ปัญหาเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์?

 

จากกรณีตัวแทนลิขสิทธิ์ล่อซื้อกระทงติดรูปการ์ตูนดังของญี่ปุ่น จากเด็กหญิง อายุ 15 ปี ที่ จ.นครราชสีมา จนถูกจับและนำตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.เมืองนครราชสีมา โดยตัวแทนลิขสิทธิ์ 4-5 คนได้พูดจาข่มขู่ให้เซ็นรับสารภาพและโทรศัพท์ให้แม่นำเงินมาเสียค่าปรับ 50,000-400,000 บาท หลังเจรจาตัวแทนลิขสิทธิ์ลดให้เหลือ 10,000 บาท และสุดท้ายเป็นเงิน 5,000 บาท

หลังจากปรากฏเป็นข่าว ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมากว่า ตัวแทนลิขสิทธิ์ไม่ควรหากินกับเด็กแบบนี้ หลังจากมีคำแนะนำทางกฎหมายจากหลายๆฝ่าย ผู้ปกครองของเด็กหญิงดังกล่าว ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ดำเนินคดีกับตัวแทนบริษัทลิขสิทธิ์ ในข้อหากรรโชกทรัพย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียหายที่ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ล่อซื้อและถูกเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ 10,000-30,000 บาท อีก 22 ราย นำหลักฐานเข้าแจ้งความเอาผิดกับตัวแทนบริษัทลิขสิทธิ์ดังกล่าวด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า คดีลิขสิทธิ์มีปัญหามาก โดยเฉพาะพวกที่เรียกกันว่า ตีกิน คือ แกล้งจับแล้วเรียกร้องเอาทรัพย์สินเพื่อแลกกับการให้ปล่อยตัว ผู้กระทำคือคนที่ไม่สุจริตเรียกกันว่า พวกนักบิน เมื่อตัวแทนไปพบตำรวจเพื่อพาไปจับ เป็นหน้าที่ของตำรวจในประการแรกต้องตรวจสอบว่าใบมอบอำนาจแต่งตั้งถูกต้องหรือไม่ ถ้ารู้ว่าปลอมหรือหมดอายุแล้วยังไปจับกุม อาจมีความผิดฐานกลั่นแกล้งจับกุมบุคคลให้รับโทษทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ต้องดูว่า เป็นการล่อซื้อหรือล่อให้กระทำความผิด เพราะ 2 อย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าล่อซื้อคือ เขาทำอยู่แล้วไปล่อซื้อเพื่อหาพยานหลักฐานให้ชัดเจนขึ้น แต่ถ้าล่อให้กระทำผิดนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่ได้ทำอยู่แล้ว เรื่องนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงแล้วว่า คดีนี้เข้าข่ายกรรโชกทรัพย์ รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้เกิดความชัดเจน และถ้าเจ้าหน้าที่ทำผิดต้องถูกลงโทษด้วย ส่วนเด็กต้องให้ความรู้เพื่อป้องกันการถูกหลอก

ประเทศของเรามีการออกกฎหมายมาบังคับใช้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งก็มีเป็นจำนวนมากอีกเช่นกันที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง และ/หรือ พวกพ้อง กรณีเช่นนี้ ถ้าใครทำผิดจำเป็นต้องลงโทษอย่างจริงจังและเด็ดขาด

เพื่อป้องกันไม่ให้ “คนสุจริต” ต้องเดือดร้อนจาก “คนที่ไม่สุจริต” ทั้งหลาย.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน กฎหมาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *