พายุโซนร้อน “โพดุล” และ “คาจิกิ” ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง

 

4 ก.ย.62 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงพายุโซนร้อน “โพดุล” ที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.62 และ พายุ “คาจิกิ” ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณทะเลจีนใต้ ได้อ่อนกำลังเป็นพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ส่งผลให้ประเทศไทยด้านตะวันออกของอีสาน และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องของพายุทั้ง 2 ลูกดังกล่าว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 12 แห่ง ที่มีน้ำน้อยกว่า 30% มีแนวโน้มพ้นวิกฤติในเร็วๆนี้ อาทิ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นต้น หลังจากที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้พ้นวิกฤติน้ำน้อยไปแล้ว

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย.) สทนช. คาดการณ์ไว้ว่า ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-7 ก.ย. 62 จะมีน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นภาคเหนือ 1,890 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,760 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 220 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 1,800 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 200 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 270 ล้าน ลบ.ม. จากสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศปัจจุบัน พบว่า มีปริมาณรวมอยู่ที่ 47,486 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 58%

จากข้อมูลของ สทนช.ถึงปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเพิ่มขึ้น กว่า 7,000 ล้าน ลบ.ม. ข้างต้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งของประเทศที่เกิดขึ้นแล้วยังจะช่วยเก็บกักน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าได้เป็นอย่างดี

แต่จากผลกระทบของพายุที่ทำให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทางการเกษตรบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำเสียหายเป็นบริเวณกว้างนั้น

เราจะเก็บกัก “มวลน้ำจำนวนมหาศาล” เอาไปใช้ประโยชน์กันได้อย่างไร?

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสาร คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *