน ที่สามารถรวบรวมหลักฐานได้อย่างรวดเร็ว

เราประชาชนทั้งหลายก็คงจะต้องขอบคุณ “ป.ป.ช.”ที่ตั้งองค์คณะไต่สวนได้อย่างรวดเร็ว เช่นกัน.

โพสท์ใน ข่าวสาร, สังคม | ใส่ความเห็น

ขอตั้ง “กมธ.” ตรวจสอบตรวจสอบการใช้เงินกู้

 

20 พ.ค.63 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า พรรคเพื่อไทย และ ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงผลการหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค เกี่ยวกับการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯในวันที่ 27 พ.ค. ว่า การที่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เงินส่วนนี้ ฝ่ายค้านจึงต้องสอบถามรัฐบาลว่าจะใช้เงินอย่างไร กังวลว่าจะเกิดการทุจริต

การบริหารเม็ดเงินนั้นให้อำนาจ รมว.คลัง มากเกินไป หากเกิดความเสียหายในอนาคต นายกฯควรต้องเจ้ามารับผิดชอบด้วย ไม่ใช่มอบหมายให้ รมว.คลังฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ในการดูแลเม็ดเงิน รัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการฯ ประกอบด้วยข้าราชการ และบุคคลที่นายกฯแต่งตั้ง จึงควรมีการตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน ซึ่ง พรรคก้าวไกล ได้เสนอเข้าสภาแล้ว

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า อย่าให้เงินกู้ถูกนำไปใช้ในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม และอยากให้รัฐบาลขยายระบบการตรวจสอบให้กว้างขวางมากขึ้น ไม่ใช่แค่คณะกรรมการฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาดำเนินการเท่านั้น

การเสนอขอตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ของฝ่ายค้าน เพื่อการตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาลที่นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 นั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ในลักษณะของการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ประชาชนทราบว่า การใช้เงินกู้นั้นเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น

ให้เป็นไปตาม “รัฐธรรมนูญ” ที่ประกาศว่าเป็น “ฉบับปราบโกง”.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

เสนอตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ” เงินกู้ 1 ล้านล้าน

 

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เสนอให้มีการตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ” เงินกู้ 1 ล้านล้าน โดยได้กล่าวว่า เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.กู้เงิน ของรัฐบาล การใช้เงินต้องรวดเร็วทันกาล จึงจะเกิดประโยชน์คุ้มค่า แต่หากทำโดยไม่รัดกุม ไม่เปิดเผยอย่างโปร่งใส จนตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึง อาจเป็นช่องทางให้เกิดทุจริตได้ง่ายและรุนแรง

“การใช้เงิน 4 แสนล้าน จากเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม น่ากังวลที่สุด อาจมีการนำไปใช้ทำโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า หรือเกิดการคอร์รัปชันเชิงนโยบายหรือทุจริตจัดซื้อจัดจ้างได้ อยากให้ยึดโมเดลแบบโครงการกู้ยืมจากญี่ปุ่น มิยาซาวาแพลน ปี 2542 หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ โครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2552 ที่มีหลักการใช้เงินชัดเจน” นายประมนต์กล่าว

ขณะที่ นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี รองประธานวิปฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ แต่กังวลเรื่องเรื่องความโปร่งใสในการใช้เงินกู้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและฟื้นฟูประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ดังนั้น เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ฝ่ายค้านจะทำการตรวจสอบว่านำเงินไปใช้จุดไหน ประชาชนทุกคนต้องได้รับประโยชน์ เพราะเป็นเงินที่ประชาชนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รัฐต้องชี้แจงรายละเอียดการใช้เงินให้ประชาชนทราบว่าใช้ไปในโครงการใดบ้าง อย่าโกหกประชาชน” นายสมคิดกล่าว

การใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในครั้งนี้

“รัฐบาล” จะต้องทำอย่างเปิดเผย “โปร่งใส”  ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น