ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี “กาสิโน” ถูกกฎหมาย

 

25 พ.ย.64 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติด่วนเสนอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ มี ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอญัตติทำนองเดียวกันเข้ามาถึง 12 ฉบับ จึงนำมาพิจารณาพร้อมกัน

ญัตติทุกฉบับเสนอให้ตั้งบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายที่เมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวเพื่อเป็นช่องทางหารายได้เข้าประเทศ อาทิ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอให้เปิด Entertainment Complex ที่ กทม. โดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุน แค่อนุญาตให้เปิดจะมีกลุ่มทุนใต้ดิน ร่วมกับกลุ่มทุนต่างประเทศมาลงทุนทำสถานบันเทิงครบวงจร

นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอตั้งสถานบันเทิงครบวงจร มีบ่อนกาสิโนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเมกะโปรเจกต์สร้างเงินสร้างงานให้ประเทศ ขณะที่ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ใน กทม. มีบ่อนใหญ่และขนาดกลาง 50 แห่ง อีก 60 จังหวัด มีบ่อนใหญ่จังหวัดละ 2 แห่ง บ่อนเหล่านี้มีรายได้ 72,000 ล้านบาท/ปี ไม่รวมบอนการพนันออนไลน์อีกกว่าร้อยเว็บ มีรายได้ 12,000-24,000 ล้านบาท/ปี ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีบ่อนถูกกฎหมาย

ประเทศของเราเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ประชาชนทั่วไปว่า มีบ่อนการพนันผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ที่มีการเข้าบุกจับบ่อนการพนันที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ ทั้งบ่อนวิ่ง บ่อนชั่วคราว บ่อนถาวร บ่อนออนไลน์ บ่อนไฮเทค ถึงขั้นมีข่าวยิงตำรวจตายคาบ่อน

การเสนอญัตติให้มีการตั้ง “กาสิโน” ถูกกฎหมายเพื่อเป็นช่องทางหารายได้เข้าประเทศ ทั้งจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีและชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยทำให้รัฐบาลมีรายได้จำนวนหลายหมื่น (แสน) ล้านบาท/ปี เอาไปพัฒนาประเทศชาติ แทนที่ปล่อยไปให้อยู่กับกลุ่มธุรกิจสีดำ

มาตรการควบคุมบ่อน “กาสิโน”จะต้องเข้มงวดเช่นเดียวกับ “โควิด-19”ที่ได้กระทำกัน.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย”

 

จากกรณีกระแสข่าว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เชิญไทยเข้าร่วม การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย (Summit for Democracy) ที่สหรัฐฯเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค.นี้ ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

กรณีนี้ (25 พ.ย.) นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงว่า อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศ และได้ตั้งกระทู้ถามสด นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ที่เดินทางไปเยือนพม่าช่วงวันที่ 14 พ.ย. ว่า รัฐบาลไทยถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม มีท่าทีสวนทางประชาคมโลก ทุกประเทศระวังท่าทีการแสดงออกต่อพม่า สิ่งที่ทำไปเป็นการบ่อนทำลายท่าทีอาเซียน ล่าสุดไทยไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมสุดยอดประชาธิปไตยที่สหรัฐฯจะจัดขึ้น นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศ

ขณะที่ นายดอน กล่าวชี้แจงว่า การไปเยือนพม่าเป็นเรื่องของมนุษยธรรม มีการหารือสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ไทยร่วมกับอาเซียนจัดส่งของไปให้กาชาดสากลที่ปฏิบัติงานอยู่ไม่ได้ไปลับๆล่อๆ ไม่ต้องโพทนาป่าวประกาศ “ส่วนที่ไทยไม่ได้รับเชิญร่วมประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตยนั้น เวทีดังกล่าวเป็นการเมืองล้วนๆ เพื่อนอาเซียนที่เป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งก็ไม่ได้รับเชิญ ถ้าเชิญมาต้องพิจารณาว่าจะไปหรือไม่”

การชี้แจงของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่กล่าวว่า  “เวทีดังกล่าวเป็นการเมืองล้วนๆ” นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ให้ความสนใจกับเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งๆที่ประเทศไทยก็เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติที่ต้องเคารพแลปฏิบัติตามพันธกรณีที่เกิดจากสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งไม่ให้ความสำคัญกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า

ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“รัฐธรรมนูญ” แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564

 

21 พ.ย.64 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมาหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ให้ยกเลิก มาตรา 83 เปลี่ยนแปลงจำวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตเลือกตั้งจากสมาชิกจำนวน 500 คน เป็น สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน

การเลือกตั้ง ส.ส. ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบละ 1 ใบ ในกรณีที่ ส.ส.ว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อ ส.ส.ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

ให้ยกเลิก มาตรา 86 การกำหนดจำนวน ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดพึงมีและแบบแบ่งเขตแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มาเฉลี่ยหารด้วยจำนวน ส.ส. 400 คน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อ ส.ส. 1 คน จังหวัดใดไม่มีราษฎรตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้มี ส.ส.ได้ 1 คน และให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ให้ยกเลิก มาตรา 91 การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้ง มารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น

สรุป ยกเลิกกติกาเลือกตั้ง ส.ส.จากบัตรใบเดียวกลับไปเป็นระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกคะแนนระหว่างพรรคพรรคกับ ส.ส. ในลักษณะของการเลือก “คนที่รัก” กับ “พรรคที่ชอบ” เช่นเดิม ไม่มี ส.ส.ปัดเศษ ไม่มีบัตรเขย่งให้วุ่นวายอย่างเช่นที่ผ่านมา

การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้บัตร 2 ใบ เหมือนเดิมนี้ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า จะทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ พรรคเล็กเสียเปรียบ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร ถ้าหากว่าพรรคการเมืองมีนโยบายที่ดีให้กับประเทศชาติและประชาชน และที่สำคัญก็คือ

ทำให้การนับคะแนนแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เป็นปัญหาวุ่นวายนั้นหมดไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ให้ทหาร “ปลูกผักชี” และ ใช้ “รถทหาร” ช่วยขนส่ง?

 

จากรณีปัญหาผักชีราคาแพง รวมทั้งราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นสูง กลุ่มสหพันธ์รถบรรทุกแห่งประเทศไทย ออกมาขู่ประท้วงหยุดวิ่ง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งให้มีการปลูกผักชีในค่ายทหาร และสั่งให้กองทัพเตรียมใช้รถทหารมาช่วยขนส่งแทนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันดีเซลแพงนั้น

ในขั้นต้น พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก กรมการขนส่งทหารบก กองทัพภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลยานยนต์ทางทหารที่สามารถนำมาใช้ในการขนส่งสินค้ารองรับตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและแนวทางปฏิบัติการนำรถยนต์บรรทุกขนาดต่างๆพร้อมกำลังพลเข้ารับภารกิจ

จากข้อมูลในเบื้องต้น กองทัพบกมีรถยนต์ทหารที่เหมาะสมกับภารกิจด้านขนส่งทางถนนประมาณ 3,700 คัน แยกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีน้ำหนักบรรทุก 1,4 และ 8 ตันตามลำดับ ซึ่งได้แจ้งให้หน่วยทหารดำเนินการตรวจสภาพยานยนต์และพลขับ รวมทั้งหน่วยสนับสนุนต่างๆเพื่อให้เกิดความพร้อมตามนโยบายของรัฐบาล

ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมากจากหลายภาคส่วนว่า ไม่เหมาะสมที่จะให้ทหารมาปลูกผักชีแข่งกับพ่อค้าและแม่ค้า และการนำเอารถทหารมาแข่งขันกับชาวบ้าน ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้านประกาศเตรียมที่จะร้องกับ ป.ป.ช.ว่า หากทำจริงน่าจะผิด พ.ร.บ.ขนส่งทางบก และขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงว่า แค่สั่งให้ทหารปลูกผักชี พูดไม่ครบถึงผักชนิดอื่นก็โดนแล้ว “ทหารเขาปลูกไว้กิน ใครจะซื้อก็ซื้อ บางทีก็แจกด้วยซ้ำไป” เรื่องรถขนส่งก็ก็เช่นกัน “ถ้าเดือดร้อนขึ้นมาจริงๆ ขาด แคลนสินค้าขนส่งมาขอ ทหารก็ต้องช่วย ไม่ได้เปิดการขนส่งแข่งกับใคร” ถ้ามันเดือดร้อนขึ้นมาไม่มีรถวิ่งเลยแล้วจะทำอย่างไร?

ประเด็นของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในเรื่องของผักชีแพงและราคาน้ำมันดีเซลราคาพุ่งขึ้นสูงนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชน ซึ่งถ้าหากว่าในปัจจุบันเป็นรัฐบาลพลเรือน

การใช้ทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นจะทำได้หรือ?.

โพสท์ใน การเมือง, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ปี ’64 “การบินไทย”  มีกำไร 50,000 ล้านบาท?

 

ล่าสุด นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนฟื้นฟูกิจการ “การบินไทย” ว่า เตรียมขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน 25,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจในปีหน้า หลังจากที่กระทรวงการคลังไม่ปล่อยอนุมัติเงินกู้ให้กับการบินไทย

แต่เชื่อมั่นว่าจะสามมารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หากมีเงินกู้จากเอกชน 25,000 ล้านบาทเข้ามา ประกอบกับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย คนออกเดินทาง การบินไทยจะเริ่มกลับมาทำการบินเพิ่มและขยายเส้นทางบินมากขึ้น

“ตั้งแต่เดือน ต.ค. จนถึงการเปิดประเทศ (1 พ.ย.) ส่งผลให้การบินไทยมีรายได้ 1,200 ล้านบาท โดย 90% มาจากการขนส่งสินค้า อีก 10% เป็นการขนส่งผู้โดยสาร และวันที่ 1-10 พ.ย.ที่ผ่านมา การบินไทยมีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 750 คน จากที่ก่อนหน้านี้มีเฉลี่ยวันละ 300 คน จะเห็นได้ว่ารายได้จากผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น คาดว่าถ้าธุรกิจการบินดีขึ้น จะทำให้การบินไทยสามมารถเลี้ยงตัวเองได้”

ทั้งนี้ “คาดว่าปีหน้าการบินไทยจะมีรายได้ 50,000 ล้านบาท และหาก โควิด-19 ระบาดไม่รุนแรง จะทำให้ในปี 2566 มีรายได้ 140,000 – 150,000 ล้านบาท ทำให้กลับมามีกำไร เนื่องจากได้เพิ่มเส้นทางบินในยุโรปและสหรัฐฯ ส่วนในเอเชียยังไม่เปิดบินมากนัก ทำให้ค่าใช้จ่ายก็ลดลงไปเป็นจำนวนมาก” และ “9 เดือนแรกของปีนี้ การบินไทยมีกำไร 51,115 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 49,552 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายการดำเนินการลดลงตามปริมาณการบินกับมาตรการลดค่าใช้จ่าย” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ “การบินไทย” สามารถกลับมามีกำไรถึง 50,000 กว่าล้านบาท ตามแผนฟื้นฟูกิจการและจากการปรับโครงสร้างหนี้ การที่ “การบินไทย” ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว

น่าจะทำให้การบริหารจัดการขององค์กรมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย?

 

เมื่อเร็วๆนี้ รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯเห็นความสำคัญของกระบวนการผลิตครูที่มีคุณภาพ เนื่องจากครูคือตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาของประเทศ จึงได้ขับเคลื่อนปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีมาตรฐาน 3 กลไก ได้แก่

1.กระบวนการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาครูที่มีประสิทธิภาพ 2.หลักสูตรการผลิตครูที่เป็นเลิศ โดยสถาบันผลิตครูต้องพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูตามสาขาและบริบทพื้นที่ที่มีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และระบบนิเทศการศึกษา การสอนงานครูพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ และ 3.สถาบันผลิตครูต้องมีมีมาตรฐานกำหนดสมรรถนะและพัฒนามาตรฐานสถาบันการผลิตครู เพื่อให้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

“การผลิตและพัฒนาครูไทยในปัจจุบันมีปัญหาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แต่ละสถาบันมีมาตรฐานและกระบวนการผลิตครูที่แตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน อีกทั้งมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักเปิดหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตในสาขาที่มีความซ้ำซ้อนกัน ทำให้บัณฑิตครูมีจำนวนมากเกินกว่าความต้องการ จากรายงานผลการสอบบรรจุบุคคลเข้ารับราชการครู ปี 2563 พบว่า มีผู้สมัครและมีสิทธิ์สอบ 157,314 คน จากความต้องการ 18,987 คน และมีผู้สอบได้เพียง 10,376 คน” รศ.ดร.ประพันธ์ศิริกล่าว

การที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเห็นถึงความสำคัญของการผลิตครูที่มีคุณภาพ ให้มีมาตรฐาน 3 กลไกดังกล่าวข้างต้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เข้าใจถึงปัญหาของการผลิตและพัฒนาครูไทยในปัจจุบันที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาของไทยวนเวียนกันไปมาแบบพายเรือในอ่าง

ปฏิรูปการศึกษากันในแต่ละครั้ง สุดท้ายก็ได้เพียงแค่มีการเพิ่มตำแหน่งและเงินเดือนครูให้สูงขึ้นเท่านั้น.

โพสท์ใน การศึกษา | ใส่ความเห็น

“ศบค.” เห็นชอบให้นำเข้า “แรงงานต่างด้าว” ถูกต้องตามกฎหมาย

 

11 พ.ย.64 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ศบค.ชุดใหญ่  ครั้งที่ 18/2564 ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จในการควบคุม โควิด-19 ที่เกิดจากการบูรณาการของทุกภาคส่วน

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.ชุดใหญ่ แถลงหลังการประชุมว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรายงานถึงการแพร่ระบาดของโควิดในไทยถึงการติดเชื้อใหม่ 7,305 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 51 ราย เป็นชาย 24 ราย หญิง 27 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 รวม 19,934 ราย ป่วยสะสม 2,004,274 ราย ยอดผู้ได้รับวัคซีนสะสม ตั้งแต่ 28 ก.พ. รวม 83,320,621 โดส

ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร ส่วนใหญ่คงเดิม มีเพียง จ.จันทบุรีที่ปรับจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดงเข้ม) เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่สีแดงเข้มที่เหลือ 6 จังหวัด ยังคงมาตรการตามข้อกำหนดที่ห้ามออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 23.00-03.00 น.ของวันรุ่งขึ้น ออกไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย. และมีการพิจารณาถึงกรณี สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่จะให้เปิดได้ในเดือน ธ.ค.นั้นให้เลื่อนออกไปก่อน

และที่น่าสนใจก็คือ ที่ประชุม ศบค. เห็นชอบแนวทางการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างที่เป็นไปตาม เอ็มโอยู ที่ รมว.แรงงานเสนอผ่าน 8 ขั้นตอน ก่อนนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นทะเบียนถูกต้อง และเมื่อเข้ามาแล้ว กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้าตรวจโรคต้องห้าม 6 โรค ตรวจ โควิด-19 ตรวจสอบการรับวัคซีนในการกักตัวหรือไม่กักตัว

การที่ประชุม ศบค.เห็นชอบแนวทางของการแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะทำให้การลักลอบเข้าเมืองที่เดินเท้าเข้ามาตามชายแดน แอบขึ้นรถตู้ หรือนอนมาในรถปิกอัพที่ต้องเสียเงินค่าหัวเป็นจำนวนมากนั้นหมดไป

ใครที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ “แรงงานเถื่อน” จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างจริงจังและเด็ดขาด.

โพสท์ใน กฎหมาย, การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

การแก้ไขปัญหา “แรงงานเถื่อน” ?

 

10 พ.ย.64 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน แถลงหลังประชุมร่วมกับผู้แทนจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ถึงแนวทางนำแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เข้ามาทำงานในประเทศตามระบบ เอ็มโอยู

นายสุชาติกล่าวว่า การนำเข้าแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา กัมพูชา และ ลาว  เข้ามาทำงานในระบบเอ็มโอยู เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนแรงงาน นายจ้างต้องการแรงงานต่างด้าวประมาณ 400,000 คน ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหาร ก่อสร้าง ท่องเที่ยว จะเริ่มนำเข้าในวันที่ 1 ธ.ค. หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือน

ขณะที่ นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงการตรวจสถานประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายว่า ตั้งแต่วันที่ 1-9 พ.ย.ว่า พบการใช้แรงงานผิดกฎหมาย 12,245 คน เป็น เมียนมา 8,506 คน กัมพูชา 2,912 คน ลาว 827 คน ได้ถ่ายรูปทำประวัติไว้แล้ว และนัดหมายให้นายจ้างนำพยานหลักฐานยื่นคำขอภายใน 7 วัน หลังจากครบกำหนด หากตรวจพบว่าใช้แรงงานผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี

ด้าน นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธาน สอท. กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีต่อผู้ประกอบการที่รัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาความขาดแคลนแรงงาน จำนวนที่ต้องใช้อาจมากกว่า 4 แสนคน ส่วนใหญ่จะอยู่ใน กทม. สมุทรสาคร รวมทั้งงานที่คนไทยไม่ทำ ทำให้ขาดแคลนแรงงานเป็นจำนวนมาก ต้องรีบดำเนินการเร็วที่สุด ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น สถานประกอบการยินดีที่จะจ่าย

แนวทางแก้ไขปัญหา “แรงงานเถื่อน” ดังกล่าวข้างต้น ก็ต้องขอชื่นชม พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ได้สั่งการให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการลักลอบข้ามชายแดนหลบหนีเข้าเมือง ที่มีขึ้นเป็นจำนวนมากหลังจากที่มีการเปิดประเทศ

ที่ผ่านมาเราได้ปล่อยให้มีขบวนการขนแรงงานเถื่อนข้ามชายแดนได้ค่าหัวมากถึง 2 หมื่นบาท/คน.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

นโยบายราชทัณฑ์ ยุค “Next Normal”

 

5 พ.ย.64 นายอายุตม์ สินธพพันธ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยผลการประชุม คณะอนุกรรมการสามัญประจำกรมราชทัณฑ์ (อ.ก.พ.) ครั้งที่ 1/2565 พิจารณาลงโทษข้าราชการที่ทำผิดวินัย มีพฤติกรรมเสื่อมเสีย ทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ โดยที่ประชุมมีมติลงโทษข้าราชการที่กระทำผิดวินัยทั้งสิ้น 10 คน ปลดออกจากราชการ 4 คน และให้ออกจากราการ 1 คน

ความผิดทางวินัยโดยสรุปคือ กรณีบกพร่องต่อหน้าที่ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มีหน้าที่ประจำประตูเรือนจำ ตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะเข้า-ออกเรือนจำ แต่บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้ผู้ต้องขังหลบหนีออกนอกเรือนจำโดยสวมชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่เดินผ่านประตูเรือนจำออกไปสำเร็จ มติ อ.ก.พ.ปลดออกจากราชการ 4 คน

กรณีทุจริตต่อหน้าที่ เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ต้องขังหรือญาติผู้ต้องขัง พฤติการณ์คือ เรียกรับเงินจากญาติผู้ต้องขัง แลกกับการอำนวยความสะดวกภายในเรือนจำ และพฤติการณ์ลักลอบนำสิ่งของที่ไม่อนุญาตไว้ในเรือนจำโดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทน มติ อ.ก.พ.ไล่ออกจากราชการ 2 คน

กรณีลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ พฤติการณ์คือ นำยาเส้นเข้าไปให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยได้รับเงินค่าตอบแทน มติ ไล่ออกจากราชการ 1 คน กรณีอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง พฤติการณ์คือ รู้เห็นเป็นใจให้ผู้ต้องขังจำหน่ายสินค้าเกินราคาที่เรือนจำกำหนด มติ ไล่ออก 1 คน กรณีประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง คือ ใช้อาวุธปืนยิงบุคคลภายในครอบครัวเสียชีวิต 5 คน มติ ไล่ออก 1 คน และกรณีถูกกล่าวนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปให้ผู้ต้องขังในเรือนจำโดยรับผลประโยชน์ตอบแทน มติ ไล่ออก 1 คน

กรมราชทัณฑ์ที่ถือกันว่าเป็นปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรม มีภารกิจในการควบคุมและแก้ไขพฤติกรรมของผู้ต้องขัง ซึ่งถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ก็น่าจะช่วยทำให้การปรับพฤติกรรมผู้ต้องโทษ

ให้กลับตัวเป็นคนดีและพร้อมที่จะใช้ชีวิตใหม่ในสังคมได้ดีขึ้น.

โพสท์ใน ข่าวสาร, สังคม | ใส่ความเห็น

ความคืบหน้าแผนฟื้นฟูฯ “การบินไทย”

 

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหาร แผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนฟื้นฟูฯ “การบินไทย” ว่า ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กร และเพิ่มการหารายได้ว่า ลดค่าใช้จ่ายได้เป็นมูลค่า 44,800 ล้านบาท

“การปรับโครงสร้าง ลดขนาดองค์กร ปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างและโครงสร้างค่าตอบแทนบุคลากร โครงการลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือน โครงการร่วมใจจากองค์กร ที่มีพนักงานเข้าร่วม 6,000 คน เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2562 มีจำนวนบุคลากร 29,500 คน ปัจจุบันการบินไทยมีพนักงาน 14,900 คน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายบุคลากรลดลงจากเดือนละ 2,600 ล้านบาท/เดือน เหลือ 600 ล้านบาท/เดือน จำนวนผู้บริหารทุกระดับลดลงในสัดส่วน 35 เปอร์เซ็นต์”

นอกจากนี้ ยังได้ยกเลิกและปรับลดสิทธิประโยชน์ของผู้บริหารและพนักงาน อาทิ ยกเลิกสิทธิบัตรโดยสารกรรมการบริษัทฯ และพนักงานเกษียณ การจ่ายภาษี สิทธิการปรับชั้นโดยสาร (อัพเกรด) พนักงาน ค่าพาหนะผู้บริหาร ค่ารักษาพยาบาล โดยปรับให้เป็นไปตามสิทธิประกันสังคม เงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ใช้ไม่หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น

“แนวโน้มการทำธุรกิจของการบินไทยหลัง โควิด-19 มั่นใจว่าจะกลับมาทำกำไรแน่นอน สภาพคล่องจะดีขึ้นภายหลังที่มีการกู้เงิน 25,000 ล้านบาท หากเจ้าหนี้การบินไทยให้การบินไทยกู้ เจ้าหนี้จะมีสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนราคา 2.54 บาท/หุ้น ทำให้เห็นว่าเมื่อสถานการณ์การบินดีขึ้น การบินไทยสามารถกลับมาทำการบินอย่างเต็มรูปแบบก็จะมีกำไร” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

หลังเปิดประเทศ (1 พ.ย.) “การบินไทย” น่าจะทำกำไรตามที่คาดการณ์ไว้.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น