“ข้อเสนอ” ในการแก้ไข “รธน.”

 

3 ส.ค.63 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยหลังการประชุม คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ถึงแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ (รธน.) ว่า จากข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมเป็น กมธ. ให้แก้ มาตรา 256 ก่อนนั้น ถือว่าเป็นบันไดที่จะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และเห็นว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน กระบวนการทั้งหมด ไม่ควรเกิน 1 ปี หลังมี รธน.ใหม่ ควรยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน

ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ปชป.เห็นด้วยกับการแก้ไข มาตรา 256 ที่เป็นจุดยืนของพรรคมาตั้งแต่ต้น ในฐานะเจ้าของญัตติ ให้สภาฯตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไข รธน. จะเสนอร่างแก้ไขใน 3 ประเด็น คือ 1.แก้ไขมาตรา 256 2.ให้จัดตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากตัวแทนประชาชนทุกสาขาอาชีพ 3.กำหนดความชัดเจนเรื่องแนวทางแก้ไข รธน.ทั้งฉบับ “ห้ามแตะต้อง” หมวด 1 บททั่วไป และ หมวด 2 ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปลุกระดมในช่วงการทำประชามติ

ด้าน นายชวน หลีกภัย  ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเรื่องของการแก้ไข รธน.ว่า ต้องรอข้อเสนอจาก กมธ.ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อน คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯในเดือน ก.ย.ก่อนปิดสมัยประชุม เท่าที่สอบถามความเห็นของ กมธ. ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกันให้แก้ไข โดยส่วนตัวเห็นว่า รธน.มีปัญหา และตอนลงประชามติ ปชป.ก็ไม่ได้รับร่าง รธน.ฉบับนี้

“รธน.” มีปัญหา ทั้ง รัฐบาล ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหลาย จึงควรที่จะรีบพิจารณาแก้ไข “รธน.” ให้เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงโดยเร็ว

เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ และเพื่อประโยชน์ของประชาชน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

โครงการ “อัจฉริยะ” ของ “กทม.” ??

 

เมื่อเร็วๆนี้ ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษก กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.เตรียมตัวเปิด ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง “โฉมใหม่” แห่งแรก บริเวณแยกพระราม 9 ฝั่งเซ็นทรัลพระราม 9 (30 ก.ค.) ซึ่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนระหว่างรอรถประจำทาง

โดยจะมีจอแสดงข้อมูลรถเมล์สายที่ผ่านจะเดินทางไปเส้นทางใด จะถึงภายในกี่นาที พร้อมแสดงแผนการเดินทาง จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือ มีที่ชาร์จโทรศัพท์ wifi นอกจากนี้ ประชาชนสามารถโหลดแอปพลิเคชันในมอถือ เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่า รถเมล์ที่รอจะมาถึงป้ายนี้ในเวลากี่โมงได้อีกด้วย

ขณะที่ นางศิลปะสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัด กทม.เปิดเผยว่า กทม. โดยสำนักการจราจรและขนส่ง (สจร.) มีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณจุดจอดแท็กซี่ “อัจฉริยะ” ซึ่งมีอยู่ 150 จุด  โดย สจร.จะทำการรื้อถอนโครงสร้างจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีสภาพชำรุด เสื่อมโทรม สกปรก และมีทัศนอุจาด

โครงการ จุดจอดแท็กซี่ “อัจฉริยะ” ที่กำลังจะรื้อถอน และ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง “โฉมใหม่”ที่กำลังจะดำเนินการ ข้างต้น ก็ทำให้เป็นที่น่าสงสัยกันว่า กทม.ทำโครงการต่างๆในลักษณะของการตามกระแส ไม่ได้ทำในลักษณะที่ “ยั่งยืน” เมื่อเวลาผ่านไปก็ปล่อยให้ชำรุด ทรุดโทรม แล้วก็รื้อถอนทิ้งไป

การดำเนินการตามโครงการต่างๆ ของ กทม. เพื่ออำนวยความสะดวก ความทันสมัยให้กับประชาชน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ถ้าหากว่านำเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนมาใช้กันแบบสุรุ่ยสุร่าย

เป็นการผลาญ “งบประมาณ” มากกันจนเกินไปหรือเปล่า?

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“คำประกาศ” ของ “กลุ่มเยาวชน” ในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย

 

จากกรณี กลุ่มอาชีวะช่วยชาติ ออกมาเตือนการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาไม่ให้ก้าวล่วงสถาบัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมได้ออกมาเบรกกลุ่มอาชีวะว่า อย่ามาเคลื่อนไหวอะไรในเวลานี้เลย เพราะจะทำให้มี 2 ฝ่ายเกิดขึ้น แล้วทุกอย่างก็จะกลับไปสู่ที่เดิม

เกี่ยวกับเรื่องของการชุมนุมนี้ นายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นิสิต ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มนักศึกษาไม่ได้มีเป้าหมายหมิ่นเบื้องสูง ข้อเรียกร้องของเราที่อยากให้รัฐบาลทำมีแค่ 3 ข้อ ตามที่ กลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้ประกาศไว้ และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดการแสดงออกที่หมิ่นเหม่ในที่ชุมนุม เพราะมือที่ทำอาจเป็นมือที่สามได้

ด้าน น.ส.กันตา รัตนวงษ์ นักศึกษา ม.ศิลปากร แกนนำ กลุ่มเครือข่ายนักเรียนนิสิตนักศึกษาเคียงข้างประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (คนป.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มอาชีวะช่วยชาติจะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านว่า การชุมนุมของนักศึกษาต่อต้านรัฐบาลไม่ได้ต่อต้านสถาบัน ถ้าประเทศเราเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็มีสิทธิที่จะเรียกร้อง การโจมตีนักศึกษาเหมือนหยามเกียรติพวกเรา ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล เป็นการโจมตีโดยไม่ได้รับฟังข้อเรียกร้องของนักศึกษา

การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของ กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้  ก็ถือว่าเป็นเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไมได้สร้างความรุนแรงที่กระทบต่อความสงบสุขของประชาชน กันแบบที่ผ่านๆมา

เรามาช่วยกันพัฒนา “ประเทศชาติของเรา” ให้เจริญก้าวหน้ากันเถอะ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

การชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไข “รธน.”

 

จากกรณีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในนามของกลุ่ม เยาวชนปลดแอก เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้ยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน รวมทั้ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า เนื้อหาที่จะแก้ไขต้องให้ กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญสรุปประเด็นเบื้องต้นว่าจะแก้อย่างไร ต้องรีบสรุป อยากให้กระบวนการทุกอย่างจบ และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จไม่เกิน วันที่ 10 ส.ค.นี้

“อยากให้ภาคประชาชน ทั้งนิสิต นักศึกษา องค์กรต่างๆเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญไม่ต้องรอ กมธ.ก็ได้ เนื่องจาก กมธ.เป็นการศึกษาของสภาฯส่วนหนึ่ง ประชาชนสามารถยื่นแก้รัฐธรรมนูญได้เช่นกัน” นายสุทินกล่าว

ขณะที่ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีหลายมาตราจำเป็นต้องแก้ไข มาตราที่พรรคตั้งหลักไว้คือ มาตรา 256 เปิดช่องทางนำไปสู่การแก้ไขมาตราอื่นๆ อาทิ สิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิสื่อมวลชน และอื่นๆ เช่น ระบบการเลือกตั้ง การตรวจสอบทุจริต เป็นต้น

รัฐบาลได้มีการประกาศให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น นโยบายเร่งด่วนของรัฐ ดังนั้นจึงควรรีบพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันโดยเร็ว

อย่าให้ประชาชนต้องชุมนุมเรียกร้องกันอยู่อีกเลย.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

แถลงการณ์ “อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.” กรณี“บอส”

 

27 ก.ค.63 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.)  ออกแถลงการณ์ถึงกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา นายวรยุทธ อยู่วิทยา ความในบางตอนว่า

ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยุติธรรมดำเนินคดีอาญากับ นายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งถูกตั้งข้อหาเป็นคดีอาญา 5 ข้อหา… โดยที่ทั้ง 5 ข้อหานี้ หากมีการดำเนินคดีอาญาและต่อสู้กันตามปกติ แม้พิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิดจริง ก็มีโอกาสที่ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ

แม้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการดำเนินคดีและผลของคดีอาญาจะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การดำเนินคดีอาญาในคดีนี้กลับเป็นไปด้วยความล่าช้าจนทำให้คดีขาดอายุความไป 3 ข้อหา ในขณะที่เจ้าพนักงานยังมีโอกาสพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาไปจนถึง ปี 2570

สำนักงานอัยการสูงสุดกลับมีคำสั่งไม่ฟ้องและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งดังกล่าว…โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและดุลยพินิจ ซ้ำร้ายสังคมกลับทราบข่าวการสั่งไม่ฟ้องจากสื่อต่างประเทศ…

เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและหลักนิติรัฐ เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย และเพื่อรักษากำลังใจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรมและด้วยความภาคภูมิใจ…

ขอเรียกร้องให้ 1.ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการคดีอาญากับ นายวรยุทธ อยู่วิทยา โดยละเอียดและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึงผลของคดั้ขาดอายุความและการใช้ดุลยพินิจไม่ฟ้องคดีอาญา และ 2.ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวว่าถูกต้องตามกฎหมาย สุจริต และโปร่งใสหรือไม่?

ถึงเวลาปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมกันได้แล้วหรือยัง?

โพสท์ใน กฎหมาย, การเมือง | ใส่ความเห็น

“6 คำถาม” ถึงคดี “บอส” ทายาทกระทิงแดง

 

28 ก.ค.63 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม โพสต์ภาพและข้อความระบุ ถึงเวลาแล้วหรือยัง? กับการปฏิรูปตำรวจ กรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีทายาทกระทิงแดง โดยที่ตำรวจเองก็ไม่มีความเห็นแย้งแถมแถลงข่าวว่าถอนหมายจับแล้ว

คดี “บอส” ทายาทกระทิงแดงมีประเด็นที่สังคมคาใจในหลายๆประเด็น มีผู้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง กระผมขอถามใน 5-6 ประเด็น (โดยสรุป) ดังนี้

1.คดีนี้เป็นความผิดโดยประมาท คดีไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย เหตุใดจึงต้องใช้เวลายาวนานถึง 8 ปี 2.คดีนี้เป็นคดีชนแล้วหนี กฎหมายให้สันนิษฐานว่าฝ่ายที่หนีเป็นฝ่ายประมาท แล้วไมสั่งไม่ฟ้อง 3.ทันทีที่ชนผู้บริสุทธิ์ “บอส” หลบเข้าบ้าน มีการวางแผนแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการให้พ่อบ้านออกมารับสมอ้างว่าเป็นคนขับ ผู้สนับสนุนรายอื่นๆได้ดำเนินคดีด้วยหรือไม่

4.พยานสำคัญสองปากเข้ามาให้การในต้นเดือน ธ.ค.62 -7 ปีหลังเกิดเหตุ ไปอยู่ที่ไหนถึงเพิ่งมาให้การ 5.ออกหมายจับคุณ “บอส” เมื่อใด เหตุใดจึงปล่อยไป ใครต้องรับผิดชอบ 6.การถอนหมายจับ เหตุใดไม่มีการแถลงข่าวต่อสาธารณ คนไทยต้องไปทราบข่าวจากต่างประเทศ ดูประชาชนคนไทยเป็นเช่นไร?

ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปการสอบสวน ร่างกฎหมายเสร็จตั้งนานแล้ว แผนการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม กิจกรรมตามแผนร้อยกว่ากิจกรรมก็เสร็จ เหตุไฉนกฎหมายปฏิรูปตำรวจไม่ยอมให้ขยับ แผนก็ไม่ยอมให้ขับเคลื่อน “กระผมไม่เข้าใจจริงๆครับ”

“6 คำถาม” ของ “อำนวย” ข้างต้น ตำรวจ อัยการ รวมทั้ง นายกรัฐมนตรี จะมีคำตอบให้กับประชาชนที่เคลือบแคลงสงสัย หายข้องใจกันได้หรือไม่ ก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่รัฐบาลน่าจะทำได้โดยด่วนก็คือ การปฏิรูปประเทศ (11 ด้าน) ที่ประกาศเอาไว้ว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน” หลังจากการยึดอำนาจเมื่อ ปี 2557

เวลาผ่านไป 5-6 ปี ก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน.

โพสท์ใน กฎหมาย, การเมือง | ใส่ความเห็น

 “สศช.” ชี้แจงถึง กรณี “อสม.” เรียกร้องเงินช่วยเหลือเพิ่ม

 

27 ก.ค.63 นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ กล่าวชี้แจงถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ระบุว่า สภาพัฒน์ฯ ตัดเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม เดือนละ 500 บาท แก่ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จาก 19 เดือน เหลือ 7 เดือน ว่า

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เสนอโครงการขอรับการจัดสรรจากเงินกู้ ตาม พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงินรวมประมาณ 51,985 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการของหน่วยงานภายใต้ สธ. 41 โครงการ วงเงิน 43,927 ล้านบาท และโครงการภายนอก สธ. 193 โครงการ วงเงิน 8,057 ล้านบาท

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เห็นว่า อสม.ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละมาตลอด โดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด-19 อสม.เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ตามมติ ครม. เห็นชอบให้กำหนดอัตราการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษระยะแรกไว้ที่เดือน ก.ย.นี้ คณะกรรมการฯจึงพิจารณาตามหลักการดังกล่าว

นอกจากนี้ กรอบวงเงินด้านสาธารณสุขของ พ.ร.บ.เงินกู้ ที่กำหนดไว้ 45,000 ล้านบาท นั้น สธ.ได้เสนอขอใช้จ่าย วงเงิน 51,985 ล้านบาท เกินจากกรอบวงเงิน 6,985 ล้านบาท ประกอบกับปัจจัยความไม่แน่นอนของการระบาด ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะระบาดต่อไปอีกหรือไม่

คำชี้แจงของ เลขาธิการ สศช. ก็ถือว่ามีเหตุมีผล ที่ทุกฝ่ายควรต้องรับฟัง การเรียกร้องขอเงินช่วยเหลือเพิ่มของ อสม.ก็ถือว่าน่าเห็นใจ แต่ถ้าพิจารณาถึงคำว่า “อาสาสมัคร” ที่สมัครใจเข้ามาทำงานเพื่อช่วยดูแลสุขภาพของชุมชนกันแล้ว ก็น่าที่จะเข้าใจได้ว่า

เป็นผู้ที่ “เสียสละ” ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนกันอย่างแท้จริง.

โพสท์ใน เรื่องราว, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ผลกระทบจาก “โควิด-19” คนว่างงาน พุ่ง 8 ล้านคน?

 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 80.0 เพิ่มขึ้นจากระดับ 78.4 ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลผ่อนปรนมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด โควิด-19 ระยะที่ 3 และ 4

ขณะที่ นายสุชาติ จันทรานาคราช ประธานคณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน โควิด-19 เปิดเผยถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาด โควิด-19 ต่อภาคแรงงานจนถึงปัจจุบันว่า ผลกระทบต่อลูกจ้างในระบบที่มีการจ้างแรงงาน แบ่งเป็นหยุดกิจการชั่วคราวตั้งแต่ ต.ค.62-ก.ค.63 ที่ผ่านมาจำนวน 4,458 แห่ง ส่งผลให้แรงงานตกงานในขณะนี้รวม 896,330 คน ลูกจ้างที่ว่างงานจากกรณีลาออกและการเลิกจ้างจากการปิดกิจการของนายจ้าง 332,060 คน รวมทั้งมีผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ที่ใช้สิทธิประโยชน์ว่างงานอีก 1.36 ล้านคน และคาดว่ากรณีดังกล่าวจะมีเพิ่มขึ้นในระหว่างเดือน ส.ค.-ต.ค. อีก 800,000 คน

“ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากร 66.5 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีงานทำ 37.3 ล้านคน ผู้ว่างงาน 390,000 คน และผู้รอฤดูกาล 490,000 คน โดยคาดว่า ธุรกิจในภาคการขายส่ง-ปลีก การผลิตและและโรงแรม จะมีความเสี่ยงการว่างงานสูงที่สุด” นายสุชาติกล่าว

ขณะนี้ ส.อ.ท. กำลังเร่งพิจารณาการปรับการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงได้ โดยคิดค่าจ้างในอัตรา 40-41 บาท/ชม. ระยะเวลาจ้างขั้นต่ำ 4-8 ชม./วัน

การจ้างงาน “เป็นรายชั่วโมง” น่าจะช่วยทำให้ “คนว่างงาน” ลดน้อยลงไปได้บ้าง.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ประเทศไทย ‘แทรกแซง’ ค่าเงิน?

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวว่า ประเทศไทย และ ไต้หวัน มีแนวโน้มอาจถูกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯจับตาว่า เป็น ประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯนั้น

ขอชี้แจงว่า ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินโลก พัฒนาการของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยและความจำเป็นของ ธปท.ที่ต้องเข้าดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินในบางช่วงจังหวะเวลาที่มีเงินทุนไหลเข้าอย่างเฉียบพลัน จากการปรับมุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตลาดเงินโลกและในประเทศอุตสาหกรรมหลัก

“ธุรกรรมของ ธปท. ในตลาดเงินตราต่างประเทศ มิได้มุ่งหวังที่จะบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับคู่ค้าของไทย เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา เป็นไปได้ทั้ง 2 ทิศทาง ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า ไม่ได้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และการทำธุรกรรมในตลาดเงินตราต่างประเทศของ ธปท.เป็นไปทั้ง 2 ทางเช่นกันคือ มีทั้งการซื้อและการขายเงินตราต่างประเทศตามปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้าออกอย่างผันผวนและรวดเร็ว” นางจันทวรรณกล่าว

ปัญหาเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าและอ่อนค่านี้ ธปท.ได้พยายามชี้แจงให้ภาคธุรกิจทำความเข้าใจ และให้ดำเนินการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจัง

ไม่ใช่จะเอาแต่กดดันให้มีการ ‘แทรกแซง’ ค่าเงิน กันแต่เพียงอย่างเดียว.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

‘การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล’ พ.ศ.2563

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายภุชพงศ์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รักษาการ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีประกาศเรื่อง มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 เพื่อกำกับดูแลให้องค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ ธุรกิจทุกประเภท จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยเคร่งครัด

อย่างเช่น ร้านค้าสะดวกซื้อ ต้องประกาศนโยบายการจัดเก็บข้อมูลให้พนักงานและลูกค้าได้รับทราบ และมีระบบจัดเก็บที่ปลอดภัย เช่น หากจัดเก็บในคอมพิวเตอร์ ต้องมีรหัส หากจัดเก็บแบบกระดาษก็ต้องมีตู้จัดเก็บที่มีกุญแจ มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่ดูแลข้อมูลชัดเจน การแสดงข้อมูลเมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบย้อนหลัง หรือเมื่อลูกค้าขอให้ลบข้อมูลตัวเอง เป็นต้น

ทั้งนี้ กรณีมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไปใช้ ถือว่ามีความผิด โดยผู้ประกอบการร้านค้าจะมีความผิด หากมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจะมีโทษทางอาญา ปรับ 500,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน โทษทางปกครองปรับ 1,000,000 – 5,000,000 บาท และโทษทางแพ่ง ปรับสองเท่าของค่าเสียหาย

ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า ประกาศเรื่อง มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 นี้ มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่ วันที่ 18 ก.ค.63 ถึงวันที่ 31 พ.ค.64 เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ในระหว่างที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 ได้เลื่อนบังคับใช้บางมาตรา ออกไปอีก 1 ปี เป็นบังคับใช้ในเดือน พ.ค.64 โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวมีทั้งหมด 96 มาตรา มีผลบังคับใช้ 50 มาตรา ซึ่งการเลื่อนบังคับใช้นั้น

ไม่ได้หมายความว่า จะละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้.

โพสท์ใน กฎหมาย | ใส่ความเห็น