การเมืองไทย: เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์

 

หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ของคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ประเทศไทยมีการรัฐประหารยึดอำนาจกันมากถึง 24 ครั้ง ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวเป็น “กบฏ” ซึ่งมีความผิดร้ายแรงโทษถึง “ประหารชีวิต”

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็เพราะต้องการยึดอำนาจจากรัฐบาล ทั้งรัฐบาลที่มาจากกองทัพและรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง จากการโจมตีเรื่องของการใช้อำนาจในทางทุจริต แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งนักการเมืองก็ขาดคุณภาพในการปฏิบัติหน้าที่ บางส่วนก็สนับสนุนให้มีการรัฐประหาร สร้างความขัดแย้ง ตามด้วยการชุมนุมประท้วงสร้างเงื่อนไขให้มีการรัฐประหาร

การรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดก็คือ การยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในขณะที่เข้าร่วมประชุม สมัชชาสหประชาชาติ ที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นการรัฐประหารที่เหนือความคาดหมาย เพราะได้รับการแต่งตั้งจากทักษิณให้ ผบ.ทบ.ด้วยตัวเอง ขณะที่สถานการณ์ของประเทศที่กำลังพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี

ตามด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ระดมประชาชนออกมาชุมนุมประท้วง มีการยึดสถานที่ราชการรวมทั้งทำเนียบรัฐบาล สร้างความวุ่นวาย จนเกิดการรัฐประหาร ด้วยความสงสัยจากประชาชนว่ามีประโยชน์จากการรัฐประหารกันบ้างหรือไม่

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็เนื่องจาก “เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์” ด้วยปฏิบัติการไอโอสร้างความขัดแย้ง สร้างสถานการณ์ที่รุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง สื่อในปัจจุบันก็การแบ่งสีแบ่งข้าง บ้างก็รับจ้างโจมตีฝ่ายตรงกันข้าม ในประเด็นของการรักชาติกับชังชาติ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับชนในชาติ

การเมืองไทยน่าจะอยู่ในวังวนของ “วงจรอุบาทว์” ที่มีประชาธิปไตยสลับเผด็จการ กันไปอีกนาน

ตราบใดที่ “นักการเมืองไทย” และ “สังคมไทย” ยังไม่เป็น “สังคมอุดมปัญญา”.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน การเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *