‘เลื่อนวันออกลอตเตอรี่’ ผลประโยชน์ของใคร?

 

25 มี.ค.63 คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) มีมติเลื่อนการออกรางวัลลอตเตอรี่งวดวันที่ 1 เม.ย. ไปเป็นวันที่ 2 พ.ค.63 เนื่องจากมีผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนหนึ่งออกมาเรียกร้องให้สำนักงานสลากฯ เลื่อนออกไป อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยและคนพิการไม่สามารถออกไปจำหน่ายสลากได้เหมือนปกติ

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานบอร์ด ได้เปิดเผยถึงมติการเลื่อนการออกรางวัลออกไป ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า เป็นการช่วยยี่ปั๊วใหญ่ที่ขาดทุนเพราะขายลอตเตอรี่ไม่หมดนั้น มองว่าไม่ได้อุ้มใคร แต่ที่บอร์ดกองสลากฯตัดสินใจลักษณะนี้เพราะเห็นว่า ผู้ค้าต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ หากปล่อยไว้งวดถัดไปอาจจะไม่มีผู้ค้ามาซื้อกับสำนักงานสลากฯ

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกบอร์ดกองสลากฯ เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตเป็นการช่วยเหลือยี่ปั๊วรายใหญ่เพื่อไม่ให้ขาดทุน 4,000 ล้านบาท ว่า การเลื่อนออกรางวัลครั้งนี้ บอร์ดคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มผู้ค้ารายใดจะขาดทุนหรือไม่

ขณะที่ นายอุเทน ชาติภิญโญ เลขานุการ คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร กล่าวขอถามนายพชร ว่า ช่วงขายดี ผู้ค้าส่วนใหญ่ขายขูดรีดขูดเนื้อ โดยกองสลากทำอะไรไม่ได้ พอเกิดวิกฤตขายไม่ได้ ทำไมกองสลากเพิ่งคิดได้ เมื่อคิดช้าควรให้ออกสลากงวดวันที่ 1 เม.ย.ไปก่อน และประกาศล่วงหน้าว่างวดต่อไปจะเลื่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนซื้อมาแล้วค่อยประกาศ แบบนี้มันไม่ยุติธรรม

“ส่วนกรณีการเยียวยาผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกจำหน่าย 2 งวด เดือนละ 5,000 บาทนั้น กองสลากฯไปคิดแทนคนขาย ยี่ปั๊ว ทำไม ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ทำกำไรไปเยอะมาก” นายอุเทนกล่าว

การเลื่อนการออกรางวัลลอตเตอรี่ออกไปนี้ บอร์ดกองสลากฯคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก หรือว่า

เป็นการช่วยเหลือ “ยี่ปั๊ว” และผู้ค้ารายใหญ่ที่กักตุนสลากฯกันแน่.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 

25 มี.ค.63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

เพื่อควบคุมสถานการณ์ระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถหยุดการแพร่ระบาดพร้อมกับลดผลกระทบทางเศรษฐกิจกับพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้ ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 เป็นต้นไป และจะยกระดับ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้เป็นหน่วยงานพิเศษ ตาม มาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก. เพื่อบูรณาการทุกส่วนราชการ สั่งการทุกส่วนราชการได้อย่างมีเอกภาพรวดเร็ว

พร้อมนี้ กำหนดให้ ปลัดกระทรวงวาธารณสุข เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขด้านสาธารณสุข  ปลัดกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบสั่งการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่า กทม. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบด้านการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบด้านการต่างประเทศ และการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับผิดชอบด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ รวมทั้งมีทีมงานจากทุกภาคส่วนเป็นคณะที่ปรึกษา โดยจะร่วมประชุมร่วมกันทุกวัน

การประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นี้ ก็น่าจะช่วยทำให้

 เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น.

โพสท์ใน กฎหมาย | ใส่ความเห็น

“หน้ากากอนามัย” หายไปไหน?

 

24 มี.ค.63 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. แจ้งความเอาผิด นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือเสี่ยบอย เกี่ยวกับการโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียขายหน้ากากอนามัย ให้ดำเนินคดีกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย ที่ทำให้สินค้าขาดตลาด และความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

โดยเชื่อว่ามีกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับนายบอย เนื่องจากพบหลักฐานว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยติดต่อซื้อขายหน้ากากอนามัยจากโรงงานที่ผลิตส่งขายให้กับรัฐบาล มีหลักฐานการซื้อขายและจ่ายส่วนแบ่งค่านายหน้า 4 แสนบาทให้กับนายบอย

นอกจากนี้ ยังได้นำบัญชีโรงงานผลิตและบริษัทนำเข้าหน้ากากอนามัยและวัตถุดิบทั่วประเทศ กว่า 1,000 บริษัท มอบให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อสืบสวนจับกุมบริษัทที่ฝ่าฝืนลักลอบส่งออก พร้อมเปิดเผยถึงบริษัทที่ลักลอบผลิตจำหน่ายทางออนไลน์จำนวนมาก แจ้งยอดการผลิตไม่ตรงกับความจริง เช่น แจ้งยอดผลิตได้ 200,00 ชิ้น/วัน แต่ความจริงผลิตได้ 500,000 ชิ้น/วัน เป็นต้น

ขบวนการนี้มีกลุ่มข้าราชการกรมการค้าภายใน 3-4 ราย กลุ่มการเมืองและกลุ่มทหารเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย “กลุ่มนักการเมืองเป็นกลุ่มที่เคยพูดมาก่อน อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ หลักฐานต่างๆเริ่มปรากฏขึ้นเรื่อยๆ โรงงานที่จับได้เป็นหนึ่งใน 11 บริษัทที่เอามาขาย” นายอัจฉริยะกล่าว

ปัญหาการกักตุนหน้ากากอนามัยแล้วลักลอบนำไปจำหน่ายทางออนไลน์และตลาดมืด ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อมาใช้ตามมาตรการด้านเวชภัณฑ์ป้องกันของรัฐบาลได้ ผู้ที่กักตุนหน้ากากอนามัยที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนนั้น

รัฐบาลต้องรีบดำเนินการจับกุมตัวมาลงโทษให้ได้.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

ขอเลื่อนวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล?

 

23 มี.ค.63 ผู้ค้าสลากรายย่อยและกลุ่มคนพิการ นำโดย นายอำนวย กลิ่นอยู่ นายกสมาพันธ์สมาคมพิการผู้ค้าสลากแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง อ้างได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19

โดยระบุว่า เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 จำนวน 22 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.-12 เม.ย.63 เช่นการสั่งปิดห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง ตลาดนัด หรือวัด ส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยและคนพิการไม่สามารถออกไปจำหน่ายสลากได้เหมือนปกติ

ดังนั้นจึงอยากให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เลื่อนวันออกสลาก ประจำงวดวันที่ 1 เม.ย.63 ออกไปก่อน โดยเปลี่ยนวันออกสลากเป็นวันที่ 2 พ.ค.63 แทน เพื่อให้ผู้ค้าสลากมีเวลาในการขายสลากมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือให้ผู้ค้าสลาก ทั้งกลุ่มคนพิการ และบุคคลธรรมดา ไม่ตกอยู่ในสภาพมีหนี้สินหรือขาดทุน เนื่องจากมีสลากเป็นจำนวนมากเพราะคนไม่ออกมาซื้อ และคาดว่างวดนี้จะขายได้เพียง 10% ของสลากเท่านั้น

เรื่องของการขอเลื่อนวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาลออกไปนี้ ผู้ค้ารายย่อยทั่วไปกล่าวว่า เรื่องการขายสลากนั้นเป็นไปตามปกติเพราะซื้อมาไม่มาก ขณะที่ผู้ซื้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายความหวังของผู้ซื้อที่จะลุ้นรางวัลต่างๆให้สลายลงไป และที่ผ่านๆมานั้น

ผู้ค้าได้ “กำไร” จากการขายสลากกินแบ่ง “เกินราคา” กันทุกแผง.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

มาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ โควิด-19

 

17 มี.ค.63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลง มาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดชื้อโควิด-19 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 19.00 น.

มาตรการที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบและพิจารณาดำเนินการในด้านต่างๆ 6 ด้าน ได้แก่

1.ด้านสาธารณสุข ให้มีการป้องกันและสกัดกั้นชาวต่างชาติที่เดินทางจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่เขตติดต่ออันตราย จำนวน 4 ประเทศ และเขตปกครองพิเศษ รวมถึงประเทศที่มีการระบาดต่อเนื่อง โดยขาเข้าต้องมีใบรับรองแพทย์อายุไม่เกิน 3 วัน, ต้องมีประกันสุขภาพ,ยินยอมใช้ Application ติดตามของรัฐ มาตรการนี้ใช้กับการเข้าเมืองในทุกช่องทาง

2.ด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน ให้มีการเร่งผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากากทางเลือก เจล และแอลกอฮอล์เพิ่มเติม ผลิตมากขึ้น เพื่อแจกจ่ายในสถานที่ร้านค้า ปั๊มน้ำมัน บางจาก และ ปตท. ขอให้ติดตามต่อไปว่าจะได้รับเมื่อไรอย่างไร ทั้งนี้จะส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าเมื่อเดินทางเข้าสถานที่ชุมชุมหรือชุมชน

3.ด้านข้อมูล ชี้แจง และการรับเรื่องร้องเรียน ข้อมูลหลักๆของรัฐบาลมาจาก 2 แหล่ง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข จะแถลงเฉพาะด้าน ข้อมูลทางการแพทย์ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อร้ายแรง กับ ศูนย์ข้อมูล โควิด-19 จะแถลงภาพรวมในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง

4.ด้านต่างประเทศ ให้มีการจัดตั้งทีมงานเพื่อดูแลคนไทยในต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จาก ทีมไทยแลนด์ ในต่างประเทศ ในประเทศให้นำผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาชน เข้ามาหารือ เพราะมีหลายส่วนมีคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ และมีหลายอย่างที่รับผลกระทบด้วย

5.ด้านมาตรการป้องกัน จะต้องลดโอกาสการแพร่กระจายของโรคในสถานที่ต่างๆที่มีความเสี่ยงสูง ปิดสถานที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มขึ้น งดจัดงานกิจกรรมรวมคนจำนวนมาก สถานที่ประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก งดวันหยุดสงกรานต์ออกไปก่อน งดกิจกรรมเคลื่อนย้ายคนเป็นจำนวนมาก เป็นต้น

6.ด้านมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาหามาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ในกรณีที่ต้อง Lay off  ลูกจ้าง กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ รับฟังข้อร้องเรียน ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น

มาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ โควิด-19 ของรัฐบาล ทั้ง 6 ประการข้างต้น ก็ถือว่าครอบคลุมในทุกๆด้าน สำหรับมาตรการที่ 2 ด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน นั้น รู้สึกว่าจะมีปัญหาในเรื่องของ การผลิต และจำหน่าย ให้กับประชาชน ซึ่งประชาชนทั้งหลาย ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง แต่

ทำไมถึงหาซื้อ “หน้ากากอนามัย”  ตามร้านค้าที่ประกาศ “ไม่ได้” ก็ไม่รู้?

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

ผลกระทบจากเชื้อ “โควิด-19”

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.อยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งกรณีเลวร้ายสุดคือ การเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้คนตกงานทันที 1 ล้านคน

ทาง ส.อ.ท.จึงขอเสนอแนวทางให้รัฐบาล จัดตั้งกองทุนรับมือสถานการณ์ โควิด-19 วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริการและค้าปลีก

ขณะนี้หลายบริษัทและหน่วยงานต่างๆได้ปรับตัวค่อนข้างมากเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ โควิด-19 ที่อาจรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง เช่นให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน บางกลุ่มให้พนักงานลางานโดยไม่รับเงินเดือน หรือยังคงทำงานอยู่แต่ปรับลดเงินเดือน หรือกรณีเลวร้ายสุดคือเลิกจ้าง

ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หากรัฐบาลประกาศปิดประเทศเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น คากว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายเดือนละ 240,000 ล้านบาท หรือวันละ 8,000 ล้านบาท

แบ่งเป็นความเสียหายจากนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเข้ามาในไทยได้เดือนละ 180,000 ล้านบาท หรือวันละ 2,000 ล้านบาท แต่การจะปิดประเทศหรือไม่อยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล และต้องให้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนมากกว่าเศรษฐกิจ

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญการแก้ปัญหา  โควิด-19 เป็นอันดับแรก แต่สิ่งสำคัญในขณะนี้คือสังคมตื่นตระหนก แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่น

เรามาให้ร่วมมือ “รัฐบาล” ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โควิด-19  กันเถอะ.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

“ประชาชนโง่…”

 

จากกรณี นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด” พร้อมทั้งข้อความตอนหนึ่งว่า เห็นป้าย “ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด” แล้วคันหัวใจ ขอล่อเป้าให้เด็กๆรุมด่าสักทีเถอะ

“…เรื่องระบาดของโควิด-19 ยังไม่เห็นเลยว่าส่วนไหนที่เป็นความโง่ของรัฐบาลที่ทำให้เกิดขึ้น ที่เห็นๆมานั้น เป็นความโง่ของประชาชนล้วนๆ…” ซึ่งหลังจากการโพสต์ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและต่อว่ากันเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับข้อความดังกล่าว ทำให้ นายศาสตรา ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้เขียนด้วยตัวเอง เพียงแค่คัดลอกข้อความและนำมาแชร์อีกต่อหนึ่ง ยืนยันว่าไม่ต้องการที่จะสร้างความแตกแยก “ผมขอกราบขอโทษประชาชนทุกคนที่ทำให้ไม่สบายใจ สิ่งที่แชร์เป็นมุมมองของคนคนหนึ่ง ขอน้อมรับสิ่งที่ได้ทำลงไป…” นายศาสตรากล่าว

ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการไต่สวนและลงโทษนายศาสตรา กรณีแชร์ข้อความเชิงดูถูกว่าประชาชนโง่ แม้จะอ้างว่าแชร์แต่ก็เป็นเจตนาที่สะท้อนตัวตนและพฤติกรรม เข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของ ส.ส.

การกล่าวหาประชาชนว่าโง่ นั้น อาจถือว่าเรื่องปกติของนักการเมืองไทย ที่มีการพูดถึงเรื่องของการซื้อสิทธิ -ขายเสียงในการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าหากนักการเมืองมีเงินซื้อเสียง ประชาชนก็พร้อมที่จะขายเสียงให้ด้วยเช่นกัน คำพูดที่ว่า “ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด” จะฝ่าฝืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และจริยธรรมของ ส.ส.หรือไม่

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ครช.” เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60

 

13 มี.ค.63 คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) และเครือข่าย People Go Network รวมถึงเครือข่ายนิสิต นักศึกษาจากหลายสถาบัน ได้รวมตัวกันเดินเท้าไปยังรัฐสภา ย่านเกียกกาย โดยตัวแทน ครช.ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

คำแถลงการณ์ข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีดังนี้ 1.ให้ตรา พ.ร.บ.การรับฟังความเห็นประชาชนว่าสมควรจะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่? ขอให้ ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ทันทีที่เปิดประชุมฯสมัยหน้า 2.ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสำคัญดังนี้

2.1ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง 2.2 ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เรื่องหลักเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.3ให้เขียนในบทเฉพาะกาลของร่างแก้ไขเพิ่มเติมว่า ให้นำรัฐธรรมนูญปี 2560 มาใช้ และจัดการเลือกตั้งและให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.หลังจาก ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้จัดทำประชามติว่าประชาชนเห็นชอบหรือไม่ หากเห็นชอบก็ให้ประกาศใช้ต่อไป

หลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญของ ครช. นี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้นำคณะ กมธ.ฯมารอต้อนรับ พร้อมรับหนังสือข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า เป็นฉบับสืบทอดอำนาจของ คสช. จากวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย ที่เริ่มจาก การรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ แล้วก็เริ่มวงจรใหม่

ความต้องการในการแก้ไขรัฐธรรมจึงเป็นประเด็นทางการเมืองที่ต้องเกิดขึ้นทุกครั้ง การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรที่จะร่างให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยการให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของ “คณะใด” โดยเฉพาะ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

The Gentlemen

หนัง ปี 2019 ของ มิราแมกซ์ เขียนบท/กำกับโดย กาย ริตชี่ นำแสดงโดย แมตธิว แมคคอนาเฮย์ชาร์ลี ฮันแนม, มิเชลล์ ด็อกเคอรีย์ , โคลิน ฟาร์เรลล์ , ฮิวจ์ แกรนต์, เจเรมี่ สตรอง, เจสัน หว่อง หนังจัดอยู่ในประเภท แอ็กชัน/อาชญากรรม

เป็นเรื่องราวของ เฟลตเชอร์ (แกรนต์) นักสืบเอกชนผู้ที่รู้เรื่องราวของของ มิกกี้ เพียร์สัน (แมคคอนาเฮย์) เจ้าพ่อกัญชาผู้ทรงอิทธิพลของเกาะอังกฤษที่คิดจะวางมือ โดยมี โรซาลินด์ เพียร์สัน (ด็อกเคอรีย์) ภรรยาสาวเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง

เฟลตเชอร์ ได้แอบเข้าไปในบ้านของ เรย์มอนด์ (ฮันแนม) ซึ่งเป็นมือขวาของมิกกี้ โดยได้นำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนำมาเขียนเป็นบทร่างของภาพยนตร์เอามาให้เรย์รู้ถึงเรื่องราวต่างๆที่เขาได้รู้มาด้วยข้อเสนอเป็นเงินจำนวนหนึ่ง

เรื่องราวต่างๆเริ่มซับซ้อนขึ้นจากการที่มิกกี้คิดจะขายกิจการให้กับมาเฟียใหญ่  เมื่อแก๊งสเตอร์มีชื่อว่าทอดเลอรส์ ของ โคช (ฟาร์เรลล์) เจ้าของค่ายมวยสำหรับเด็กมีปัญหา เข้าไปสร้างความวุ่นวายให้กับมิกกี้ ได้สร้างความวุ่นวายที่นำไปสู่การหักเหลี่ยมเฉือนคมของแก๊งมาเฟียและองค์ยาเสพติดไปจนถึงชนชั้นสูงที่เกี่ยวข้อง

เป็นหนังแอ็กชัน/อาชญากรรมที่ลึกลับ ซับซ้อน น่าดูเรื่องหนึ่ง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

แฉกระบวนการ “ไอโอ”

 

12 มี.ค.63 6 พรรคฝ่ายค้าน จัดกิจกรรมฝ่ายค้านเพื่อประชาชน เปิดซักฟอกนอกสภาฯครั้งที่ 1 “แฉกระบวนการไอโอ ฉีกหน้ากากขบวนการเพิ่มความขัดแย้ง” ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

กิจกรรมซักฟอกนอกสภาฯ ประกอบไปด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร โฆษกชั่วคราวพรรคก้าวไกล นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายโอมาร์ หนุนอนันต์ เยาวชนคนรุ่นใหม่

พ.ต.อ.ทวี กล่าวเปิดกิจกรรมว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมามีเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าอาชญากรรม นำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ประชาสัมพันธ์ 2,000 ล้านบาท งบฯอบรม 8,000 ล้านบาท งบฯด้านความมั่นคงกว่า 10,000 ล้าน และงบฯภาคใต้อีกหมื่นกว่าล้าน ไปสร้างให้ประชาชนเกิดความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย ไม่ว่าใครทำ ถือว่าทำให้ประเทศแตกแยก ถือว่าเป็นการฆาตกรรมมวลชน

ขณะที่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า การปฏิบัติการข่าวสาร Information Operation หรือ IO เป็นรูปแบบหนึ่งที่สื่อสารไปยังเป้าหมายให้เชื่อตามที่อยากให้เชื่อ มีทั้งให้เชื่อความจริงที่เป็นความจริง และความจริงให้เชื่อว่าเป็นความเท็จ แนวทางทหารมี 4 อย่างคือ บ่อนทำลายแกนนำปฏิวัติ มวลชน และแนวทางดั้งเดิม เดิมเป็นเรื่องของทหาร มาเป็นเรื่องของตำรวจ กับมหาดไทย ที่ถูกฝึกมาเพื่อเพื่อเผชิญกับประชาชน ต่างกับทหารที่ที่ถูกฝึกมาเพื่อเผชิญอริราชศัตรู

ด้าน นายวิโรจน์ กล่าวว่า หลังการอภิปรายขบวนการไอโอที่มี 40 จุด น่าจะยกเลิกทั้งหมด เพราะโลกไซเบอร์สงบสุขขึ้น แต่สิ่งที่กังวลสุดคือ การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกมองเป็นการก่อความไม่สงบ ถูกมองเป็นศัตรูของชาติ เรื่องเหล่านี้ถูกฉายซ้ำมาหลายครั้งแล้ว เช่น การฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ควายแดง ชังชาติ คือการสร้างความชอบธรรม

การปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร หรือ ไอโอ ของฝ่ายทหารอาจจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้าทำเพื่อเผชิญกับอริราชศัตรู แต่ถ้านำมาใช้เพื่อโจมตีประชาชนที่มีความเห็นต่างนั้น ถือว่า เป็นการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ยิ่งมีการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนด้วยแล้ว

ก็ยิ่ง “น่าละอาย” และ “ไม่เหมาะสม” เป็นอย่างยิ่ง.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น