“รัฐบาล” ขยายเพดาน “หนี้สาธารณะ” เป็น 70%

 

จากกรณีที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วน หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 60% เป็นต้องไม่เกิน  70% เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาลและไม่เป็นอุปสรรค หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยที่ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เป็นไปตาม มาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561

โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวชี้แจงว่า รัฐบาลต้องขยายเพดานก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 10% เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมรวม 2 ฉบับ วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท หากไม่ขยายเพดานเป็น 70%ต่อจีดีพี โครงการที่รอดำเนินการอยู่ทั้งของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการได้ลำบาก

พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ที่กำหนดกรอบเพดานการกู้เงินไม่ให้เกิน 60% นี้ ได้ประกาศใช้บังคับในสมัยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอ้างว่าเพื่อยกระดับการวินัยการเงินการคลังให้แข็งแกร่ง จึงต้องกำหนดกรอบเพดานการกู้เงินไม่ให้เกิน 60%ของ จีดีพี เพื่อป้องกันไม่ให้ “รัฐบาลในอนาคต” กู้เงินเกินเพดาน

วิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 40 หนี้สาธารณะของไทย ไม่เคยเกิน 60% โดยปี 42 อยู่ที่ 59.22% ต่อจีดีพี จากนั้นก็ลดลงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ วิกฤติ “โควิด-19” กู้เงินไป 1.5 ล้านล้านบาทแล้ว  หนี้สาธารณะล่าสุดอยู่ที่ 58%

สัดส่วน “หนี้ครัวเรือน” ของคนไทยยังสูงถึงกว่า 90% ได้ ทำไมหนี้ “หนี้สาธารณะ” ของรัฐบาล ถึงจะสูงถึง 70%ไม่ได้?.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน การเมือง, เศรษฐกิจ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *