การแทรกแซงค่าเงินบาท?

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยอาจตกอยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกจับตา เนื่องจากเข้าข่ายแทรกแซงค่าเงินว่า ในรายงานการติดตามการแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯให้ความสำคัญกับ 12-13 ประเทศหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ

การที่มีข่าวว่าสหรัฐฯอาจติดตามเพิ่มเติมโดยขยายประเทศเพิ่มเป็น 20-25 ประเทศ ที่อาจถูกเข้าข่ายจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้คุยกับทางการสหรัฐฯต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายเข้าไปบริหารจัดการค่าเงินบาทเพื่อความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม อาจมีบางช่วงที่ ธปท.เข้าไปดูแล โดยเฉพาะที่มีเงินไหลเข้าเร็วและแรง ไทยก็ต้องเข้าไปดูแลค่าเงินเหมือนกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่หากรายงานของสหรัฐฯจะขยายจำนวนประเทศเป็น 20-25 ประเทศ และไทยอยู่ในรายชื่อประเทศที่จับตาเป็นพิเศษก็อย่าตกใจ เพราะหากมีรายชื่อจริง น่าจะมาจากเหตุผลที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดระดับสูง และเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯในระดับสูง ซึ่งปกติการประกาศขึ้นบัญชีของสหรัฐฯจะมีเหตุ 3 ข้อ ซึ่งการเกินดุลทั้งสองรายการอยู่ในเหตุนี้ แต่ไม่ได้เข้าข่ายประเทศที่ประเทศที่บริหารจัดการค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า หรือเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงิน

“ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธปท.หารือกับสหรัฐฯมาต่อเนื่อง โดยรายงานข้อเท็จจริง แต่หากไทยอยู่ในประเทศที่สหรัฐฯจับตา ก็ยืนยันได้ว่า จะไม่มีผลกระทบ ไม่มีผลต่อการทำนโยบายการเงินของ ธปท. หรือการเข้าไปดูแลเงิน เพราะหาก ธปท.เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อความได้เปรียบจริง เราคงไม่เห็นค่าเงินบาทเป็นไปในทิศทางนี้ เพราะค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินหลายสกุลด้วยซ้ำ”

“ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไปยังคงมีความผันผวน ทำให้ ธปท.พยายามให้ภาคธุรกิจทำความเข้าใจและป้องกันความเสี่ยงจากการแลกเปลี่ยน” นายวิรไทกล่าว

ภาคธุรกิจของไทยทั้งหลายคงต้องทำความเข้าใจและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามคำแนะนำของ ธปท.ดังกล่าวข้างต้นกันอย่างจริงจัง

ไม่ใช่เอาแต่กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ากันแต่เพียงอย่างเดียว.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

The Kid Who Would be King

หนัง ปี 2019 ของ ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ กำกับ/เขียนบทโดย โจ คอร์นิช นำแสดงโดย หลุยส์ แอชบอร์น เซอร์กิส, ดีน เชามู, ทอม เทย์เลอร์, ไรแอนนา ดอร์ริส, รีเบคก้า เฟอร์กูสัน, แองกัส อิมรี่, แพทริค สจ๊วร์ต หนังจัดอยู่ในประเภท แอ็กชัน/ผจญภัย/แฟมิลี/แฟนตาซี

เป็นเรื่องราวของกษัตริย์อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมที่นำมาดัดแปลงสู่โลกปัจจุบัน เริ่มต้นด้วย อเล็กซ์ (แอชบอร์น เซอร์กิส) เด็กนักเรียนที่คิดว่าเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งในโรงเรียน เขามี เบ็ตเตอร์ส (เชามู) เป็นเพื่อนสนิท และมี แลนซ์ (เทย์เลอร์) และ เคย์ (ดอร์ริส) ที่คอยกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลา

อเล็กซ์ได้ไปเจอดาบปักอยู่บนแท่งคอนกรีตที่ไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่ง เขาดึงดาบนั้นออกมาได้ และจากการที่เติบโตมาจากการอ่านหนังสือของกษัตริย์อาร์เธอร์ ก่อนที่พ่อจะหายตัวไป ทำให้เขาแน่ใจว่า เป็นดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ดาบในตำนานที่ปักอยู่กับหิน เขาจึงพยายามรวบรวมเพื่อนและศัตรูเข้ารวมกลุ่มกันให้เป็นกลุ่มของอัศวิน

พ่อมด เมอร์ลิน เข้ามาช่วยในนามของ เมอร์ติน (อิมรี่) นักเรียนแลกเปลี่ยนที่สามารถกลายร่างเป็นนกฮูกได้ และกลายเป็นคนสูงวัย (แพทริค สจ๊วร์ต) คอยอธิบายในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะต้องค้นหาและกำจัด มอร์กาน่า (เฟอร์กูสัน) น้องสาวที่ชั่วร้ายของกษัตริย์ที่ล่วงลับไป ก่อนที่จะเกิดสุริยุปราคาในอีกสี่วันข้างหน้าให้ได้

เป็นหนังแอ็กชัน/แฟนตาซี ที่สนุกสนาน ดูกันได้ทั้งครอบครัว.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

250 สมาชิกวุฒิสภา?

 

ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส.ว.ทั้ง 250 คน (14 พ.ค.) ก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน และเหล่าบรรดานักการเมืองว่า มีสัดส่วนของอดีตนายทหารเป็นจำนวนมาก (มีนายพล ที่เป็น ส.ว. ทั้งสิ้น 101 คน เป็น พลเอก 65 คน พลโท 2 คน พลตรี 2 คน พลเรือเอก 11 คน พลเรือโท 1 คน พลอากาศเอก 7 คน พลอากาศตรี 1 คน พลตำรวจเอก 4 คน พลตำรวจโท 7 คน พลตำรวจตรี 1 คน)

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เครื่องมือสืบทอดอำนาจมีทุกครั้งเมื่อมีการรัฐประหาร คือ แต่งตั้ง เอาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ มานั่ง ส.ว. ขอเรียกว่า เป็นระบบ ส.ว.ผลัดกันเกาหลังคนละทีสองที 250 ส.ว.แบ่งเป็น 3 ก้อน 6 คนจากผู้นำเหล่าทัพ 50 คนจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ใช้เงิน 1.3 พันล้านบาท

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของ พล.อ.ประยุทธ์ จะแต่งตั้งครอบครัวญาติพี่น้อง คสช.เข้าไปเป็น ส.ว.สายเลือด เครือญาติครอบครัว… ไม่ต่างกับสภาผัวเมียใน ส.ว.ชุดที่แล้วที่เคยด่าว่า ส.ว.ได้รับสิทธิโหวตั้งนายกฯ ย่อมมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นโฉมหน้า ส.ว.ทั้ง 250 แล้ว คนที่จะให้ฉายา ส.ว.ชุดนี้คือประชาชน

ขณะที่ นายกล้านรงค์ จันทิก ส.ว.กล่าวว่า ข้อวิจารณ์ ส.ว.เป็นสภาเครือญาติ แล้วแต่จะคิด แต่ ส.ว. 250 คนมาจากหลากหลายอาชีพ แต่ละคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ มั่นใจว่าจะทำหน้าที่ตัวเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ… ส.ว.เป็นอิสระในการโหวตเลือกนายกฯเหมือน สนช.เป็นอิสระในการทำงาน

นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.กล่าวว่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว.เป็นสภาพี่น้อง ถือเป็นเรื่องปกติ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า อย่าไปมองว่าต่างตอบแทนแต่งตั้งเป็น ส.ว. รัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ว.มีอำนาจ ซึ่งอำนาจของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายล้านเสียงเห็นชอบผ่านประชามติ

ด้าน นายอุตตม สาวนายน หัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแต่งตั้ง ส.ว. มีทหารกว่า 100 คน หากเลือกโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกสมัยจะกระทบภาพลักษณ์ของพรรคและไม่สง่างามหรือไม่ว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต้องให้เกียรติ ไปดูกันได้ว่า ส.ว.แต่ละคนมีคุณสมบัติอย่างไร ไม่ทราบว่าใครเป็นเพื่อนใคร…ส.ว.แต่ละคนต่างมีวุฒิภาวะ เชื่อว่าจะเอาประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าใครเป็นเพื่อนใครเป็นหลัก

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง 250 ส.ว.ที่ว่า เป็น สภาเครือญาติ หรือ สภาพี่น้อง ไม่ต่างจากสภาผัวเมียใน ส.ว.ชุดที่แล้วนั้น

“ผลงาน” น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

7 ช่องทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาต

 

10 พ.ค.62 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงข่าวผลสรุปการยื่นขอใช้สิทธิ์ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการโทรคมนาคมว่า มีผู้ประกอบการขอคืนใบอนุญาต 7 ช่อง ประกอบด้วย

1.ช่อง 14 (บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 2.ช่อง 3 แฟมิลี่ (บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด) 3.ช่อง 28 (3 เอสดี) (บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด) 4.ช่อง 19 (บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด) 5.ช่อง 20 (บริษัท ไบรท์ ทีวี จำกัด) 6.ช่อง 21 (บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด) 7.ช่อง 26 (บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด)

โดยทีวีดิจิทัล จากเดิมที่มี 24 ช่อง ก่อนหน้านี้ได้เพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว 2 ใบ คือ บริษัท ไทยทีวี จำกัด ที่มีเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล หรือ นางพันธุ์ทิพา ศกุนตไชย เป็นเจ้าของ วันนี้ขอคืนใบอนุญาตอีก 7 ช่อง จะส่งผลให้มีทีวีดิจิทัลมีจำนวนเหลือเพียง 15 ช่อง

ภายหลังจากที่ คสช.มีคำสั่งใช้ ม.44 เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และให้คืนใบอนุญาตได้ ทำให้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนเฝ้าติดตามกันว่าจะมีทีวีดิจิทัลช่องใดบ้างที่ยอมตัดสินใจยุติการออกอากาศ สรุปแล้วมีทั้งหมด 7 ช่องดังกล่าวข้างต้น

ธุรกิจทีวีเป็นธุรกิจใหญ่ระดับพันล้านบาท ตอนเริ่มประมูลใบอนุญาตมีการแข่งขันเสนอราคากันสูงมาก ด้วยหวังว่าจะทำกำไรให้กับบริษัทของตัวเองอย่างมหาศาล จากผลประกอบการเดิมในธุรกิจทีวีของรัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อประมูลใบอนุญาตได้แล้ว ปรากฏว่า เม็ดเงินของการโฆษณาที่คาดว่าจะได้รับมีน้อยมาก เนื่องจากมีการแข่งขันสูง อีกทั้งด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ผู้คนหันไปดูคอนเทนต์ผ่านออนไลน์มากขึ้น ทำให้ผู้ชมทีวีลดน้อยลง จึงได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.เข้าทำการช่วยเหลือ ดังที่ทราบกัน

เรื่องของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดจะต้องพบกับปัญหาการขาดทุน จากดาวรุ่งเป็นดาวร่วง กันได้อยู่ตลอดเวลา

ขอให้ดูธุรกิจวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายที่ประสบกับปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็แล้วกัน.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล?

 

หลังจากการเลือกตั้ง (24 มี.ค.62) จนกระทั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ส.ส.เขต จำนวน 349 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คน (รวม 498 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน) ก็ได้มีการจับขั้วเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เริ่มต้นด้วย ขั้วพรรคเพื่อไทย ขั้วพรรคพลังประชารัฐ และตามมาด้วยขั้วพรรคขนาดกลางที่มีกระแสว่าเป็นทางเลือกใหม่

พรรคเพื่อไทย (พท.)ประกาศรวมเสียง 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเพื่อชาติ และ พรรคพลังปวงชนชาวไทย ร่วมลงสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาลเป็นขั้วแรก ด้วยคะแนนเสียงของตัวเลข 255 เสียง และลดลงมาเหลือเพียง 245 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ประกาศถึงการจัดตั้งรัฐบาล โดยกล่าวว่าสามารถรวมเสียงจากพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว (12 พรรค) ได้ ส.ส. เกิน 150 เสียง และยังต้องรอ พรรคภูมิใจไทย ที่มี 51 เสียง และ พรรคประชาธิปัตย์ 52 เสียง รวมเป็น 253 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภา

ขณะที่ ทั้ง 2 ขั้ว แย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาลอยู่นั้น ล่าสุดก็ได้มีกระแสข่าว ขั้วการเมืองที่ 3 ขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา (รวมกับ พรรคเพื่อไทย และ พรรคอนาคตใหม่) เป็นทางสายกลาง โดยไม่ขัดแย้งกับใคร แต่ทางเลือกนี้น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าขั้วหนึ่งขั้วใดของทั้ง 2 ขั้ว จัดตั้งรัฐบาลได้

ขั้วของ พรรครวมพลังประชารัฐ ดูเหมือนจะมีความมั่นใจในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่าขั้วอื่น หลังจากที่ พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วม มีตัวเลข ส.ส.ไม่ครบ 250 เสียง แกนนำของพรรคจึงได้ประกาศว่า เป็นความชอบธรรมของ พปชร.ที่จะจัดตั้งรัฐบาล

จากกติกาของ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ (’60) ที่บัญญัติให้มีระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อป้องกันไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากในสภา เลยทำให้เกิดปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล คือ ไม่ว่าขั้วไหนจะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็มีเสียงสนับสนุนที่ปริ่มน้ำ ส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่มั่นคง

ขั้วไหนจะจัดตั้งรัฐบาลได้ เราก็คงจะต้อง “รอและติดตามดู” กันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

Avengers: Endgame

หนัง ปี 2019 ของ มาร์เวล สตูดิโอ กำกับโดย แอนโธนี รุสโซ่ และ โจ รุสโซ่  นำแสดงโดย โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, คริส อีแวนส์,มาร์ก รัฟฟาโล, บรี ลาร์สัน, คริส เฮ็มสเวิร์ธ, สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน, จอช โบรลิน หนังจัดอยู่ในประเภท แอ็กชัน/ผจญภัย/ไซ-ไฟ/แฟนตาซี

เป็นหนังภาคต่อของ กัปตันมาร์เวล และเป็นภาคจบของหนังที่ว่าด้วยซูเปอร์ฮีโรจากค่ายมาร์เวล ที่จักรวาลทั้งจักรวาลต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่จากน้ำมือของ ธานอส (โบรลิน) ที่กวาดสิ่งมีชีวิตด้วยถุงมืออัญมณีไปครึ่งจักรวาลรวมทั้งซูเปอร์อีโร่อีกหลายคนให้กลายเป็นผงธุลี ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว

เหล่าอเวนเจอร์สต่างๆที่เหลืออยู่จึงจำเป็นต้องรวมพลังกันเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อแก้ไขสิ่งที่ธานอสทำไว้ ให้จักรวาลกลับคืนสู่สภาพเดิม นำโดย มนุษย์เหล็ก โทนี่ สตาร์ค (ดาวนีย์ จูเนียร์) กัปตันอเมริกา (อีแวนส์) มนุษย์จอมพลัง (รัฟฟาโร) ธอร์ (เฮ็มสเวิร์ธ) แบล็ก วิโดว์ (โจแฮนสัน) ฮอว์กอาย (เรนเนอร์) ไอ้แมงมุม (ฮอลแลนด์) หมอแปลก (คัมเบอร์เบตช์) แบล็ก แพนเธอร์ (โบสแมน) ไอ้มดแดง (รัดด์) กัปตันมาร์เวล (ลาร์สัน) และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมด ต้องรวบรวมพลังย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆทำให้จักรวาลกลับคืนสู่ปกติให้ได้

เนื้อหาการโต้กลับของเหล่าบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ มีการเตรียมการวางแผนด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างรอบคอบ ด้วยมิติของกาลเวลาคู่ขนานที่เรียกกันว่า มิติควอนตัม ทุนสร้างของหนังเรื่องนี้ประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กับเวลาที่ยาวถึง 3 ชั่วโมง!

เป็นหนังแอ็กชั่น/ไซ-ไฟ ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ ที่ให้ความคุ้มค่ากับผู้ชมเป็นอย่างมาก.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

ปัญหาเรื่องสูตรคำนวณจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของ กกต.

 

หลังจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงมติเอกฉันท์ (8 พ.ค.) วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ซึ่งได้ทำให้ข้อสงสัย กังขา เกี่ยวกับข้อกฎหมายนั้นหมดไป ส่งผลให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยึดแนวทางการคำนวณ (ตามสูตรของ กกต.) ประกาศผล ส.ส.แบบบัญชีที่ได้รับการจัดสรร 149 คน จำนวน 26 พรรค โดยมีรายละเอียดการคำนวณเป็นเอกสาร เอ 4 จำนวน 14 หน้า

แต่สูตรในการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ กกต. จัดสรรให้กับพรรคเล็ก ได้รับการโต้แย้งจากพรรคการเมืองและภาคส่วนต่างๆเป็นอย่างมากว่า ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ว่า เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่พรรคยังคงยืนยันว่าการคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 โดยเคร่งครัด คือ พรรคจะได้จำนวน ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ส.ส.พึงมี ซึ่ง ส.ส.พึงมีหนึ่งคนเท่ากับคะแนนเสียงประมาณ 71,000 คะแนน

พรรคประชาธิปัตย์ โดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และอดีต ผู้สมัคร ส.ส. กล่าวว่า กกต.คำนวณตามมาตรา 128 ผิดหายไปหนึ่งขั้นตอนจะ โดยตั้งใจหรือไม่ ไม่รู้ เพราะข้ามขั้นตอนในมาตรา 128 (5) ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ในเอกสารของ กกต. มี 14 หน้า ทำถูกแค่ 7 หน้า ได้คะแนนแค่ 50%

ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันนี้ (10 พ.ค.) จะไปยื่นเรื่องฟ้องต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งความเห็นไปยังศาลปกครอง วินิจฉัยกรณี กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 11 พรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีคะแนนไม่ถึงจำนวน ส.ส.พึงมี หรือไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91

“การใช้สูตรหรือวิธีการคำนวณไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลต่อบริบททางการเมืองในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะทำให้เกิดพรรคการเมืองใหม่ๆเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับการปฏิรูปการเมืองที่ต้องการให้มีพรรคการเมืองจำนวนน้อยพรรคเข้าบริหารราชการแผ่นดิน…” นายศรีสุวรรณกล่าว

เรามาช่วยกันสร้าง “ความสุจริต โปร่งใส ยุติธรรม”  ให้เป็นบรรทัดฐานกับบ้านเมืองของเรากันเถิด.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

‘ทศพิธราชธรรม’

 

5 พ.ค.62 หลังจาก พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ รวม 10 พระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับดอกไม้ ธูป เทียนแพ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และบุคคลสำคัญ จากนั้นเสด็จฯไปทรงประเคนภัตตาหารแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก หลังรับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “ทศพิธราชธรรมจริยถิกถา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก เสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ แล้วเสด็จฯไปประทับพระราชอิริยาบถที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

เรื่องของ ทศพิธราชธรรม นี้ ตามความหมาย แปลว่า ธรรมของพระราชา 10 ประการ คือ 1.ทาน หรือ การให้ 2.ศีล หรือ การประพฤติดีงาม 3.ปริจจาคะ หรือ การเสียสละ 4.อาชชวะ หรือ ความซื่อตรง 5.มัททวะ หรือ ความอ่อนโยน 6.ตปะ หรือ ความเพียร 7.อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ 8.อวิหิงสา หรือ ความมีพระราชอัธยาศัย 9.ขันติ หรือ ความอดทน 10.อวิโรธนะ หรือ ความสถิตยึดมั่นในธรรม

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สถานพยาบาลต่างๆ จากทั่วประเทศ จำนวน 27 แห่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานเงินสำหรับจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย

โดยพระราชทานเงินที่ประชาชนได้ร่วมกันทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในการร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งหมด และส่วนหนึ่งจากการจัดงานอุ่นไอรัก “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,407,144,487.59 บาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและคำนึงถึงการดูแลรักษาพยาบาล สุขภาพร่างกายของประชาชน ด้วยการพระราชทานเงินจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยทรงเริ่มต้นปฏิบัติพระราชกรณียกิจตาม ทศพิธราชธรรม ด้วย ทาน ศีล ปริจจาคะ ตามที่ทรงตั้งสัตยาธิษฐานไว้

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

พระปฐมบรมราชโองการ

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณมหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระปฐมบรมราชโองการ ว่า

“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานครูพราหมณ์ รับพระปฐมราชโองการว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการสุรสิงหนาทประถมธรรมิกราชวาจา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ แล้วกราบถวายบังคม 3 ครั้ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ปกครองราชอาณาจักรโดยทศพิธราชธรรมจริยา

และเมื่อเวลาประมาณ 14.57 น. วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎบนพระที่นั่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ประธานศาลฎีกา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางมหาสมาคม พรั่งพร้อมด้วยทุกท่านจากทุกสถาบันสำคัญของชาติ และได้รับคำอวยพรอันเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ขอขอบพระทัยและขอบใจในคำอวยพรและน้ำใจไมตรีของทุกท่านเป็นอย่างมากสูงสุด ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาทุกท่านให้ประสบความสุขความเจริญ พร้อมด้วยพรอันเป็นมงคลทุกประการ”

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ร.10

 

4 พ.ค.62 วันนี้ เป็น วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามประกาศของสำนักพระราชวัง เมื่อวันที่ 1 ม.ค.62 มีใจความว่า โดยที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลในนามของปวงชนชาวไทย

มีพระราชดำริ กำหนดให้ วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 เป็นวัน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก  และเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

พระราชพิธีในวันนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 10.09 น.-12.00 น. ทรงสรงพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน ที่ตั้งไว้ตรงชาลารอยต่อพระที่นั่งไพศาลทักษิณกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ และ ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ

เวลา 14.00 น. เสด็จออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลา 16.00 น.เสด็จฯโดยขบวนราบใหญ่ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก เสด็จฯไปยัง ประสารทเทพบิดร เพื่อถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราช และเสด็จฯไปยัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อถวายบังคมพระบรมอัฐและพระอัฐ

5 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลา 16.30 น. เสด็จฯเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

6 พฤษภาคม เวลา 16.30 น.เสด็จฯออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นเสด็จฯออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีในการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีมาแต่โบราณ คำว่า บรม แปลว่า สูงสุด ราชา แปลว่า พระราชา  อภิเษก แปลว่า การรดที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นหลังจากพระราชพิธี พระนามของพระองค์ท่านจะเปลี่ยนไปจาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระราชโองการ ก็จะเป็น พระบรมราชโองการ การกราบบังคมทูลก็จะต้องใช้คำว่า ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น