“สศช.” ตัดงบประมาณ “โครงการผลาญเงินกู้”

 

คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานกรรมการได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบผลการประชุมของคณะกรรมการฯ โดยพบว่า โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 5 รวม 11 จังหวัด มีโครงการกว่า 779 โครงการ จากทั้งหมด 1,791 โครงการ วงเงินกว่า 4,327.9 ล้านบาท ที่คณะกรรมการไม่อนุมัติ

ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมถนนคอนกรีตหรือไหล่ทาง ซึ่งสภาพถนนไม่ได้ชำรุดทรุดโทรมมาก และมีโครงการจัดซื้อโคมไฟติดตั้งริมถนน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น และยังพบว่าบางโครงการที่เสนอขอมานั้น เป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า รวมไปถึงโครงการอบรมถ่ายทอดความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนวัสดุการเกษตรและครุภัณฑ์ให้กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างอาชีพที่ยั่งยืนเช่นเดียวกัน จึงไม่อนุมัติโครงการที่เสนอเข้ามาเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางและมีความเห็นร่วมกันว่า การดำเนินโครงการนี้อาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการเศรษฐกิจฐานรากฯ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์การปกครองท้องถิ่นที่รับผิดชอบถนนในพื้นที่ ได้ปรับแผนการใช้จ่ายงบฯเพื่อติดตั้งโคมไฟถนนเพิ่มแสงสว่างเสริมสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป

การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่ไม่อนุมัติ “โครงการที่ไม่คุ้มค่า” กว่า 779 โครงการ วงเงินกว่า 4,327.9 ล้านบาท ก็ถือว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่พิจารณากันอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมของโครงการ

อย่าปล่อยให้ “หน่วยงานของรัฐ”จัดทำโครงการในลักษณะ “ผลาญงบประมาณ” กันอยู่อีกเลย.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ปัญหาหลักของประเทศไทย: การทุจริตโกงกิน

 

สัปดาห์ที่แล้ว นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บรรยายพิเศษเรื่อง ธรรมาภิบาล คุณธรรม และความโปร่งใสในการป้องกันการทุจริต จัดโดย นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 12 ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

นายชวนกล่าวถึงปัญหาการทุจริตของบ้านเมืองในตอนหนึ่งว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในทุกวงการ จากประสบการณ์ที่อยู่กับการเมืองมา 52 ปี พูดได้ว่า แนวโน้มการทุจริตไม่ได้ลดลง หากฝ่ายข้าราชการร่วมมือด้วยยิ่งไปกันใหญ่อยากให้คนไทยมีธรรมาภิบาลข้อ 7 คือ ไม่เกรงใจนาย ถ้านายให้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง “ยอมขัดใจนายดีกว่าติดคุกวันข้างหน้า”

ขณะที่ นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา กล่าวว่า เป้าประสงค์ของการลดทุจริตในประเทศอาจยังไม่ถึงในเร็ววันนี้ แต่เชื่อมั่นว่ามาถูกทางแล้ว “เคยคุยกับผู้ต้องขังหลายรายที่ทำผิด เขารู้ว่า ถ้าถูกจับอาจถูกจำคุก แต่ยังเลือกทุจริต เพราะไม่คิดว่าจะโดนจับ คิดว่ามีโอกาสรอด หลายกลุ่มยังรอด ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม”

“กระบวนการยุติธรรมต้องกลับมามองตัวเอง เมื่อคนคิดว่าทำผิดแล้วจะรอด สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ไม่ทำให้คนเกรงกลัว คุ้มค่าที่จะเสี่ยง กระบวนการยุติธรรมจะยอมรับกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับบทบาทการทำหน้าที่เน้นหลักสำคัญ 5 ประการ คือ ความถูกต้องเป็นธรรม แม่นยำรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้”

ปัญหาเรื่องของการทุจริตโกงกิน เราต้องยอมรับกันว่าเป็นปัญหาหลักของประเทศเราที่มีกันมาอย่างยาวนาน เพราะ คนให้ยินดีให้ คนรับคิดว่าเป็นโอกาสที่จะรับ ไม่คิดว่าจะถูกจับ คิดว่ามีโอกาสรอดสูง กระบวนการยุติธรรมก็มีปัญหาเรื่องของความล่าช้าเพราะมีคดีทุจริตเป็นจำนวนมาก สิ่งที่สำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็คือ ประชาชนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล และ หัวหน้าส่วนราชการ

ต้องกำชับให้ข้าราชการ “ซื่อสัตย์ สุจริต” ผู้ใด “ทุจริต” ต้องพิจารณาโทษด้วยความรวดเร็ว.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม | ใส่ความเห็น

“ศาลปกครองกลาง” สั่งให้ “ป.ป.ช.” เปิดเผยคดีนาฬิกาหรู

 

15 ก.ย.64 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาคดีที่ผู้สื่อข่าว The MATTER ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. กรณีไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2560 และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 2 รายการ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. และ คำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ทั้งนี้ให้ปกปิดข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะของบุคคล และให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

ศาลให้เหตุผลว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส และตรวจสอบได้ อันจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและศรัทธาในการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. โดยผู้สื่อข่าว สำนักข่าวออนไลน์ The MATTER  ผู้ฟ้องคดี สมควรได้รับความคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 และ มาตรา 59 เพื่อเปิดโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆของรัฐ เป็นสิ่งจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย และตามหลักการและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ และโฆษก ป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังรอคำพิพากษาของศาลปกครองกลางอยู่เพื่อขอดูอย่างเป็นทางการว่า ให้เปิดเผยข้อมูลทางคดีในส่วนใด คงต้องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ วินิจฉัยก่อน

คดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก ขณะที่ ป.ป.ช.ก็ได้ปกปิดข้อมูลไม่เปิดเผยสำนวนคดีให้สาธารณชนได้รับทราบ คำพิพากษาของศาลปกครองกลางน่าจะช่วยทำให้ ป.ป.ช.

คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง.

โพสท์ใน กฎหมาย, การเมือง | ใส่ความเห็น

ผู้แทนการค้าสหรัฐเร่ง “อาเซียน” ส่งผู้แทนไปเมียนมา

 

14 ก.ย.64 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นางแคทเธอรีน ไท่ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมประจำปีผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ 10 ชาติ สมาชิกอาเซียน เรียกร้องให้อาเซียนส่งผู้แทนพิเศษที่แต่งตั้งแล้วเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อประสานงานเจรจาทางการเมือง

จากสถานการณ์ที่กองทัพทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของ นางอองซาน ซูจี ที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการประท้วงต่อต้านจากนักศึกษา ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยในรัฐต่างๆ และจากการปราบปรามทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นรายวัน โดยตัวเลขล่าสุดของผู้เสียชีวิต อยู่ที่ 1,046 ราย ผู้ประท้วงถูกจับกุม 4,848 คน

จากการแต่งตั้ง นายเอรีวัน ยูซอฟ รมช.ต่างประเทศ คนที่ 2 ของบรูไน ที่ให้เป็นผู้แทนพิเศษของอาเซียนเรื่องเมียนมา เจรจายุติความรุนแรง ระหว่างคู่ขัดแย้งในเมียนมา นางไท่ได้เรียกร้องให้ผู้แทนพิเศษอาเซียน เดินทางเยือนพม่าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเจรจากับทุกฝ่าย โดยได้ออกแถลงการณ์ในนามของ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ ยูเอสทีอาร์

การเรียกร้องของ ผู้แทนการค้าสหรัฐที่ให้ ผู้แทนพิเศษของอาเซียนให้รีบเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อประสานงานเจรจาทางการเมืองให้ยุติความรุนแรงจากการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลทหารจะทำให้สถานการณ์ในเมียนมาดีขึ้นหรือไม่

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ปัญหา “ลอตเตอรี่” ขายเกินราคา?

 

ปัญหาเรื่องของ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ ขายเกินราคาดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหา “อมตะนิรันดร์กาล” ที่แก้ไม่ตก ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปแล้ว ราคาขายสลากฯจากราคาขายปกติใบละ 80 บาทที่ขายตาม ตลาด แหล่งท่องเที่ยว หน้าร้านอาหาร ในห้างสรรพสินค้า หรือตามปั๊มน้ำมัน จะขายในราคาสูงถึง 100 บาท ชุด 2 ใบ 200-230 บาท

เหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายสลากฯต่างพากันโอดโอยพาอธิบายกันว่า ในช่วงของการแพร่บาด โควิด-19 ขายไม่ดี รับสลากฯจากพวกยี่ปั๊วแพง จำเป็นต้องขึ้นราคาเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ เอเยนต์ผู้ค้าสลากฯรายหนึ่งเปิดเผยว่า ปัญหาการขายสลากฯเกินราคานั้น ผู้ได้รับโควตา ไม่ได้ขายเกินราคาแต่อย่างใด ขายตามราคาที่กำหนด แต่ปัญหาคือชาวบ้านทั่วไปที่ตกงานหรือคนที่ไม่มีงานทำไปซื้อจากผู้มีโควตาในราคาปกติ แล้วคนขายเหล่านี้นำไปตะเวนขายตามจุดต่างๆในราคา 100 บาทกันเอง

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกของคณะกรรมการฯ (บอร์ด) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า การที่สลากฯราคาขายแพงเกินจริงอีกครั้งนั้น เป็นผลมาจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่ 1 ก.ย. ทำให้พ่อค้าแม่ค้าเริ่มออกมาขายสลากฯได้ อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหา ทั้งจับ ปรับ (ไม่เกิน 10,000 บาท) และตัดโควตาไปแล้วหลายราย

ปัญหาเรื่องของ “ลอตเตอรี่” ขายเกินราคา ถึงแม้ว่า จะไม่ใช่ปัจจัยสี่ หรือข้าวสารอาหารแห้งในการดำรงชีพตามที่พูดกัน แต่ลอตเตอรี่นั้น ก็เป็นความหวังของประชาชนคนยากที่ต้องการเสี่ยงโชคอยากถูกรางวัลที่ 1 ร่ำรวยเป็นเศรษฐีอย่างที่สื่อประโคมข่าวกันบ้าง การแก้ปัญหาเรื่องสลากฯขายแพงให้กับประชาชน จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรง เช่นเดียวกับการควบคุมราคาสินค้าทั่วไป

ไม่ใช่แก้ปัญหาในลักษณะ “ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก” ไปวันๆ.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

รัฐสภา “เห็นชอบ” ร่างแก้ไข รธน. “ระบบเลือกตั้ง”

 

10 ก.ย.64 ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 และมาตรา 91 เรื่องระบบการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ให้มี ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ในวาระ 3 ที่ประชุม “เห็นชอบ” 472  คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 223 คะแนน และ ส.ว.149 คะแนน ที่ “ไม่เห็นชอบ” 33 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 23 คะแนน และ ส.ว. 10 คะแนน และ “งดออกเสียง” 187 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 121 คะแนน และ ส.ว. 66 คะแนน

ตามเงื่อนไขของการออกใช้รัฐธรรมนูญ มติ “เห็นชอบ” ต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ คือ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้มี 730 คน แบ่งเป็น ส.ว. 250 คน ส.ส. 480 คน โดยต้องมี ส.ส.จากพรรคการเมือง ที่มิได้ดำรงตำแหน่ง รมต. ประธาน หรือ รองประธานสภาฯ “เห็นชอบ” ด้วยไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองรวมกัน และ ต้องมี ส.ว. “เห็นชอบ” ด้วย ไม่น้อยกว่า 84 คน

การลงมติ “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ส.ส. 223 คน และ ส.ว. 149 คน ที่ โหวตรับหลักการร่างแก้ไขฯ (ฉบับที่ 13) ของ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ด้วยคะแนน ส.ว. 210 เสียง ส.ส. 342  เสียง ถึงแม้ว่าคะแนนของ ส.ว. จะหายไป 61 เสียง และ ส.ส. 119 เสียง (จากพรรคเล็กส่วนใหญ่) ก็ตาม การลงมติ “เห็นชอบ” ของ ส.ว. นั้น

ไม่ได้ทำให้ประประชาชนผิดหวังว่าเป็น “ปาหี่” หรือ “มวยล้มต้มคนดู” แต่อย่างใด.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“ประยุทธ์” ปลด “2 รมช.” ฟ้าผ่า!!

 

9 ก.ย.64 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล “สมควรให้รัฐมนตรีบางคนพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์แก่ราชการ”  ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจาก รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจาก รมช.แรงงาน

สืบเนื่องมาจากกระแสข่าว “โหวตล้ม” นายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าร้ายแรงสุด เป็นกบฏในการล้มอำนาจนายกรัฐมนตรี หลังประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เต็มคณะเป็นครั้งแรก (7 ก.ย.) หลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ที่สื่อมวลชนรายงานถึงบรรยากาศว่าสุดอึมครึม หลังวันลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์  และ 5 รัฐมนตรี

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส รมช.เกษตรฯ และเลขาธิการพรรค พปชร. แถลงข่าวที่รัฐสภาถึงประเด็นของการทำงานว่า ยึดมั่นการทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน แต่เวลาที่ผ่านมาบรรยากาศการบริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ อยากกลับไปสู่จุดเดิมนั่นคือ การเป็น ส.ส.เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน “ก่อนโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร หน.พปชร.ว่า จะขอลาออกแต่หน.พรรคห้ามไว้”  พร้อมโชว์ใบลาออกที่เซ็นไว้เมื่อวันที่ 8 ก.ย.

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ที่ รพ.ปิยะเวช ถึงประกาศว่า รัฐมนตรีลาออก เขาก็เคยพูดไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่า ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ออกไปเป็น ส.ส.ก็ช่วยประชาชนได้ และได้ตอบคำถามถึงเหตุผลว่าเพราะอะไร ก็ตอบว่า “เหตุผลของผมก็คือเหตุผลของผมสิ เอ้อ”

พรรค “พปชร.” กระเพื่อมหนัก รัฐบาลก็เกิดรอยร้าวภายใน รอยแตกร้าวจะขยายตัวออกไปอีกมากเท่าใด

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

รัฐบาลทหาร “เมียนมา” ประกาศหยุดยิง?

 

ล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า รัฐบาลทหาร “เมียนมา” ยินยอมตามข้อเรียกร้องของ นายเอรีวัน ยูซอฟ รมช.ต่างประเทศ คนที่ 2 ของบรูไน ผู้แทนพิเศษของอาเซียนเรื่องเมียนมา ที่จะให้มีการหยุดยิงไปจนถึงสิ้นปี 2564 เพื่อส่งมอบการเหลือด้านมนุษยธรรมให้กับประชาชน หลังจากมีการประชุมทางออนไลน์กับ นายวันนา หม่อง ลวิน รมต.ต่างประเทศเมียนมา

“การหยุดยิงนี้ไม่ใช่เพื่อการเมือง แต่เป็นการหยุดยิงเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมที่จะเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย ด้วยทางอาเซียนและพันธมิตรคู่เจรจาต่างให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือประชาชนเมียนมา รวมมูลค่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 260 ล้านบาท”  นายเอรีวันกล่าว

ขณะที่ นายดูหว่า ละชี ลา รักษาการประธานาธิบดี รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (เอ็นยูจี) หรือ “รัฐบาลเงา” ได้ประกาศบนเฟซบุ๊กวีดีโอ (7 ก.ย.) ว่า จะทำสงครามกับรัฐบาลทหาร เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของผู้ก่อการร้ายในคราบทหารโดย มิน อ่อง หล่าย ซึ่งได้ยึดอำนาจจาก นางอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เมื่อเดือน พ.ย. ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร มากกว่า 1,000 ศพ และถูกจับกุมไปอีกหลายพันคน

การประกาศสงครามของรัฐบาลเอกชาติแห่งชาติ ต่อรัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจจากการรัฐประหารจะถอนรากถอนโคนเผด็จการทหารออกไปจากเมียนมาได้หรือไม่

เราก็คงจะต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป.

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

“ส.ว.” จะโหวต “คว่ำ” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ?

 

จากกรณีกระแสข่าว “ส.ว.” ขู่จะโหวต “คว่ำ” ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ มาตรา 91 ในวาระ 3 ในวันที่ 10 ก.ย. เพราะการแก้ไขดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์กับประชาชนแต่ประการใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ก่อนลงมติอาจมีอะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะ ส.ว.ที่เป็นตัวแปรชี้ขาด ต้องจับตาดูลุ้นเสียง 1 ใน 3 หรือ 84 เสียงว่าจะเอาอย่างไร

ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ส.ว.ที่ออกมาคัดค้านมีเพียงไม่กี่คนที่ไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น เชื่อมั่นว่าวาระ 3 ส.ว.จะยืนยันดุลพินิจเดิมในวาระ 2 ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีประเด็นที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากคิดว่าแค่ถ่วงเวลา “ก็ช่วยไม่ได้”

ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าผลโหวตจะออกมาในแนวไหน แต่หากถูกโหวตคว่ำก็ไม่เดินแล้ว แต่หากไม่คว่ำก็จะเดิน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่น รัฐบาลลาออก ยุบสภา หรืออะไรก็ตาม หรือจะมีใครส่งศาลรัฐธรรมนูญก็ทำไป

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 และมาตรา 91 (ร่างที่ 13) เสนอโดย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ประชุมรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 13 ร่าง  โดย ส.ว. โหวตรับหลักการด้วยคะแนน 210 เสียง ส.ส.  342  เสียง และเมื่อดูจากผลโหวตในวาระ 1 และ 2 แล้ว

“ส.ว.” น่าจะโหวต “ผ่าน” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อสภาฯ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ปฏิบัติการ “โหวตล้ม” นายกรัฐมนตรี?

 

จากกรณีกระแสข่าว “โหวตล้ม” นายกรัฐมนตรี หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้ามันจริงผมถือว่าไม่ใช่สุภาพบุรุษ” เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องมาทำอย่างนั้น ทำไปเพื่ออะไร มีการปล่อยข่าวว่านายกฯจะยุบสภาฯ ต้องทำให้ไม่สามารถยุบสภาได้ ต้องเอานายกฯออก “เรื่องแบบนี้อย่าไปฟังเลย ใครเชื่อก็โง่แหละ โง่จริงๆ”

“การแอบอ้างเบื้องสูงว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง ผมคนเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสถวายข้อราชการ คนอื่นไม่มี ชัดเจนไหม”  พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เลขาธิการพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว อยู่เบื้องหลังของการเคลื่อนไหวว่า “ข่าวลือ” ไม่เป็นความจริง ไม่ใช่พฤติกรรมของตน ไม่ได้ถูกใช้ให้มาล็อบบี้ใคร “ไม่ทำ” ใน ครม.ใครโดนหนักเท่าตนบ้าง มีม็อบบุกไปที่บ้านได้ยินบ่นหรือแหกปากสักคำหรือไม่

ปฏิบัติการ “โหวตล้ม” นายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็น “กบฏ” อาศัยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กรณีเสียง”ไว้วางใจ” นายกฯไม่ถึงครึ่ง เป้าจึงพุ่งไปที่ “ทีม 4 ช.” อย่างนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน และ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ที่ต้องรีบออกมาปฏิเสธกันอย่างเต็มที่

หลังจากนี้ไป เราก็คงจะต้องติดตามกันว่าจะมีการเชือดกบฏ พปชร.กันหรือไม่?.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น