แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล?

 

หลังจากการเลือกตั้ง (24 มี.ค.62) จนกระทั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ส.ส.เขต จำนวน 349 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คน (รวม 498 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน) ก็ได้มีการจับขั้วเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เริ่มต้นด้วย ขั้วพรรคเพื่อไทย ขั้วพรรคพลังประชารัฐ และตามมาด้วยขั้วพรรคขนาดกลางที่มีกระแสว่าเป็นทางเลือกใหม่

พรรคเพื่อไทย (พท.)ประกาศรวมเสียง 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเพื่อชาติ และ พรรคพลังปวงชนชาวไทย ร่วมลงสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาลเป็นขั้วแรก ด้วยคะแนนเสียงของตัวเลข 255 เสียง และลดลงมาเหลือเพียง 245 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ประกาศถึงการจัดตั้งรัฐบาล โดยกล่าวว่าสามารถรวมเสียงจากพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว (12 พรรค) ได้ ส.ส. เกิน 150 เสียง และยังต้องรอ พรรคภูมิใจไทย ที่มี 51 เสียง และ พรรคประชาธิปัตย์ 52 เสียง รวมเป็น 253 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภา

ขณะที่ ทั้ง 2 ขั้ว แย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาลอยู่นั้น ล่าสุดก็ได้มีกระแสข่าว ขั้วการเมืองที่ 3 ขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา (รวมกับ พรรคเพื่อไทย และ พรรคอนาคตใหม่) เป็นทางสายกลาง โดยไม่ขัดแย้งกับใคร แต่ทางเลือกนี้น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าขั้วหนึ่งขั้วใดของทั้ง 2 ขั้ว จัดตั้งรัฐบาลได้

ขั้วของ พรรครวมพลังประชารัฐ ดูเหมือนจะมีความมั่นใจในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่าขั้วอื่น หลังจากที่ พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วม มีตัวเลข ส.ส.ไม่ครบ 250 เสียง แกนนำของพรรคจึงได้ประกาศว่า เป็นความชอบธรรมของ พปชร.ที่จะจัดตั้งรัฐบาล

จากกติกาของ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ (’60) ที่บัญญัติให้มีระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อป้องกันไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากในสภา เลยทำให้เกิดปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล คือ ไม่ว่าขั้วไหนจะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็มีเสียงสนับสนุนที่ปริ่มน้ำ ส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่มั่นคง

ขั้วไหนจะจัดตั้งรัฐบาลได้ เราก็คงจะต้อง “รอและติดตามดู” กันต่อไป.

ข้อความนี้ถูกเขียนใน การเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *