“ไม่เลือกเราเขามาแน่” วาทกรรม “หลงยุค”

 

จากวาทกรรม แบ่งสีแบ่งข้าง “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต ได้ถูกนำมาใช้ปลุกกระแสอีกครั้งในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. เพราะนักการเมืองบางคน บางพรรค ไม่รู้จักวิธีหาเสียงว่าจะเรียกคะแนนนิยมให้กับตัวเองและพวกพ้องกันได้อย่างไร จึงหันไปใช้วาทกรรม “หลงยุค” ที่เคยเป็นสูตรสำเร็จของ วิชามารทางการเมือง มาใช้กันแบบดูถูกประชาชน

โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกมาประกาศตัวว่าสนับสนุน นายสกลธี ภัทธิยกุล ผู้สมัครอิสระ รวมทั้งประกาศให้เลือกข้างเทคะแนนให้กับผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นคนละขั้วกับ “ชัชชาติ” “เพื่อไทย” และ “ก้าวไกล” ไปให้กับคนที่มีแนวโน้มจะสูสีกับ “ชัชชาติ”  อย่างเช่น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่สำนักโพลต่างๆ เปิดเผยผลการสำรวจว่าอยู่ในลำดับที่ 2-3 มาโดยตลอด

วาทกรรมดังกล่าวได้ส่งผลให้กับคนบางกลุ่มเช่นกัน  คือไปลงคะแนนให้ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครในนามของ พรรคก้าวไกล (กก.) มาเป็นอันดับ 3 นายสกลธี เป็นอันดับ 4 และ พล.ต.อ.อัศวิน ตกไปเป็นอันดับ 5 ขณะที่ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ก็ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย ได้ไป 20 เขต พรรคก้าวไกล 14 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 9 เขต กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 3 เขต พรรคไทยสร้างไทย 2 เขต และ พรรคพลังประชารัฐ 2 เขต

จากผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในครั้งนี้ น่าจะแสดงให้เห็นว่า ประชาชนเลือกตั้งกันด้วยเหตุด้วยผล ที่ต้องการคนที่ตั้งใจทำงานจริงจังให้กับท้องถิ่นหรือชุมชนของตัวเอง มากกว่าการใช้อารมณ์ในการเลือกตั้งแบบ “แบ่งสีแบ่งข้าง” ดังเช่นที่ผ่านๆมา การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า

ประชาชนต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนา กทม.ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน การเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *