“ไทยรัฐทีวี” จัดเวทีดีเบต 7 พรรค

 

เมื่อค่ำของวันที่ 11 ก.พ. สถานีโทรทัศน์ ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 จัดเวทีดีเบตครั้งที่ 1 รายการ ไทยรัฐเลือกตั้ง 62 ในหัวข้อ เปิดวิสัยทัศน์พรรคการเมือง โดยเชิญแกนนำพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายอุตตม สาวนายน หน.พรรคพลังประชารัฐ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หน.พรรคอนาคตใหม่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ รอง หน.พรรครวมพลังประชาชาติไทย และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน โดยมี น.ส.จอมขวัญ หลาวเพชร และ นายภาคภูมิ พันธุ์สถิต เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีเนื้อหาบางตอนที่น่าสนใจของผู้เข้าร่วมดีเบต อาทิ

นายอุตตม สาวนายน กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายตอบโจทย์ความปรองดอง เน้นแก้ไขปัญหาสั่งสมที่มีมานาน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่ทำไม่สำเร็จ พร้อมที่จะเป็นรัฐบาล คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า จะนำพาประเทศสู่ความสงบสุข เร่งฟื้นเศรษฐกิจ เร่งสร้างรายได้ สร้างพื้นฐานพัฒนาคน การคมนาคม การสื่อสาร พัฒนาเด็กพื้นฐานด้านสุขภาพ ฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า อยากเห็นการเมืองหลุดจากกับดักเผด็จการและการทุจริต เน้นประชาธิปไตยเป็นใหญ่ ขจัดอุปสรรคเศรษฐกิจ “เด็กแรกเกิดปั๊บรับแสน” กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่บริหารงานภายใต้ความซื่อสัตย์ ฯ

หลังจากรายการดีเบต ของไทยรัฐทีวี ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่ กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ จาก 45 พรรค รวม 69 รายชื่อ เช่น พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ นายชัชชาติ นายชัยเกษม พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน พรรคชาติพัฒนา นายสุวัจน์ ฯลฯ น่าจะเชิญมาร่วมเวทีดีเบตนำเสนอนโยบายของพรรคให้ประชาชนทราบ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยว่า คนที่อาสาตัวมาเป็นผู้นำของประเทศต้องพร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนโยบายเพื่อประชาชนจะได้รับทราบ ขณะที่ นายธนาธร กล่าวว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ การดีเบตเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจก่อนเลือกเข้ามาบริหาร

กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุการดีเบตเป็นเรื่องของพรรคการเมืองทำได้หรือไม่ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนและฝากข้อคิดในการดีเบตว่า อย่าเชื่อหรือฟังคนที่พูดเก่งอย่างเดียวแต่ความจริงปฏิบัติไม่ได้นั้น

การดีเบต หรือ ไม่ดีเบต ก็คงเป็นสิทธิของ “นายกรัฐมนตรี”ตามที่ได้พูดเอาไว้.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

มาตรการป้องกันการเรียกเงิน “แป๊ะเจี๊ยะ”

 

จากมติที่ประชุม คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาปรับแก้ ประกาศเรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2562 ให้ยกเลิกเงื่อนไขพิเศษเด็กฝากผู้มีอุปการคุณ โควตาของโรงเรียนคู่สัญญา และคะแนนสอบเท่ากันลำดับสุดท้าย ตามข้อเสนอของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรการป้องกันการทุจริตและเรียกเงิน แป๊ะเจี๊ยะ นั้น

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารณ์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะหากจะแก้ไขปัญหา แป๊ะเจี๊ยะ จะต้องยกเลิกเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ แต่ก็เข้าใจดีว่าโรงเรียนต้องดูแลชุมชนและผู้ปกครอง ซึ่งทำให้คาดการณ์ได้ว่า ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะจะยังอยู่ในวังวนเดิม แม้จะมีนโยบายลงมา แต่หากฝ่ายปฏิบัติไม่ทำตามก็คงหมดหวังกับการปฏิรูปการศึกษา

“จุดอ่อนที่สุดของปัญหาการรับนักเรียนอยู่ที่ผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า มีผู้บริหารโรงเรียนบางแห่งเรียกรับเงินจากการรับนักเรียนจริง ผมขอเสนอให้ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน”  ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สพฐ.ยังไม่ได้ส่งประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ปี 2562 มาให้เซ็นลงนาม เลยยังไม่เห็นทั้งหมดว่า ยกเลิกหลักเกณฑ์ในข้อใดบ้าง แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้การรับนักเรียนโปร่งใสมากขึ้น ส่วนเกณฑ์รับนักเรียนใหม่จะสกัดปัญหาเรื่องของเงินแป๊ะเจี๊ยะได้แน่นอนหรือไม่นั้น ปัจจุบันนี้มีคนตรวจสอบเป็นจำนวนมาก คงไม่มีใครกล้าจ่ายเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียน

“สำหรับประเด็นที่นักวิชาการอยากให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องยื่นยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น เรื่องนี้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณา” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตในการเรียกทรัพย์สินหรือเงิน แป๊ะเจี๊ยะ ในการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษาต่างๆให้ “โปร่งใส” กับสังคม

ป.ป.ช. จึงควรพิจารณาประกาศให้ “ผู้อำนวยการโรงเรียน” เป็นตำแหน่งที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน/หนี้สิน.

โพสท์ใน การศึกษา | ใส่ความเห็น

มาตรการป้องกันการทุจริตในการเข้าเรียนในสถานศึกษา

 

8 ก.พ.62 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาปรับแก้ ประกาศเรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2562 ตามมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ

นายเอกชัย เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นที่ ป.ป.ช.เสนอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ แต่ กพฐ. มีมติให้ยกเลิกเงื่อนไขพิเศษเพียง 3 ข้อ คือ 1.นักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

2.นักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ หรือโรงเรียนคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย และ 3.นักเรียนที่ได้คะแนนสอบเท่ากันในลำดับสุดท้าย โดยกรณีนักเรียนที่ได้คะแนนสอบเท่ากันในลำดับสุดท้ายนั้น แต่ละโรงเรียนต้องไปกำหนดเกณฑ์และประกาศให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้า

สำหรับเงื่อนไขอีก 4 ข้อ ที่ต้องคงไว้เพื่อประโยชน์ของการศึกษาและผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ คือ 1.นักเรียนที่อยู่ในความอนุเคราะห์ของผู้บริจาคที่ดินเพื่อจัดตั้งโรงเรียน 2.นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส 3.นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติหรือผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ และ 4.นักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรของโรงเรียน

นอกจากนี้ยังกำหนดให้รับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 60% และนักเรียนนอกเขตพื้นที่ 40% โดยนักเรียนในเขตพื้นที่ต้องอยู่ในทะเบียนบ้านอย่างน้อย 2 ปี และต้องอยู่กับบิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยต้องอาศัยอยู่ในบ้านนั้นจริงๆ รวมทั้งมีมติให้รับนักเรียนที่จบ ม.3เข้าเรียนต่อ ม.4 ในโรงเรียนเดิมทุกคน ยกเว้นนักเรียนที่ไม่ประสงค์จะเรียนต่อ

มติของ กพฐ.ดังกล่าวข้างต้น ถึงแม้จะยกเลิกเพียง 3 ข้อ (ทำให้เกิดคำถาม?) ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้การรับนักเรียนเป็นไปอย่าง โปร่งใสและยุติธรรม เป็นไปตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนตามที่ ป.ป.ช.เสนอ

ผอ.โรงเรียน และครูทั้งหลายจะต้องไม่ทุจริต หรือ เรียก “แป๊ะเจี๊ยะ” ให้เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติของตนเองและประเทศชาติ.

โพสท์ใน การศึกษา | ใส่ความเห็น

How to Train Your Dragon: The Hidden World

หนัง ปี 2019 ของ ยูนิเวอร์แซล กำกับโดย ดีน เดอบลัวส์ (Dean DeBlois) ให้เสียงโดย เคต แบลนเชตต์ (Cate Blanchett) คิต แฮริงตัน (Kit Harington) เจอราร์ด บัตเลอร์ (Jerard Butler) คริสเตน วิก (Kristen Wiig) เจย์ บารูเชล (Jay Baruchel) อเมริกา เฟอเรรา (America Ferrera) หนังจัดอยู่ในประเภท Animation/Action/Adventure

เป็นหนังภาคต่อของ How to Train Your Dragon ที่กลายเป็นไตรภาคแล้วในตอนนี้ จากตำนานมิตรภาพของ ฮิคคัพ (บารูเชล) ไวกิ้งหนุ่ม ที่กำลังจะขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าของหมู่บ้าน ซึ่งเคียงข้างด้วย แอสทริด (เฟอเรรา) กับ ทูธเลส มังกรคู่ใจ ก็จะได้เป็นผู้นำฝูงของเหล่ามังกรทั้งหลาย

เหตุการณ์ต่างๆดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่ง มังกรสาวสีขาว มาปรากฏตัวให้เห็น พร้อมๆกับเกิดภัยคุกคามที่ร้ายแรงกับหมู่บ้าน จากการที่มังกรได้ปรากฏตัวให้เห็นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดกลุ่มนักล่ามังกรมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ทั้งสองต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนที่เขาและมังกรอาศัยอยู่ ในขณะที่ทูธเลสได้กลายเป็นหนุ่มใหญ่ ฮิคคัพต้องช่วยเหลือทูธเลสในเรื่องของความรักกับมังกรสาว รวมทั้งต้องแสวงหาดินแดนลึกลับในฝันแห่งใหม่ให้กับเหล่ามังกรทั้งหลายไปพร้อมๆกัน

เป็นหนังอนิเมชัน ภาค 3 ที่ยังคงพอดูเพลินๆเรื่องหนึ่ง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

สถิติโลกเรื่องของสภาพอากาศ อาชญากรรม และคอร์รัปชันของประเทศไทย

 

ระยะนี้ ประเทศของเรามีสถิติโลกที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน เริ่มจาก เว็บไซต์ airvisual.com นำเสนอการจัดอันดับสภาพอากาศที่แย่ที่สุดในโลก จากการจัดอันดับ (30 ม.ค.62) กรุงเทพฯ ประเทศไทย ติดอันดับ 4 ของโลก (รองจาก ลาฮอร์ ปากีสถาน เดลลี อินเดีย และ หางโจว จีน)

จากนั้น เว็บไซต์ NUMBEO นำเสนอ Crime Index 2019 นำเสนอการสำรวจคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากประเทศต่างๆทั่วโลก จากดัชนีสำรวจ ประเทศไทย ติดอันดับ 49 ของโลก อยู่ในกลุ่มคดีอาชญากรรมมากระดับ “ปานกลาง” อยู่อันดับ 12 ของภูมิภาคเอเชีย รองจาก อินโดนีเซีย (อันดับ 13) จีน (อันดับ 15) อินเดีย (อันดับ 18) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 20) เนปาล (อันดับ 23) เกาหลีใต้ (อันดับ 24) และ สิงคโปร์ (อันดับ 33)

ตามด้วย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International-TI) เปิดเผย ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันของ 180 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทย ติดอันดับ 99 ของโลก (36 คะแนน) ลดลงจาก อันดับ 96 (37 คะแนน) ลงไปถึง 3 อันดับ คะแนนความโปร่งใสลดลงไป 1 คะแนน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ระบุสาเหตุว่ามาจากระบบข้าราชการยังแก้เรื่องรับสินบนไม่ได้ รวมทั้งองค์กรตรวจสอบทุจริตค่อนข้างอ่อนแอ

สถิติการจัดอันดับสภาพอากาศที่แย่ที่สุดในโลกของไทยที่ติด อันดับ 4 และสถิติการจัดอันดับคดีอาชญากรรมทั่วโลก ที่ติด อันดับ 49 ของโลก ดูเหมือนจะไม่มีใครข้องใจ ปฏิเสธ ต่อต้านในเรื่องของอันดับ เพราะดัชนีคุณภาพของอากาศสามารถรายงานให้ทราบได้แบบเรียลไทม์ ข้อมูลอาชญากรรมก็มีการอัปเดตต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

แต่สำหรับ ดัชนีคอร์รัปชันของประเทศไทย ที่ติด อันดับ 99 ลดลงจากอันดับที่ 96 (ปี 2560) นั้น ดูเหมือนจะมีปัญหาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะมีการคาดหวังกันว่า อันดับน่าจะดีขึ้น จากเป้าหมายของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะรณรงค์ให้ไทยได้รับคะแนน เกิน 50 คะแนน ในปี 2564 ตามเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องการให้ไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีภาพลักษณ์โปร่งใสมากที่สุดของโลก

เรื่องของการจัดอันดับสถิติโลกในเรื่องต่างๆนั้นมีอยู่มากมายให้เราได้ทราบกัน อันดับที่ดีก็ทำให้เราดีใจ ภาคภูมิใจ อันดับที่ไม่ดีก็ทำให้ข้องใจ ไม่พอใจ ในการจัดอันดับขององค์กรต่างๆ เราคงจะต้องทำความเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของหลักสถิติที่มีนัยสำคัญและเชื่อถือได้ ไม่ได้ทำขึ้นมาด้วย “อคติ”เพราะว่าชอบหรือเกลียด

สถิติโลกเรื่องที่ดีเราก็ควรรักษาไว้ ที่ไม่ดีเราก็คงต้องเปิดใจรับฟังและปรับปรุงกันต่อไป.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

5 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาฝุ่น ของ กอ.

 

2 ก.พ.62 หลังจาก กระทรวงอุตสาหกรรม (กอ.) ประชุมหารือร่วมกับ สภาอุตสาหกรรม  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีข้อสรุป 5 มาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นในระยะยาว คือ

1.โรงงานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลทั้งหมด ประมาณ 2,500 แห่ง จะดำเนินโครงการ Big Cleaning Day ระหว่างวันที่ 4-6 ก.พ.นี้ โดยทำความสะอาด/ปรับแต่งเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดปัญหาการปล่อยฝุ่น PM 2.5

2.โรงงานประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 1,300 แห่ง จะให้ความร่วมมือในการลดปลดปล่อย PM 2.5 โดยบางส่วนจะหยุดการประกอบกิจการระหว่างวันที่ 4-6 ก.พ. นี้ และบางส่วนจะลดกำลังการผลิตร้อยละ 30 ในช่วงเวลากลางคืน

3.กระทรวงอุตสาหกรรม กอ.รมน. และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะตรวจโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อร่วมกันป้องกันและควบคุมการระบายฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐาน

4.กทม.และ โรงเรียนการบินกรุงเทพมหานคร (บีเอซี) จะนำเครื่องบินจำนวน 47 ลำ ขึ้นบินเพื่อฉีดพ่นละอองน้ำช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ และทำ Big Cleaning Day ทั่วทั้งพื้นที่ ในวันที่ 3 ก.พ.นี้

5.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้บินขึ้นปฏิบัติการ 2 ชุด ที่หน่วยปฏิบัติการนครสวรรค์และระยอง หน่วยนครสวรรค์ผลการปฏิบัติการมีฝนตกเล็กน้อยเป็นแห่งๆ

5 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาฝุ่น ของ กอ.ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเริ่มจากโครงการ Big Cleaning Day การหยุดประกอบกิจการในบางส่วน การตรวจโรงงานที่น่าจะสร้างปัญหามลพิษทางอากาศ (บังคับใช้กฎหมาย) อย่างสม่ำเสมอ จริงจัง รวมทั้งการใช้เครื่องบินเล็กขึ้นบินโปรยละอองน้ำ ช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ

ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่อันตรายต่อสุขภาพประชาชน(ในระยะยาว) ได้เป็นอย่างดี.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

On the Basis of Sex

หนัง ปี 2018 ของ โฟกัส ฟีเจอร์ส กำกับโดย มิมี่ ลีเดอร์  (Mimi Leder) นำแสดงโดย เฟลิซิตี้ โจนส์ (Felicity Jones) อาร์มี่ แฮมเมอร์ (Armie Hammer) คริส มัลคีย์ (Chris Mulkey) แจ๊ค รีย์เนอร์ (Jack Reynor) ไคลีย์ สเปนีย์ (Cailee Spaeny) แซม วอร์เตอร์สตัน (Sam Waterston) เคธี่ เบตส์ (Kathy Bates) หนังจัดอยู่ในประเภท Biography/Drama

เป็นเรื่องราวของ รูธ กินสเบิร์ก (โจนส์) หนึ่งในผู้หญิงเพียงหกคนที่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนกฎหมายของฮาร์วาร์ด ที่แต่งงานกับ มาร์ติน กินสเบิร์ก (แฮมเมอร์) ซึ่งเป็นนักศึกษาของฮาร์วาร์ดเช่นเดียวกัน ในปี 1956 ทั้งสองมีลูกสาวที่ยังเล็กแล้วอยู่หนึ่งคน

รูธ จบจากฮาร์วาร์ดและโอนย้ายไปโคลัมเบีย เธอไปสมัครงานยังสำนักงานต่างๆที่นิวยอร์กแต่ก็ได้รับการปฏิเสธเพราะเธอเป็นผู้หญิง ทำให้เธอไปเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายแทน ช่วงเวลานั้นได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี และมาร์ตินได้เสนอคดีภาษีของ ชาร์ลส์ มอริตซ์ (มัลคีย์) ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีจากการเลี้ยงดูแม่สูงวัยที่ป่วยที่ควรจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิงให้เธอพิจารณา

เธอและสามีพร้อมกับผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามช่วยเหลือเธอให้ต่อสู้กับคดีเลือกปฏิบัติทางเพศที่แสนจะยากลำบากนี้กับผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เป็นผู้ชายทั้งหมด จนเธอสามารถชนะคดีที่สำคัญนี้ได้ และส่งผลให้เธอเป็นผู้หญิงคนที่สองได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่งในศาลสูงของสหรัฐฯ

หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ รูธ เบเดอร์ กินสเบิร์ก ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค ของประชาชน

เป็นหนังดราม่า/ชีวประวัติ “เกี่ยวกับกฎหมาย” ที่น่าดูมากเรื่องหนึ่ง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ การเลือกตั้งทั่วไป ของ กกต.

 

หลังจาก มีประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้วันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. เป็นวันเลือกตั้ง วันที่ 4-8 ก.พ.62 เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ก็ได้มีการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบ

เริ่มจาก กาบัตรเดียวได้ผลสามอย่าง ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 500 คน เป็น ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ประชาชนรับบัตรใบเดียว (X) เบอร์เดียว ได้ผลสามอย่าง คือ ได้ ส.ส.เขต, ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (โดยนำคะแนนผู้สมัครทุกเขตของแต่ละพรรค มาคำนวณหา ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคพึงมี และ ได้ นายกรัฐมนตรี โดยพรรคที่มี ส.ส.ไม่น้อยกว่า 25 คน มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ตามด้วย ความสำคัญของการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า การเลือกตั้ง ส.ส.มีความสำคัญต่อคนไทยทุกคนที่ต้องทำหน้าที่ของตนในการเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ และดูแลทุกข์สุขของประชาชน รวมทั้งบริหารงบประมาณของประเทศชาติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือก คนดี มีความซื่อสัตย์ สุจริต และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไปทำหน้าที่แทนคนไทย

พร้อมกล่าวถึง หน้าที่ของ ส.ส. คือ 1.ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 2.ตรวจสอบและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน 3.พิจารณาจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อการพัฒนาประเทศ และ 4.นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอต่อรัฐบาล

หน้าที่ของ ส.ส. ตามที่ กกต. กล่าวถึง ทั้ง 4 ข้อ ข้อ 2-4 ประชาชนและผู้ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งทั้งหลายเมื่ออ่านแล้วเข้าใจและรู้ถึงหน้าที่กันเป็นอย่างดี แต่ สำหรับข้อ 1 นั้น ดูเหมือนจะมีปัญหามาโดยตลอด โดย ส.ส. ส่วนใหญ่เข้าใจตามที่นักการเมืองรุ่นเก่าปฏิบัติต่อๆกันมาว่า มีหน้าที่ออกกฎหมายเท่านั้น จนส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีกฎหมายออกมาบังคับใช้มากที่สุดในโลก

หน้าที่สำคัญอันดับแรกที่เรียกกันว่า นิติบัญญัติ นี้ จริงๆแล้ว ไม่ได้กำหนดว่า จะต้องออกกฎหมายแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การยกเลิก/ปรับปรุง กฎหมายที่ล้าสมัยและไม่เป็นธรรม ให้กับประชาชนด้วย ดังนั้น หน้าที่ของ ส.ส.ตามข้อ 1 เพื่อความชัดเจน จึงควรเป็น

ออก/ยกเลิก กฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

สำนักงานสลากฯทำสลากแบบรวมชุด

 

24 ม.ค.61 พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะกรรมการสำนักงานฯ ได้อนุมัติ แผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา ระยะที่ 3 หลังจากดำเนินนโยบายมาแล้ว 2 ระยะ โดยระยะแรกคือ การจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมาย ระยะที่ 2 การปรับแผนและกำหนดทิศทาง การจำหน่าย ด้วยการจัดระบบการจำหน่ายสลากผ่านโครงการซื้อ-จองล่วงหน้า เป็นการปรับสมดุลปริมาณสลากระหว่างระบบตัวแทนจำหน่าย ให้สลากกระจายไปยังผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

ระยะที่ 3 คือ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม จากการที่สำนักงานฯลงพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายถึงความต้องการในการซื้อขายสลาก ส่วนใหญ่ผู้ซื้อต้องการซื้อสลากแบบรวมชุด ผู้ขายจึงต้องไปหาซื้อสลากมารวมชุด ทำให้ต้นทุนการจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นและยังทำให้สลากแบบใบเดี่ยวหายไปจากตลาดด้วย

จากสถานการณ์การจำหน่ายแบบรวมชุดและเรื่องของราคา ทำให้การหาซื้อสลากแบบใบเดี่ยวทำได้ยาก สำนักงานฯ จึงได้รับอนุมัติให้จัดทำสลากแบบรวมชุดขึ้น โดยเป็นการรวมชุด แบบ 2-2-1 คือ การจัดชุด 2 ใบ เป็นจำนวน 2 เล่ม จัดชุด 2 ใบ อีก 2 เล่ม และมี 1 เล่ม ที่เป็นใบเดี่ยว

สำหรับชุด 2 ใบแรกมีเลข 6 หลักเหมือนกัน จำนวน 100 ชุด ชุดละ 2 ใบ จะมีหมายเลขเหมือนกัน ไม่ซ้ำกับชุดแรก อีกจำนวน 100 ชุด ชุดละ 2 ใบ และอีก 1 เล่ม จำนวน 100 ใบ ทำให้รายย่อยแต่ละรายได้รับสลากจำนวน 5 เล่มเช่นเดิม แต่สามารถจำหน่ายสลากชุดได้ 200 ชุด การจัดจำหน่ายเป็นการกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำไปจับชุดเพื่อรวมเป็นชุดจำหน่ายในปริมาณมากๆได้อีกต่อไป

จากนโยบายแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาข้างต้น ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ซื้อและผู้ขายสลากกันว่า ไม่น่าจะแก้ปัญหาการรวมชุดสลากและขายสลากเกินราคาได้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องขอชื่นชมสำนักงานสลากฯเป็นอย่างยิ่งก็คือ ความพยายามในการแก้ไขปัญหาสลากแบบรวมชุดให้กับประชาชน “คนยาก” ตั้งแต่การจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายในระยะแรก จนถึงล่าสุดคือ “การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม”

ไม่ได้แก้ปัญหากันแบบ “ขอไปที” ดังเช่นที่ผ่านๆมา.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

Glass

หนัง ปี 2019 ของ ยูนิเวอร์แซล กำกับโดย เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) นำแสดงโดย) เจมส์ แม็คอะวอย (James McAvoy) บรูซ วิลลิส (Bruce Willis) ซามูเอล แอล แจ๊กสัน (Samuel L. Jackson) ซาราห์ พอลสัน (Sarah Paulson) อันยา เทย์เลอร์-จอย (Anya Taylor-Joy) สเปนเซอร์ ทรีต คลาร์ก (Spencer Treat Clark) ชาร์เลย์น วู้ดดาร์ด (Charlayne Woodard) หนังจัดอยู่ในประเภท Drama /Sci-Fi/Thriller

เป็นเรื่องราวของ เควิน เวนเดลล์ ครัมบ์ (แม็คอะวอย) ชายผู้มีปัญหาหลายบุคลิก จาก Split (2016) ได้ลักพาตัววัยรุ่นสาวไปสามคน เพื่อตอบสนองความต้องการของเดอะบีสต์ เดวิด ดันน์ (วิลลิส) พนักงานรักษาความปลอดภัย จาก Unbreakable (2000) ที่รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากอุบัติเหตุรถไฟ

จากความล้มเหลวในการหาตัวเด็กสาวที่ถูกลักตัวไปของตำรวจ ทำให้ดันน์ต้องตามหาตัว ครัมบ์ ให้เร็วที่สุด แต่จากการต่อสู้ของทั้งสองทำให้ถูกจับตัวได้และถูกนำตัวไปกักขังที่โรงพยาบาลโรคจิต เรเว่น ฮิลล์ เมมโมเรียล ภายใต้การดูแลของ ดร. เอลลี่ สเตเพิล (พอลสัน)

ในขณะที่โรงพยาบาล ก็มี เอไลจาห์ ไพรซ์ (แจ็คสัน) หรือ มิสเตอร์กลาสส์ จาก  Unbreakable ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยที่กระดูกแตกหักง่าย ได้ถูกกักขังอยู่นานถึง 16 ปีแล้ว โดยเขาต้องนั่งรถวีลแชร์และถูกให้ยาอยู่ตลอดเวลา

ทั้งสามคนได้รับการช่วยเหลือจาก เคซีย์ คุก (เทย์เลอร์-จอย) เด็กสาวที่ครัมบ์เคยจับตัวไป โจเซฟ (คล๊าร์ก) ลูกชายของดันน์ และ แม่ของไพร์ซ (วูดดาร์ด) ที่มีความผูกพันกันอยู่ด้านนอกของโรงพยาบาล

เป็นหนังดราม่า/ไซ-ไฟ ในลักษณะของภาคต่อ ที่อาจดูไม่ค่อยสนุกมากนัก.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น