“บำนาญประชาชน”

 

1 ต.ค.64 สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ประกาศให้เป็น วันผู้สูงอายุสากล ให้กับผู้ที่เป็นต้นแบบสำคัญของสังคมโลก ขณะที่ ประเทศไทยของเรารัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าตามอัตภาพ ด้วยการจ่าย “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” แบบขั้นบันได ในอัตรา  600-1,000 บาท/เดือน

ประเทศไทยของเรานั้นเป็น รัฐข้าราชการ ตามที่นักการเมืองและประชาชนได้พูดกัน เพราะเรามีข้าราชการเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเรามีข้าราชการเกษียณอายุ 700,000 คนได้รับเงินบำนาญรวมกว่า 400,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้สูงอายุประมาณ 10 ล้านคน ได้เงินเพียง 70,000 ล้านบาท เท่านั้น “ข้าราชการ” จึงกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ได้รับเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุมากกว่า “ผู้สูงอายุ” ทั่วไป

ข้าราชการที่เกษียณอายุ รับบำนาญตามสัดส่วนของเงินเดือน ตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท/เดือน อีกทั้งยังมีการรับเงิน บำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่าของเงินเดือน รับครั้งที่ 1 เมื่อเกษียณอายุ รับครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 65 ปี รับครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 70 ปี และมี บำเหน็จตกทอด ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินได้อีก ข้าราชการผู้น้อยที่ได้เงินบำนาญน้อยที่ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือนจึงได้มีการเรียกร้องให้เพิ่มเงินบำนาญเพื่อที่จะได้บำเหน็จดำรงชีพเพิ่มขึ้น

การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในอัตรา 600-1,000 บาท/เดือน นั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบำนาญของข้าราชการ การจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจึงควรเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอ ด้วยรัฐมีหน้าที่ต้องจัดสวัสดิการให้กับประชาชนจึงควรที่จะเกลี่ยให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้นตามมาตรฐานขั้นต่ำของการดำรงชีพ

ด้วยการจัดสรรเป็นบำนาญถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีหลักพิงประทังชีวิต.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน สังคม คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *