แนวนโยบายของ รมว.การท่องเที่ยวฯ?

 

จากกรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศเสนอขอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณา ยกเว้นการตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดีย เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยว รวมทั้ง ข้อเสนอให้ขยายเวลาปิดสถานบริการต่างๆไปปิดที่เวลา 04.00 น. เพื่อช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวยามค่ำคืน (ไนต์ไลฟ์) นั้น

ข้อเสนอในการขอยกเว้นวีซ่าจีน-อินเดีย เพื่อต้องการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียให้เดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น และที่ขอขยายเวลาสถานบริการออกไปถึง 04.00 น.ก็คิดว่าจะเพิ่มรายได้จากค่าดื่มกินได้อีก ไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์/คืน ดูเหมือนจะดีต่อประเทศชาติ ที่ต้องการรายได้จากนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น

แต่ข้อเสนอนั้นดูเหมือนจะ “ง่าย” จนเกินไป การให้ฟรีวีซ่า อาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความมั่นคง เรื่องความแออัดของนักท่องเที่ยว ปัญหาการลักลอบเข้ามาทำงาน การขยายเวลาสถานบริการออกไป ก็เป็นการสร้างปัญหาต่างๆทางสังคมให้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของการทะเลาะวิวาท ปัญหาเรื่องของยาเสพติด เป็นต้น

มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง 2,000 บาท ซึ่งอนุมัติไปก่อนหน้านี้ ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ไปถึง 1.2 หมื่นล้านบาท/ปี ก็น่าจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยเพียงพอแล้ว การขยายเวลาสถานบริการออกไป ที่คาดว่าจะได้รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 25 เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่ากับปัญหาต่างๆที่จะตามมา โดยเฉพาะปัญหาการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่มีผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ข้อเสนอของ รมว.ท่องเที่ยวฯในการขอยกเว้นวีซ่าจีน-อินเดีย นั้น เป็นที่น่ายินดีที่ ครม. มีมติ ไม่เห็นชอบตามที่เสนอ (20 ส.ค.) สำหรับการขยายเวลาปิดสถานบันเทิง นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงว่า “การให้สถานบันเทิงปิดตี 4 จะดึกเกินไป ปัจจุบันที่ปิดตี 2 ก็ดีและพอแล้ว” ก็แสดงให้เห็นว่าเข้าใจถึงปัญหาของสังคมไทยเป็นอย่างดี

แนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศนั้น ควรที่จะพิจารณาถึง “ประโยชน์ของส่วนรวม” เป็นหลัก.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ประกาศ ห้ามพระภิกษุ สามเณร “ใบ้หวย”

 

จากการเผยแพร่ประกาศของ มหาเถรสมาคม (มส.) ในโซเชียลมีเดีย ห้ามพระภิกษุสามเณรแสดงตนเป็นอาจารย์บอกเลขสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบ ห้ามพระภิกษุสามเณรไปจดเลขสลากกินแบ่งและซื้อหรือมีสลากกินแบ่งไว้เป็นของตัว และเรื่อง ห้ามมิให้ภิกษุสามเณรเทศน์มหาชาติตลกคะนองเสียสมณสารูป ซึ่งในแต่ละเรื่อง หากพบพระภิกษุสามเณรรูปใดฝ่าฝืน ให้เจ้าคณะอาวาสสั่งบังคับให้พระภิกษุสามเณรรูปนั้นสึกเสีย ซึ่งทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า พระภิกษุสามเณรอาจถูกใส่ร้าย หรืออาจถูกยัดข้อหาเพื่อต้องการให้โดนสึกได้

เกี่ยวกับประกาศดังกล่าว นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะรองโฆษก พศ. กล่าวชี้แจงว่า “ไม่ใช่เรื่องใหม่” มีการบังคับใช้มานานแล้ว และ พศ.ก็ได้แจ้งไปยัง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อแจ้งคณะสงฆ์ในแต่ละพื้นที่ทุกปี และในการประชุมเจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ในแต่ละพื้นที่ ก็จะนำเรื่องดังกล่าวไปเน้นย้ำอยู่เสมอ ส่วนการพิจารณาให้พระภิกษุสามเณรมีโทษต้องสึกนั้น “ยืนยันว่ามีขั้นตอนในการพิจารณา จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เมื่อมีการร้องเรียนมาก็ต้องตรวจสอบข้อมูลก่อน เพราะการให้พ้นจากการเป็นพระสงฆ์ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“การดูแลความเรียบร้อยของคณะสงฆ์ต่อไปนี้จะมีระบบมากขึ้น เพราะได้มีการประกาศใช้ ระเบียบ มส. ว่าด้วย พระวินยาธิการ พ.ศ.2562 แล้ว ซึ่งจะทำให้การทำงานของพระวินยาธิการ หรือที่เรียกกันว่า ตำรวจพระ มีระบบมากขึ้น” นายสิปป์บวรกล่าว

ประกาศของคณะสงฆ์ที่ห้ามพระภิกษุสามเณร “ใบ้หวย” หรือ “ซื้อ” สลากกินแบ่ง และอื่นๆข้างต้น ก็ต้องขอขอบคุณรองโฆษก พศ. เป็นอย่างยิ่งที่ออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงข้อห้ามต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยปกป้องพระพุทธศาสนาของชาติ ไม่ให้เกิดมัวหมองจากเหตุปัจจัยต่างๆแล้ว

ยังช่วยป้องกันไมให้ประชาชน “มัวเมา ลุ่มหลง” ในเรื่องของการพนันได้เป็นอย่างดี.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

กระทรวงเกรดเอ?

 

ข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองในการเข้าร่วมรัฐบาล ก็คือ เรื่องของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลประกาศว่า กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ต้องเป็นของ พปชร. เรื่องของกระทรวงอื่นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อรอง

พรรคร่วมรัฐบาลขนาดกลาง อย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขอกระทรวงหลัก ที่เรียกกันว่า เกรดเอ เพื่อสานต่อนโยบายที่ประกาศไว้กับประชาชน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

กระทรวงเกรดเอ ที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องการ โดยมากเป็นกระทรวงใหญ่ และที่สำคัญก็คือ ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีค่อนข้างสูง (ซึ่งไม่ทราบว่าทำไมถึงต้องเรียกกันว่า กระทรวงเกรดเอ ทั้งๆที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเท่ากัน)

กระทรวงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะเป็นกระทรวงที่ทุกรัฐบาลต่างให้ความสำคัญ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีคุณภาพ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้มีการขอตั้ง ในวงเงินกว่า 444,053 ล้านบาท

งบประมาณที่ใช้ แยกไปตามสำนักงานต่างๆ เช่น สำนักงานปลัด ศธ. 69,433 ล้านบาท สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา 343 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 327,356 ล้านบาท  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3,003 ล้านบาท และที่น่าสนใจก็คือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพทางการศึกษา 659 ล้านบาท และ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 1,466 ล้านบาท

เรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ ศธ. ได้รับเป็นจำนวนมากในแต่ละปีนี้ ไม่ทราบว่ามี “หน่วยงาน” ติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานที่ได้รับว่า คุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องเสียไปหรือไม่? เพราะที่ผ่านๆมา การศึกษาของประเทศไทย

ปฏิรูปกันมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ปัญหาของรัฐบาลผสม 19 พรรค

 

หลังจากมีการแถลงนโยบายของ รัฐบาลประยุทธ์ 2 ต่อรัฐสภาได้ไม่นาน ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า พรรคขนาดจิ๋ว 4-5 พรรค ประกาศขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เริ่มจาก พรรคประชาธรรมไทย และ พรรคไทยศรีวิไลย์ โดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ออกมาประกาศว่าจะขอร่วมขับเคลื่อนทางการเมืองในฐานะ ส.ส.ฝ่ายประชาชน

กระแสข่าวนี้ทำให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แกนนำ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาทุกอย่างจะจบลง เชื่อว่าทุกอย่างจะคลี่คลายใน 1-2 สัปดาห์ จากนั้น เหล่าบรรดาแกนนำพรรค พปชร. ก็ได้มีการประชุมหารือถึงการแก้ปัญหา พิจารณาจัดสรรตำแหน่งข้าราชการการเมืองให้กับบรรดาพรรคขนาดจิ๋วทั้ง 10 พรรค อย่างเช่น ผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขาธิการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้แทนการค้า เป็นต้น

และจากการประสานงานกับพรรคขนาดจิ๋วทั้ง 10 พรรค ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ 9 พรรคร่วมแถลงยืนยันว่ายังคงอยู่กับรัฐบาล มีเพียง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เท่านั้นที่แถลงว่า ขอถอนตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระในสภาตามที่ได้ประกาศเอาไว้

จากนั้น นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้า พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ก็ได้ออกมาแถลงด้วยว่า พร้อมที่จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน หากรัฐบาลยังเดินหน้า 1.กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการส่งมอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติให้ ส.ป.ก. 2.นโยบายแปลงที่ ส.ป.ก.ให้กลายเป็นโฉนดทองคำของบางพรรค และ 3.การเร่งรัดโครงการสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองลาน-อุ้มผาง ที่สร้างเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

รัฐบาลผสมในยุคที่ผ่านๆมา พรรคการเมืองขนาดเล็กที่เข้าร่วมรัฐบาลมีจำนวนไม่มากนัก แต่รัฐบาลในปัจจุบัน มีพรรคขนาดจิ๋วเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จากระบบจัดสรรปันส่วนผสมของรัฐธรรมนูญใหม่ และจากการตีความของ สูตรปาร์ตี้ลิสต์พิสดาร ทำให้พรรคที่ได้คะแนนทั้งประเทศเพียงแค่ 3 หมื่นเศษ ก็ได้ ส.ส.แทนที่จะใช้คะแนน 7.2 หมื่นเป็นหลัก

รัฐบาลผสม 19 พรรค ที่มีเสียงปริ่มน้ำ เริ่มมีปัญหา “แตกแยกภายใน” กันอีกแล้ว.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

Toy Story 4

หนัง ปี 2019 ของ วอลต์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส กำกับโดย จอช คูลีย์, ให้เสียงโดย ทอม แฮงค์, เมเดลีน แมคกรอว์ , โทนี่ เฮล, คีอานู รีฟส์ , คริสตินา เฮนดริกซ์, ทิม อัลเลน, แอนนี่ พอตตส์  หนังจัดอยู่ในประเภท อนิเมชั่น/ผจญภัย

เป็นเรื่องราวของ วู้ดดี้ (แฮงค์) บัซซ์ ไลท์เยียร์ (อัลเลน) และเหล่าบรรดาผองเพื่อนตุ๊กตาของเล่นทั้งหลาย ที่แอนดี้ได้บริจาคให้เป็นของเล่นของ บอนนี่ (แมคกรอว์) เด็กหญิงตัวน้อยคนใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของของเล่นเก่าที่จะต้องเปลี่ยนเจ้าของไปเรื่อยๆ

วู้ดดี้ ได้แอบเข้าไปในเป้เพื่อเป็นเพื่อนกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ต้องไปโรงเรียนวันแรก ช่วยให้เธอมีความสุข โดยได้นำส้อมจากถังขยะมาให้เธอมาประดิษฐ์เป็นของเล่นชิ้นใหม่ และกลายเป็นหุ่นมีชีวิตเมื่อเข้าไปอยู่ในเป้

แต่ ฟอร์กกี้ (เฮล) และเจ้าหุ่นส้อมตัวนั้นไม่ยินดีกับตัวเองจากที่คิดว่าเป็นแค่เพียงเศษขยะเท่านั้น ซึ่งทำให้เขาพยายามหาทางหนีออกจากบ้านเพื่อกลับไปยังถังขยะอยู่ตลอดเวลา ทำให้ วู้ดดี้ จำเป็นต้องช่วยเหลือทำให้หุ่นส้อมรู้ตัวว่ามีคุณค่าต่อเด็กหญิงเป็นอย่างมาก การผจญภัยต่างๆเพื่อช่วยเหลือหุ่นให้กลับมาจึงได้เริ่มต้นขึ้น

หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สร้างมาแล้วถึง 3 ภาค ภาคนี้เป็นภาคที่ 4

เป็นหนังอนิเมชั่นภาคต่อ ที่ยังคงดูสนุกทั้งครอบครัว.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ป.ป.ช.

 

15 ส.ค.62 นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงข่าวชี้มูลความผิด นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช.จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายประหยัด พวงจำปา กรณีการเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ม.ค.2560 โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาปกปิดไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 6 รายการ มูลค่ารวม 227,393,103 บาท ที่อยู่ในชื่อของ นางธนิภา พวงจำปา คู่สมรส

ทรัพย์สินในประเทศ มี 2 รายการที่แจ้งไว้กับ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำนวน 10,000 บาท ณ วันที่ยื่นบัญชี แต่จากการตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวทางบัญชีเป็นจำนวนมาก ทั้งก่อนและหลังการยื่นบัญชีต่อ ป.ป.ช. 2.เงินลงทุนในบริษัท ปาล์มบิช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 20,000 หุ้น มูลค่า 2,000,000 บาท

ทรัพย์สินในต่างประเทศ มี 4 รายการ มูลค่า 225,383,103 บาท ได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาชาลอนดอน 3 บัญชี มียอดเงินฝาก ณ วันที่ยื่นบัญชี จำนวน 237,959 ปอนด์ หรือ 10,312,353 บาท และห้องชุดหรู มูลค่า 4.5 ล้านปอนด์ หรือ 215,070,750 บาท

ภายหลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายประหยัด พวงจำปา ได้แถลงข่าวชี้แจงที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี โดยยืนยันว่า ไม่มีเจตนาจะปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่เป็นความบกพร่องของภรรยาในเรื่องบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาลอนดอน ที่ภรรยาทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ และขอกู้เงินเพื่อซื้อห้องชุดที่แจ้งว่าได้โอนกรรมสิทธ์และปิดบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว  การชี้มูลความผิดในครั้งนี้เป็นการกลั่นแกล้ง เพราะที่ผ่านมา เคยเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งเลขาธิการ ร่วมกับ นายวรวิทย์ มาก่อน และเมื่อมาเป็นรองเลขาธิการก็ถูกลดบทบาทหลายอย่าง

การชี้มูลความผิด นายประหยัด รองเลขาธิการ ป.ป.ช.จะจริงหรือเท็จประการใด ก็คงต้องติดตามถึงการฟ้องคดีของอัยการสูงสุดต่อศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

การชี้มูลความผิดผู้บริหารระดับสูงของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นการแสดงถึง ความโปร่งใส ของ ป.ป.ช.อย่างแท้จริง

ไม่ว่าใครก็ตาม ต้องอยู่ภายใต้หลักของนิติรัฐ นิติธรรม.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

เรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญ?

 

ช่วงนี้มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือ เรื่องของการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า ไม่ครบถ้วนด้วยถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 161

รัฐธรรมนูญ ตามความหมาย ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ จัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ซึ่งได้แก่การดำรงตำแหน่งของฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชาชน กฎหมายใดที่มีมีบทบัญญัติขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นเป็นโมฆะ ไม่มีผลในทางปฏิบัติ

การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนที่ฝ่ายค้านได้เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความรับผิดชอบนี้ นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนจะผิดหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ แต่ตามมาตรา 5 วรรค 1 ระบุว่า รัฐบาลจะกระทำการใดๆที่ขัดแย้งรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ทำตามขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง เพียงแต่อาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม.ทั้ง 35 คน จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยข้อความไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ถือเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

เรื่องนี้ เราก็คงต้องรอศาลธรรมนูญวินิจฉัยกันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

กลุ่มเยาวชนของไทยมีปัญหา?

 

จากกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ถึงนิยามของสงครามรูปแบบใหม่ว่าเป็น “สงครามไฮบริด” ประกอบไปด้วยสงครามไซเบอร์และเหตุการณ์เหมือนกรณีระเบิดป่วนกรุงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมาผสมกัน สงครามไซเบอร์ก็คือ การที่มีกลุ่มบุคคลนำเอาข้อมูลชวนเชื่อต่างๆไปเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต

ภัยคุกคามขณะนี้จึงเป็นเรื่องข่าวปลอม แตกต่างออกไปจากสงครามรูปแบบเดิมๆในอดีต กองทัพจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง เสริมศักยภาพความรู้ความสามารถเพื่อรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ยิ่งกว่านั้น ยังได้มีการพาดพิงถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีวิธีในการโฆษณาชวนเชื่อโดยตรงกับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี พยายามปล่อยข่าวปลอมเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายฝ่ายตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ เหมือนกับการต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์ เมื่อ 40 ปี ที่ผ่านมา

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวข้างต้น นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ตอบโต้ว่า จากข่าวแม้ไม่ระบุชื่อพรรค แต่อ่านแล้วปฏิเสธยากว่าคงหมายถึง พรรคอนาคตใหม่ การที่ ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์แบบนี้เท่ากับกีดกันเยาวชนคนหนุ่มสาวออกไปมากยิ่งขึ้น “สมมติผมเป็น ผบ.ทบ. แล้วเห็นว่าทัศนคติของเยาวชนเป็นแบบนี้ แทนที่จะผลักไสเขาออกไปหรือกล่าวหาว่าเขาถูกยุยงปลุกปั่นหรือบอกว่าเขาหลงผิดไปเชื่อเฟกนิวส์ ผมจะทำงานร่วมกับเขามากขึ้น…”

การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อภิรัชต์ ถึงวิธีในการโฆษณาชวนเชื่อโดยตรงกับกลุ่มวัยรุ่น 16-17 ปี ให้ต่อต้านกองทัพและสถาบัน ก็ถือว่าได้สะท้อนถึงปัญหากลุ่มเยาวชนของไทยได้ดีในระดับหนึ่งว่า เยาวชนไทยนั้นอาจถูกยุยงปลุกปั่นได้ง่าย ขณะที่ นายปิยบุตร ก็ให้ข้อคิดที่ดีเช่นกันว่า น่าจะเข้าไปทำงานร่วมกับเยาวชนให้มากขึ้น

จากมุมมองถึงเยาวชนไทยของทั้ง 2 บุคคล ข้างต้น ชวนให้คิดถึงระบบการศึกษาของประเทศเราว่า มีความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปกันอย่างเร่งด่วน

เราต้องการให้ประเทศไทยเป็น “สังคมที่อุดมด้วยปัญญา” มิใช่หรือ?

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

วันประชุมชี้แจงนโยบายของรัฐบาล

 

สัปดาห์ที่แล้ว (8 ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมชี้แจงนโยบายรัฐบาลต่อผู้บริหารระดับสูง โดยมีรองนายกรัฐมนตรีทุกคนร่วมชี้แจงนโยบายรัฐบาลที่สำคัญ ที่ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี

นายกรัฐมนตรีฯกล่าวถึงการประชุมว่า การพูดคุยในวันนี้เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของกฎหมาย สอดคล้องกับ แผนยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ ตามแผนแม่บทและรัฐธรรมนูญ

และในโอกาสเดียวกันนี้ นายกฯได้กล่าวถึงเรื่องของการถวายสัตย์ฯที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญว่า “เรื่องใดที่ยังบกพร่อง สิ่งใดก็ตามที่มีปัญหา ผมต้องขอโทษ รับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว เพราะอย่างไรก็ตาม ประเทศต้องเดินหน้าไปให้ได้ รัฐบาลนี้ต้องทำงานให้ได้…” และหลังจากชี้แจงนโยบายแล้วได้เดินทางกลับทำเนียบรัฐบาลก่อนที่รองนายกฯชี้แจงนโยบายรัฐบาลที่สำคัญต่อ

เรื่องของคำพูด “ผมขอรับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว” ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมที่จะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่? ทำให้มีข่าวลือกันไปต่างๆนาๆ แต่ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ ปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวว่า “ผมขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ เพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่ไปไหนหรอก”

พวกเราทั้งหลายก็คงต้องขอชื่นชมและขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังไม่ “ถอดใจ” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีเสียงโจมตีถึงความรับผิดชอบจากการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161

ขอเป็นกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรีอยู่ “ปฏิรูปประเทศ” ให้สำเร็จก่อนก็แล้วกัน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

นโยบาย “สูงสุด” ของรัฐบาลประยุทธ์ 2

 

หลังจาก “รัฐบาลประยุทธ์ 2” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่แบ่งออกเป็น นโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน และนโยบายหลัก 12 ด้าน เมื่อระหว่างวันที่ 26-28 ก.ค.ตามรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเมื่อวันที่ 30 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรก ที่ทำเนียบรัฐบาล

ในการประชุมได้มีการเชิญหน่วยงานมาแนะนำข้อพึงปฏิบัติและข้อควรระมัดระวังของ ครม.อย่างเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ

หลังการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีเต็มตัวแล้ว ได้กำชับหลายเรื่องทั้งกฎหมายการปฏิบัติหน้าที่จากคณะกรรมการต่างๆเพื่อทำความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน โดยคณะกรรมการจะเข้าไปตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาล สิ่งสำคัญที่ย้ำไปคือ ต้องไม่มีการทุจริตโดยเด็ดขาด

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีหลังการประชุม ครม. ครั้งแรกว่า “ต้องไม่มีการทุจริตโดยเด็ดขาด” นั้น ก็ถือว่าเป็นการประกาศให้คำมั่นสัญญากับประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า รัฐบาลประยุทธ์ 2 จะทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยรัฐมนตรีจะต้องไม่มีการทุจริตโดยเด็ดขาด

เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  ปี ’60 ที่ประกาศกันว่า เป็นฉบับ “ปราบโกง”

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น