วิกฤติ “อาหาร” เริ่มขึ้นแล้ว…!?

 

จากสถานการณ์สงคราม ยูเครน-รัสเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้การค้าขายระหว่างประเทศไม่สมดุล ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ประชาชนในแต่ละประเทศได้รับผลกระทบในเรื่องของค่าครองชีพกันถ้วนหน้า ล่าสุด หลายประเทศได้มีการประกาศห้ามส่งออกสินค้าในเรื่องของอาหารที่น่ากลัวว่าจะเป็นปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติกันขึ้น

เริ่มจากการคว่ำบาตรของฝ่ายพันธมิตรต่อรัสเซียด้วยมาตรการต่างๆ  ที่นำโดย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ สหภายยุโรป (อียู) ทำให้ รัสเซีย ประกาศตอบโต้ด้วยไม่ส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบให้กับประเทศที่ “ไม่เป็นมิตร” รวมทั้งยังห้ามส่งออกข้าวสาลี แป้งสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ เมล็ดทานตะวัน และอื่นๆอีกมากมายหลายรายการ ขณะที่ ยูเครน ก็ประกาศห้ามส่งออกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวฟ่าง และน้ำตาล

เซอร์เบีย ระงับส่งออกข้าวสาลี แป้งสาลี น้ำมัน คาซัคสถาน ระงับส่งออก ข้าวสาลี แป้งสาลี ตูนีเซีย ระงับส่งออกผักและผลไม้ แอลจีเรีย ระงับส่งออก ข้าวสาลี พาสต้า  น้ำมันพืช น้ำตาล คูเวต ห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่  ธัญพืช และน้ำมัน อิหร่าน ห้ามส่งออกมันฝรั่ง มะเขือม่วง  มะเขือเทศ อาร์เจนติน่า ห้ามส่งออกน้ำมันถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง ตุรกี ประกาศห้ามส่งออกเนื้อวัว แกะ แพะ เนย และน้ำมันประกอบอาหาร

ประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของเราอย่างเช่น มาเลเซีย ก็ได้มีการสั่งห้ามส่งออกเนื้อสัตว์ปีก อินโดนีเซีย สั่งห้ามการส่งออกน้ำมันปาล์ม ขณะที่ อินเดีย ประกาศห้ามส่งออกข้าวสาลี และจำกัดการส่งออกน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารที่ใช้บริโภคในประเทศ

การที่แต่ละประเทศประกาศห้ามส่งออกสินค้าประเภทอาหารและสินค้าเกษตรต่างๆกันเป็นจำนวนมากนั้น ทั้งนี้เพราะกังวลกันว่าสถานการณ์สงครามจะยึดเยื้อออกไปอีกนาน อาจส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารที่รุนแรงจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานที่สูงขึ้น

ประเทศไทยที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ครัวของโลก” อาจจะไม่ประสบกับปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนอาหารแต่ต้องพบกับปัญหาต้นทุนการผลิตอาหารที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารสัตว์ และ ปุ๋ยเคมี ที่เป็นต้นทุนสำคัญ เราต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศเกือบ 100% ทำให้สินค้าอาหารแพงขึ้นทั้งประเทศในรอบ 10-13 ปี

การที่ราคาสินค้าประเภทอาหารมีราคาแพงขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อ “ผู้ส่งออก” มากกว่า เพราะเมื่อโลกเกิดวิกฤติ “อาหาร” ก็สามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายได้มากขึ้น และขายในราคาที่สูงขึ้น

ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา “ประชาชน” เดือดร้อนกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *