เกี่ยวกับ “พ.ร.บ. e-Service”

 

เมื่อเร็วๆนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึง การจัดเก็บภาษี e-Service ว่า เป็นเรื่องจำเป็นเพราะเป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ประกอบการไทยซึ่งมีภาระภาษีและยังต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่กำลังมาแรงทางด้านเทคโนโลยี โดยไทยเป็นอันดับ 4 ในอาเซียน ภายหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

“กรมสรรพากรใช้เวลา 2 ปีครึ่ง กว่าจะจะทำคลอดกฎหมายได้สำเร็จ ที่ผ่านมาติดขัดทุกขั้นตอน ทั้งที่ประเทศไทยริเริ่มการจัดเก็บภาษีก่อนหลายประเทศที่บังคับใช้ไปแล้ว โชคดีที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จ” ดร.เอกนิติกล่าว

กรมสรรพากรได้มีการจัดแบ่งหมวดหมู่ของธุรกิจที่เข้าข่ายต้องเสียภาษี e-Service เป็น 5 กลุ่ม คือ 1.ธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ช ที่เปิดให้ซื้อขายผ่านออนไลน์ ได้แก่ อเมซอน อีเบย์ ขณะที่ มาเกตเพลส เช่น ลาซาด้า ช้อปปี้ ซึ่งอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน ไม่เข้าข่ายเพราะมีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย

2.ธุรกิจที่มีรายได้จากค่าโฆษณา เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ กูเกิ้ล ซึ่งโครงสร้างรายได้หลักมาจากการขายโฆษณาบนแพลตฟอร์ม รับชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิตไปยังประเทศปลายทาง ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีใดๆได้เลย 3.ธุรกิจตัวกลางที่เป็นเอเย่นต์จำหน่ายสินค้าและบริการ ส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยว เช่น บุ๊กกิ้งดอทคอม อะโกด้า 4.ธุรกิจตัวกลาง หรือ P2P อาทิ บริการเรียกแท็กซี่ ฟู้ดดีลิเวอรี เช่น แกร้บ แอร์บีเอ็นบี ธุรกิจพวกนี้ มีการเก็บค่า GP หรือค่าวางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม และ 5.ธุรกิจที่มีรายได้จากระบบสมาชิก เช่น บริการดูหนังฟังเพลง และคอนเสิร์ตออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ สปอร์ติฟาย แอปเปิ้ลเพลย์

โดยธุรกิจ 5 หมวดข้างต้น จะเข้าข่ายเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. e-Service หากไม่มีการจดทะเบียนตั้งธุรกิจในประเทศไทย หลังวันที่ 4 ก.ย.64 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการทั้งหลายที่อยู่ใน 5 กลุ่มนี้

จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน กฎหมาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *