สถิติอุบัติเหตุ ‘7 วันสงกรานต์อันตราย’

 

18 เม.ย.62 นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย แถลง สรุปผลการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย. ว่า ปีนี้เป็นปีที่มีความพิเศษเพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานความห่วงใยให้กับประชาชนและพระราชทานแนวทางจิตอาสาร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่

สรุปสถิติอุบัติเหตุสะสม 7 วัน เกิดอุบัติเหตุ 3,338 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 386 ราย บาดเจ็บ 3,442 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 4 จังหวัด คือ กระบี่ พังงา สุโขทัย และอ่างทอง จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และ นครศรีธรรมราช จังหวัดละ 128 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ ลพบุรี และอุดรธานี จังหวัดละ 15 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด คือ นครศรีธรรมราช 136 คน สาเหตุสูงสุดเกิดจากการดื่มแล้วขับ ร้อยละ 36.61 ขับรถเร็วเกินกำหนดร้อยละ 28.31 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.25

“ในภาพรวมจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บลดลงจากปีที่ผ่านมา โดยจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 7.66 รวมถึงสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับลดลงลดลงถึง ร้อยละ 3.67 ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือของผู้ใช้รถใช้ถนน การบังคับใช้กฎหมายเพื่อกวดขันวินัยจราจรอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” นายสุธีกล่าว

ขณะที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. แถลงว่า ภาพรวม 7 วัน (11-17 เม.ย.) สรุป พบผู้ดื่มเมาแล้วขับ 388,854 ครั้ง (รถจักรยานยนต์ 215,973 ครั้ง รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ 172,881 ครั้ง) ลดลงจากปี 61 คิดเป็นร้อยละ 20 การยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับ 7,282 คัน (รถจักรยานยนต์ 5,297 คัน รถยนต์ 1,985 คัน) ลดลงจากปี 61 คิดเป็นร้อยละ 55

จากสถิติอุบัติเหตุช่วง 7 วันสงกรานต์อันตราย ถึงแม้จะมีมาตรการในการป้องกันและลดความสูญเสีย ด้วยการบังคับใช้กฎหมายใช้รถใช้ถนนอย่างเข้มข้น แต่สาเหตุหลักๆก็ยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ที่ดื่มแล้วขับ และการขับรถเร็วเกินกำหนดก็ไม่ได้ลดลงเป็นที่น่าพอใจมากนัก

เรื่องของการขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนดนั้น น่าจะเป็น ความเคยชิน หรือวิถีชีวิตของคนไทยกันไปแล้ว จากที่เคยใช้ชีวิตที่เรียกว่า สโลว์ไลฟ์ จากรถจักรยานธรรมดา เป็นรถจักรยานยนต์ รถกระบะ รถยนต์เก๋ง และซูเปอร์คาร์ที่มีความเร็วสูง ประกอบกับนิสัยที่ ชอบสังสรรค์ เฮฮา เมื่อดื่มก็เลยทำให้ฮึกเหิม ขับรถเร็วและเกิดอุบัติเหตุกันมากขึ้น

หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหลาย จึงควรที่จะพิจารณาถึง ประเด็นที่อาจมองข้ามไป คือต้องช่วยทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ทั้งหลาย มีความคุ้นเคยและเคยชินกับการใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด พื้นที่ที่จำกัดความเร็ว ควรมีป้ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นระยะตามแต่ละพื้นที่ ว่าเป็น 20, 30, 50, 100 (120) กม./ชม. และการบังคับใช้กฎหมาย ‘ขับรถเร็วเกินกำหนด’ ต้องทำให้เห็นอย่างจริงจังมากขึ้น

มาตรการที่เสนอข้างต้น น่าจะช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุลงไปได้มาก.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

รัฐบาลแห่งชาติ??

 

จากเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่บัญญัติให้มีระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากในสภา จากปัญหาวาทกรรม เผด็จการรัฐสภา ทำให้การกาบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจาก 2 ใบ ที่ เลือกคนที่รัก กับ เลือกพรรคที่ชอบ เป็นเหลือเพียง ใบเดียว กาเบอร์เดียว ได้ผล 3 อย่าง คือ ได้ ส.ส.เขต, ส.ส.บัญชีรายชื่อ และได้ นายกรัฐมนตรี

หลังจากประกาศผลเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ได้ ส.ส.เขต มากกว่าพรรคพลังประชารัฐ ได้ประกาศรวมเสียง 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเพื่อชาติ และ พรรคพลังปวงชนชาวไทย ร่วมลงสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงของตัวเลข 255 เสียง ซึ่งเกินกว่ากึ่งหนึ่ง

ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ประกาศถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่าอยู่ในช่วงดำเนินการหารือกับพรรคการเมืองอื่น มีทั้งพรรคขนาดใหญ่และขนาดเล็กเพื่อให้ได้ ส.ส.เกิน 251 เสียง เพื่อให้สามารถทำงานในสภาได้ และมั่นใจได้เสียงเกินนั้น แต่มีพรรคไหนบ้าง ต้องรอหลังวันที่ 9 พ.ค.

จากกติกาใหม่ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ถึงการคิดคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อจัดสรรให้พรรคต่างๆเริ่มมีปัญหา จากที่ กกต. เคยประกาศว่ามีเพียงสูตรเดียว แต่ภายหลังกลายเป็นว่ามีหลายสูตร จน กกต.มีมติเอกฉันท์ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตีความถึงสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

จากปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล หลายๆฝ่ายก็ได้เสนอความคิดให้มี รัฐบาลแห่งชาติ ดังเช่นที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะ นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ถึงเวลาจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนและแก้รัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลนี้มีวาระ 2 ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ (พร้อมชูนายกฯคนกลางด้วยกัน 4 คน คือ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, นายพลากร สุวรรณรัฐ, นายศุภชัย พานิชภักดิ์ และนายชวน หลีกภัย)

ด้าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พปชร. กล่าวถึง ข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า สถานการณ์คงไม่ไปถึงทางตันเช่นนั้น เชื่อว่าจะตั้งรัฐบาลตามปกติได้ คนที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้ความชัดเจนแล้ว เชื่อว่า ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ คงไม่มี

การเมืองไทยจะถึงทางตันตามที่นักการเมืองทั้งหลายชอบพูดกันหรือไม่?

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

กกต. ‘ชุดใหม่’ โปร่งใส ตรวจสอบได้

 

14 เม.ย.62 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะว่า เคารพในความเห็นของทุกคนอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะนี้จะขอพูดถึงความกล้าหาญที่จะถูกตรวจสอบในการทำงาน

กรณีที่มีผู้ยื่นถอดถอนต่อ ป.ป.ช. และขู่ว่าจะฟ้องตามมาตรา 157 นั้น โดยส่วนตัวมองว่าไม่เป็นการขู่ แต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของผู้ที่มีความเห็นต่างมีสิทธิตรวจสอบได้ อยากให้มองว่า การทำงานของ กกต.เป็นข้อผิดพลาดหรือเป็นความผิด พร้อมให้ข้อมูลกับหน่วยงานทุกหน่วย

และกรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุความล่าช้าของการส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากนิวซีแลนด์ที่มาไม่ทันการนับคะแนนว่า ได้รับรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ได้มอบหมายให้สำนักงาน กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ความผิดพลาดนั้นเกิดจากอะไร และมีใครบ้างต้องรับผิดชอบ การหาผู้รับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ หากพบผู้ที่ที่ต้องรับผิดชอบ ก็เป็นดุลยพินิจของ กกต.ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

การกล่าวชี้แจงของนายอิทธิพร ถึงกรณีที่เป็นข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนและถูกภาคประชาชนรวมทั้งนักศึกษาเข้าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งและจะฟ้องตามมาตรา 157 นั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่แสดงถึงรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบด้วยความกล้าหาญ

การปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ตามกฎกติกาใหม่ของรัฐธรรมนูญใหม่ อาจมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องเกิดขึ้นได้ การยอมรับในสิ่งที่เป็นข้อสงสัย กังขา ในหมู่ประชาชนนั้น เป็นการแสดงถึง kompressoren tauchsport – ide

‘ความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม’ ให้กับสังคมอย่างแท้จริง.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ระบบจัดสรรปันส่วนผสม?

 

จากผลพวงของกติกาใหม่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 91 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง (2)-(4) และกำหนดการนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน และการประกาศผลการเลือกตั้งให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (1)-(7)

หลังจากประกาศผลการเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ก็ได้มีเสียงเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยสูตรคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า กกต.ไม่ได้เป็นผู้ร่างกฎหมายเป็นเพียงผู้ใช้กฎหมาย สูตรคำนวณเป็นเรื่องคณิตศาสตร์ที่นำมาเขียนเป็นกฎหมาย “กกต.จึงต้องรับฟังความเห็นของ กรธ. และ สนช. ว่ามีเจตนารมณ์ในการเขียนและตีความกฎหมายนี้อย่างไร?”

ด้าน นายประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และอดีต กกต. กล่าวภายหลังร่วมหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.ว่า การคิดคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. หลักคิดของรัฐธรรมนูญมุ่งให้ทุกคะแนนมีความหมาย “วิธีการคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตารางการคิดไม่ได้เพิ่งมาคิด มีเสนอมาตั้งแต่ในชั้นของ กกต.ชุดที่แล้วมาที่ กรธ.และเสนอต่อไปยัง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.”

จากนั้น ศูนย์ปฏิบัติการด้านการข่าวของ กกต.ก็ได้มีการออกเอกสารชี้แจงถึงกรณีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่น้อยกว่า 25 พรรคการเมือง โดยใช้คะแนนรายเขตเลือกตั้งที่ กกต.ได้แถลงข่าว

เกี่ยวกับสูตรคำนวณนี้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ได้ออกมาแถลงที่ พรรคประชาธิปัตย์ ว่า สิ่งที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนด ไม่ได้มีปัญหา สามารถถอดค่าคำนวณได้ แต่สูตรต่างไปจากที่ กกต.ออกมาชี้แจงว่าจะมีพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 25 พรรคจะได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในขณะที่สูตรของตนมีเพียง 16 พรรค ส่วนอีก 58 พรรคเล็กที่ไม่ได้รับจัดสรรจะเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (5)

ขณะที่ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ได้ออกมาแสดงสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยยืนยันว่า หาก กกต.คำนวณปัดเศษไปให้พรรคที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ส.ส.พึงมี หรือพรรคที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ค่าเฉลี่ยกลาง 71,000 ต่อ ส.ส. 1 ที่นั่ง จะขัดรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.แน่นอน

ล่าสุด (11 เม.ย.) กกต.มีมติเอกฉันท์ ส่งเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตีความสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขอให้ชี้ขาดประเด็นจัดสรรคะแนนไปให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนเสียงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามคำขวัญของ กกต. ที่ว่า

สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และ ‘ชอบด้วยกฎหมาย’

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

Cold Pursuit

หนัง ปี 2019 ของ โมโน ฟิล์มส์ กำกับโดย ฮานส์ เพ็ตเตอร์ โมแลนด์ (Hans Petter Moland) นำแสดงโดย เลียม นีสัน (Liam Neeson) ทอม เบตแมน (Tom Bateman) ทอม แจ๊กสัน (Tom Jackson) ลอร่า เดิร์น (Laura Dern) จูเลีย โจนส์ (Julia Jones) หนังจัดอยู่ในประเภท Action/Crime/Drama/Thriller

เป็นเรื่องราวของ เนลส์ ค็อกซ์แมน (นีสัน) คนขับรถกวาดหิมะประจำเมือง คีโฮ เมืองสกีรีสอร์ตเล็กๆที่เงียบสงบของโคโลราโด ปีนั้นเขาเพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นพลเมืองดีเด่นแห่งปี ขณะที่ลูกชายวัย 21 ปี ได้ถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหด โดยน้ำมือของลูกสมุน ไวกิ้ง ( (เบตแมน) เจ้าพ่อค้ายาเสพติดผู้มีอิทธิพล

ไวท์ บูลล์ (แจ๊กสัน) ชนเผ่าอินเดียแดงที่คอยปกป้องครอบครัวและเขตแดนของของบรรพบุรุษ หัวหน้าแก๊งมาเฟีย ก็ได้ถูกไวกิ้งผลักดันให้ออกจากดินแดนของเขา ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นระหว่างกลุ่มของแก๊งทั้งสอง ขณะเดียวกัน ไวกิ้งก็มีปัญหากับ อาย่า (โจนส์) ภรรยาเก่าที่กำลังหย่าร้างกัน

เนลส์ในฐานะพ่อผู้ไม่มีอะไรจะเสีย ตัดสินใจตามล่ามาตรกรด้วยตัวเขาเอง จากคนธรรมดากลายเป็นนักฆ่าที่เหี้ยมโหด สังหารวายร้ายไปหลายคนทำให้เมืองที่เงียบสงบกลายเป็นเมืองที่ ‘เดือดระห่ำ’ จนกระทั่งรู้ถึงเบาะแสของผู้บงการ

หนังเรื่องนี้รีเมกมาจากหนังนอร์เวย์ เรื่อง In Order of Disappearance โดยผู้กำกับหนังต้นฉบับมากำกับให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย

เป็นหนังแอ็กชัน ในสไตล์ของ ‘เลียม นีสัน’ ที่ยังคงพอดูสนุกอีกเรื่องหนึ่ง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

7 วันสงกรานต์อันตราย

 

10 เม.ย.62 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2562 ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีมาตรการรณรงค์ดูแลประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มข้น ทั้งถนนสายหลัก สายรอง กำหนดพื้นที่ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง

สิ่งสำคัญคือ 1.ขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด 2.การดื่มสุราแล้วขับขี่ 3.การใช้ยาเสพติดขับขี่ ปีนี้ตำรวจจะทำสำนวนทั้ง 3 กรณีดังกล่าวให้แตกต่างจากการทำคดีปกติ ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มสุรา หรือใช้ยาเสพติดแล้วขับขี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต การทำสำนวนจะหนักกว่าเดิม มีโทษทางอาญาจำคุก

ขณะที่ โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทหารสูงสุด สั่งการให้ทุกหน่วยเน้นย้ำและปฏิบัติตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ให้บังคับใช้กฎหมายใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง ลงโทษสูงสุดกับการเมาแล้วขับ ขับรถเร็วและประมาทจนเกิดการเสียชีวิต โดยสั่งการให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ตั้งจุดบริการประชาชน จุดรับแจ้งเหตุบนถนน 39 จุด ในพื้นที่ 34 จังหวัดทั่วประเทศ

ด้านกองทัพบก รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พล.อ.อภิรัตน์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มอบหมายให้หน่วยทหารกองทัพบก อำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางในพื้นที่ต่างๆช่วงวันที่ 11-17 เม.ย. โดยจัดตั้งจุดบริการประชาชน 444 จุดทั่วประเทศ ตามเส้นทางคมนาคมที่มีการจราจรหนาแน่นและพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จัดสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายควบคู่กันไปด้วย

ยิ่งกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) และทักทายประชาชนที่มารอรถเดินทางกลับว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข คนขับต้องระมัดระวังให้มาก ถ้าเมา ง่วงให้จอดรถทันที ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก จะต้องติดคุก ไม่มีการเจรจาใช้หนี้ ขอเตือนไว้ก่อน

จากมาตรการรณรงค์บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งคำเตือนของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ก็น่าจะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า

สถิติอุบัติเหตุที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตทางถนนในปีนี้ น่าจะลดน้อยลง.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 4)  

 

5 เม.ย.62 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญ คือ

มาตรา 94 ข้าราชการตำรวจผู้ใดซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตาย มีกรณีถูกกล่าวหาเป็นหนังสือก่อนออกจากราชการว่า ขณะรับราชการได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใดอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าเป็นการกล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนหรือตรวจสอบตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ หรือเป็นการกล่าวหาของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาก่อนออกจากราชการว่า ในขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญา อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับราชการหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสืบสวนสอบสวนหรือพิจารณาดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้ เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่ผู้นั้นออกจากราชการ

กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกล่าวหา หรือฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาคดีอาญา หลังจากที่ข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการแล้ว ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณา ดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ต่อไปได้ เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ โดยต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ และต้องสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ สำหรับกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ตามมาตรา 87 วรรคสาม จะต้องสั่งลงโทษภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ

ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ หรือองค์กรพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยหรือองค์กรตรวจสอบรายงานการดำเนินการทางวินัยมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดหรือมีมติให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เพราะเหตุกระบวนการดำเนินการทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดหรือมีมติ แล้วแต่กรณี

การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ถ้าผลการสอบสวนพิจารณา ปรากฏว่า ผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ให้งดโทษ

มาตรา 94/1 ในกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ มีมติชี้มูลความผิดข้าราชการตำรวจผู้ใดซึ่งออกจากราชการแล้ว การดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ข้าราชการตำรวจผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี

พ.ร.บ.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป.

โพสท์ใน กฎหมาย | ใส่ความเห็น

รัฐบาลใหม่ต้อง ‘ไม่’ คอร์รัปชั่น

 

หลังจากการเลือกตั้ง นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง จุดยืนของ ส.อ.ท. ต่อรัฐบาลใหม่ว่า ต้องการรัฐบาลที่ไม่มีคอร์รัปชัน เน้นการบริหารที่โปร่งใส ทำงานร่วมกับภาคเอกชน มีนโยบายชัดเจนเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมได้

และที่สำคัญ อยากเห็นการปรับโครงสร้างระบบราชการ ด้วยการลดขนาดจำนวนข้าราชการลงให้เหลือ 60% เมื่อเทียบกับจำนวนข้าราชการในปัจจุบัน ภายใน 20 ปี ข้างหน้า ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานได้ และที่สำคัญก็คือต้องปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับภาคเอกชนเพื่อลดปัญหาคอร์รัปชัน

สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ส.อ.ท.ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นพรรคใดรวมกับพรรคใด ขอเพียงให้มีการยอมรับและไม่นำมาซึ่งการประท้วงจนเกิดความรุนแรงขึ้น เพราะหากเกิดขึ้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการลงทุน การท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศทันที อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลคือ เรื่องจิตวิทยาของคนไทยที่ต่างเชียร์พรรคของตัวเอง ซึ่งทำให้สังคมมีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่อยากให้เกิดขึ้น

“การจัดตั้งรัฐบาลไม่ควรทิ้งเวลาให้ล่าช้า เพราะถ้ายืดเยื้อออกไป ในที่สุดสังคมจะกดดันเอง หากการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนใหม่ที่อาจชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความชัดเจน แต่ในส่วนของการลงทุนที่ตัดสินใจแล้วจำเป็นจะต้องเดินตามแผนที่วางไว้ ส่วนการบริโภคอาจจะชะลอตัวบ้าง”

จุดยืนของ ส.อ.ท. ต่อรัฐบาลใหม่ดังกล่าวข้างต้น ที่ต้องการรัฐบาลที่ไม่มีคอร์รัปชัน เน้นการบริหารงานที่โปร่งใส และปรับโครงสร้างระบบราชการด้วยการลดจำนวนข้าราชการลงให้เหลือ 60% ก็ถือว่าเป็นการแสดงความต้องการของภาคเอกชนที่ต้องการรัฐบาลที่ไม่มีคอร์รัปชัน ดังเช่นรัฐบาลที่ผ่านๆมา และที่น่าสนใจมากก็คือ การลดขนาดของระบบราชการที่ใหญ่โต เทอะทะ อุ้ยอ้าย ไม่คล่องตัว ด้วยการลดจำนวนข้าราชการลงภายใน 20 ปี ซึ่งสามาถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ น่าจะช่วยลดภาระในเรื่องของงบประมาณและทำให้ระบบราชการมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดรวมกับพรรคใด ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายค้าน หรือเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ที่สำคัญที่สุดคือ

ควรเป็นรัฐบาลที่มี ธรรมาภิบาล โปร่งใส และ ไม่คอร์รัปชัน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ข้าราชการดีเด่น ประจำปี 2561

 

1 เม.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี วันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2562 และพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2561 จำนวน 619 คน ที่ห้องวายุภักดิ์ 2-4 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวให้โอวาทแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ในตอนหนึ่งว่า ข้าราชการในฐานะผู้กระทำกิจการและงานของพระราชา ถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์และมีเกียรติ เป็นกำลังสำคัญร่วมมือกับประชาชนพัฒนาประเทศ ข้าราชการทุกคนต้องฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนด้วย “วันนี้อาจมีคำพูดต่างๆให้ร้ายหรือไม่เข้าใจ ต้องน้อมรับไว้และหาวิธีแก้ปัญหาอย่างถูกต้องให้ประชาชนเข้าใจมากยิ่งขึ้น”

สำหรับความเป็นมาของการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริม และยกย่อง ข้าราชการและลูกจ้างประจำฝ่ายพลเรือนที่ประพฤติ ปฏิบัติงานเป็นแบบอย่างให้ข้าราชการอื่นได้ประพฤติและปฏิบัติตามและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านการดำรงตน ปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับกับบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในหน้าที่ราชการและสังคมกับการปฏิบัติงาน

โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามกฎหมาย คือ เป็นข้าราชการพลเรือนตามระเบียบข้าราชการพลเรือนและลูกจ้างประจำในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการครู และข้าราชการตำรวจ และมีระยะเวลาปฏิบัติงานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย เป็นผู้มีความประพฤติ ปฏิบัติตนชอบด้วยคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ เป็นผู้ได้รับการยอมรับ ยกย่องในสังคม ฯลฯ

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกจะประเมินผลจากการปฏิบัติราชการที่นำไปใช้เลื่อนขั้นเงินเดือน ผลงานดีเด่น สร้างสรรค์เป็นที่ยอมรับ ด้านครองตน ครองคน และครองงาน จากข้าราชการที่แต่ละแต่ละกรม กระทรวง และจังหวัดได้คัดเลือกมา

ข้าราชดีเด่นทั้ง 619 คนข้างต้น ก็ถือว่าเป็นข้าราชการผู้มีเกียรติที่สมควรได้รับเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูล แต่การยกย่องเกียรติคุณของหน่วยงานต้นสังกัดนั้น ไม่ทราบว่าได้มีการประกาศที่กระทรวง กรม และจังหวัด ให้ประชาชนได้รับทราบทั่วกันหรือไม่?

เพื่อเชิดชูข้าราชการดีเด่นที่ประพฤติ ปฏิบัติงานเป็นแบบอย่าง  ให้สังคมได้รับทราบด้วย.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง ‘62

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายวิรไทย สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา The Symbol of Your Vision จับชีพจรเศรษฐกิจโลก เจาะแนวโน้มเศรษฐกิจไทย จัดโดย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง คาดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 3.8% (จากที่คาดไว้ที่ 4%) ถือว่าสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ

ทั้งนี้สาเหตุมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผลกระทบจากสงครามการค้า แม้การส่งออกของไทยอาจชะลอตัว แต่การท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์ประท้วงหรือความรุนแรงทางการเมืองบนท้องถนน ด้านการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มการลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งจากนักลงทุนไทยและต่างประเทศ จึงเป็นแรงส่งให้ต่อจากนี้ไปให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ขณะที่ สถานการณ์ทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วแค่ไหน หากพิจารณาจากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองในช่วงหาเสียง เห็นว่าทุกพรรคไม่ว่าฝั่งใดจะมาเป็นรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้มีความต่อเนื่องทางนโยบายในระดับหนึ่ง ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) ก็มีการลงทุนต่อเนื่อง

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเหมือนเดิม หากมีความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ยังสามารถออกมาตรการเพิ่มออกมาได้ ส่วนนโยบายการเงินนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2562 มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ย  ซึ่งเป็นการตัดสินใจก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน เพื่อรอประเมินสถานการณ์ต่างๆ ทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ  โดยการพิจารณาให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ การขยายตัวทางเศรษฐกิจสอดคล้องศักยภาพ และเสถียรภาพระบบการเงินว่า มีความเสี่ยงและจุดเปราะบางหรือไม่”https://naughtee.net/celeb-nudes/ann-margret-in-carnal-knowledge-1974/.

เกี่ยวกับเงินเฟ้อ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน มี.ค. ว่า เท่ากับ 102.37 เพิ่มขึ้น 0.41% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 1.24% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.61 เป็นการสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ของปี 62 มีสาเหตุสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาอาหารสด ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5

สรุป เศรษฐกิจไทยนั้นยังคงดีอยู่ แต่ต้องอย่าให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเร็วจนเกินไปนัก.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น