วันสุดท้ายของการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60

 

24 ก.ย.63 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จำนวน 6 ญัตติ เป็นวันที่สอง

ในการอภิปราย ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.สลับกันขึ้นอภิปรายเป็นระยะ ส.ส.ฝ่ายค้านที่น่าสนใจก็ได้แก่ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงปัญหาปากท้องของประเทศและปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 ว่า มีปัญหามากมาย ที่ต้องเสนอแก้ทั้งฉบับและแก้รายมาตราก็เพื่อให้มีตัวเลือกในการพิจารณา

นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล อภิปรายว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะหยุดปัญหาความรุนแรงและปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองได้ รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะพาประเทศออกจากวิกฤติหรือเข้าสู่วิกฤติ ส.ว.มีโอกาสที่จะระงับความขัดแย้งแล้ว

ขณะที่ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วย อย่างเช่น พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร กล่าวว่า ญัตติร่างแก้ไขทั้ง 6 ญัตติ หากไม่ผ่าน สามารถยื่นได้ใหม่โดยต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน นายถวิล เปลี่ยนศรี กล่าวว่า จะลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 6 ฉบับ นายสมชาย แสวงการ เสนอให้ต้องไปทำประชามติถามประชาชนก่อน หรือจะชะลอการโหวตไปก่อนก็ได้

ก่อนการประชุมใกล้เสร็จสิ้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้โหวตตั้ง กมธ.ขึ้นมาพิจารณาศึกษาญัตติแก้ไขทั้ง 6 ฉบับ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และเมื่อการประชุมใกล้จบ วิปวุฒิสภา และ วิปรัฐบาล ได้ส่งสัญญาณให้ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาทั้ง 6 ญัตติ ก่อนที่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล เสนอให้พักการประชุม 15 นาที

สุดท้ายที่ประชุมลงมติ “เห็นชอบ” ให้ตั้ง กมธ.ศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน ก่อนที่จะมีการรับหลักการ โดย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ และ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ประกาศถอนตัวไม่ขอร่วมเป็น กมธ.

การเสนอให้โหวตตั้ง กมธ.เพื่อพิจารณาก่อนลงมติรับหรือไม่หลักการ หลังจากอภิปรายจบ จะเป็นการหลอกพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่?

ประชาชนที่ติดตามรับชมรับฟังก็คงจะต้องพิจารณากันเอาเอง.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

วันแรกของการอภิปรายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

 

23 ก.ย.63 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จำนวน 6 ฉบับ เป็นวันแรก

พอเริ่มเปิดประชุม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชารัฐ ขอหารือการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 4 ญัตติ ของฝ่ายค้านที่มีปัญหาลงชื่อซ้ำซ้อนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ปรากฏว่าไม่มีการบรรจุเข้าสู่วาระที่เลขาธิการระบุว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ทั้งที่ควรเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นายชวน หลีกภัย กล่าวชี้แจงว่า ญัตติที่เสนอมาฝ่ายเลขาธิการสภาฯได้เรียกประชุมฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาทั้งหมดแล้ว เห็นว่าญัตติแก้ไขรายมาตราของฝ่ายค้านที่ลงชื่อซ้ำกัน หากมีเนื้อหาต่างกันถือว่าไม่ผิดข้อกฎหมายใด จึงไม่อยู่ในข่ายส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ และกล่าวว่า กรณีนี้เพิ่งมามีในครั้งนี้ “นายไพบูลย์มีเจตนาดี ไม่ได้ถ่วงเวลาแก้รัฐธรรมนูญ” จากนั้นก็ได้เข้าสู่วาระของการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติ

การอภิปรายเริ่มต้นด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หน.พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้มี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้ง มาตรา 270, 271,272,297 ประกาศคำสั่งของ คสช. และระบบเลือกตั้งที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ

จากนั้นก็มีการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านและฝ่าย ส.ว. ที่น่าสนใจก็คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หน.พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายยืนยันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สนับสนุนร่างของพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้แก้มาตรา 256 ให้ตั้ง ส.ส.ร. โดยไม่แตะหมวด 1-2 สำหรับ ส.ว.ที่ลุกขึ้นอภิปรายส่วนใหญ่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ขณะที่ ส.ว.กลุ่มที่สนับสนุนยังสงวนท่าที ไม่มีใครอภิปราย

การอภิปรายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันแรก ที่มีการประท้วง มีการปะทะคารมระหว่างฝ่าย ส.ส. และฝ่าย ส.ว.ที่เกิดขึ้นในบางช่วงบางตอนนั้น

ก็ต้องขอชื่นชม “นายชวน หลีกภัย” ที่ทำหน้าที่ประธานได้อย่างดียิ่ง.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“พรเพชร” ปล่อย ส.ว.ฟรีโหวต?

 

22 ก.ย.63 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อวางกรอบการพิจารณา ญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ (23-24 ก.ย.) โดยมีผู้แทน 3 ฝ่าย ได้แก่ ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.เข้าร่วมประชุม

หลังจากการประชุมประธานสภาฯ กล่าวว่า หลังอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติจบในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย. จะเข้าสู่ขั้นตอนลงมติโดยใช้วิธีขานชื่อรายบุคคลแต่ละคนจะกล่าวได้ครั้งเดียวว่าจะลงมติรับหรือไม่รับทั้ง 6 ญัตติ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม.

“ถ้ารับหลักการวาระแรกจะตั้งคณะ กมธ.วิสามัญฯมาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 จำนวน 45 คน ได้แก่ ส.ว. 15 คน พรรครวมพลังประชารัฐ 8 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคภูมใจไทย 4 คน พรรคก้าวไกล 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน และ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคละ 1 คน”

ด้าน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ว่า ที่ประชุมให้สิทธิ์ ส.ว.โหวตอย่างอิสระในการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีใบสั่ง” จากฝ่ายใด ส.ว.หลายคนอยากให้การลงมติในครั้งนี้ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ยอมรับว่าขณะนี้ ส.ว.เห็นต่างเรื่องการลงประชามติ

ในการพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 นี้ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า 84 เสียง เพื่อรับหลักการในการแก้ไข

ส.ว.จะลงมติรับหลักการให้มีการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติหรือจะไม่เห็นด้วยเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

เราก็คงจะต้องติดตามการอภิปรายและการลงมติของ ส.ว.กันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มประชาชนปลดแอกผิดกฎหมาย?

 

18 ก.ย.63 นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอก นักเรียน และนักศึกษา ในวันที่ 19 ก.ย.63 เพื่อเรียกร้อง 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3.ยุบสภาภายใต้กติกาประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้กล่าวหาว่าการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกนักเรียนและนักศึกษา จะเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดรัฐธรรมนูญนั้น

สมาคมทนายฯ ขอชี้แจงว่า การชุมนุมทางการเมืองของประชาชนในอดีต เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน คือ กรณีในปี 2556 ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส.มีการเคลื่อนขบวนปิดล้อมและบุกยึดสถานที่ราชการ สถานที่เอกชน และรัฐวิสาหกิจต่างๆ ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล

ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยโดยมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่า การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง จึงยังไม่มีมูลกรณีตามคำร้องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย

สมาคมทนายความฯ จึงเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอก นักเรียน นักศึกษา เยาวชนเป็นการต่อต้านเผด็จการ เพื่อเรียกร้องให้ “หยุดคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา” เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธแล้ว ย่อมต้องได้รับความคุ้มครองทั้งตามหลักกฎหมายสากล รัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นบรรทัดฐานไว้เช่นเดียวกัน

สมาคมทนายความฯจึงขอให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง เคารพการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมในครั้งนี้.

โพสท์ใน การเมือง, ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร”

 

19 ก.ย.63 วันชุมนุมใหญ่ของ กลุ่มประชาชนปลดแอก-เยาวชนปลดแอก ภายใต้การประสานงานของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มแนวร่วม เด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษา รวมถึงกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง ได้เดินทางเข้าร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวงท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดทั้งวันกันจนแน่นขนัด

ขณะที่ประตูทางเข้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ทุกช่องทางถูกปิด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำเต็นท์มาตั้งรอบพื้นที่เพื่อตั้งจุดคัดกรองตรวจสอบผู้ที่จะมาเข้าร่วมชุมนุม ไม่ให้มีการนำอาวุธเข้าไปโดยเด็ดขาด ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ทยอยเดินทางเข้ามาร่วมจนแน่นท้องสนามหลวง

ที่บริเวณประตูทางเข้า มธ.มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่บริหารประเทศล้มเหลว มีการเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมเขย่าประตูทางเข้าเพื่อเป็นการซ้อมเอาไว้ และเมื่อเวลาก่อนเที่ยง กลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้ทาง มธ.เปิดประตูใหญ่ด้านหน้า เจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูเล็กให้เข้าไปได้ และผู้ชุมนุมที่เหลือได้ผลักประตูใหญ่จนเปิดและสามารถเข้าไปได้ทั้งหมด

การชุมนุมใหญ่ ที่บริเวณท้องสนามหลวงนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศให้ผู้ที่ชุมนุมทราบว่า อาจมีความผิดทั้งกฎหมายการชุมนุม และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ ขอให้ระวังผู้ไม่หวังดีนำอาวุธเข้ามาก่อความไม่สงบ โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม

การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนในครั้งนี้ ก็หวังว่าจะเป็นการสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยแกนนำของผู้ชุมนุมจะไม่ปล่อยให้ผู้ชุมนุมทั้งหลายกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ด้วยการบุกยึดสถานที่ราชการดังเช่นที่ผ่านๆมา

เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับ “เยาวชนในวันนี้” ที่จะเป็น “ผู้ใหญ่ในวันหน้า”.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

โครงการ “1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่”

 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลให้คนไทยทั้งจากต่างประเทศและในประเทศเป็นจำนวนมากล้วนต้องการเดินทางกลับประเทศและกลับบ้านเกิดเพื่อร่วมพัฒนาประเทศด้วยการประกอบอาชีพต่างๆรวมทั้งอาชีพเกษตรกรรมที่หลายคนเคยทำกันมาแล้ว

จากวิกฤติดังกล่าว ทำให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ขึ้นมา เพื่อร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาการว่างงานและเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น ด้วยการรับสมัครเกษตรกรและจ้างงานในระดับตำบล จำนวน 4,009 ตำบล ใน 75 จังหวัด ตำบลละ 16 ราย รวม 64,144 ราย จ้างงานเพิ่มอีกตำบลละ 8 ราย รวม 32,072 ราย รวมทั้งสิ้น 96,216 ราย โดยใช้งบประมาณ 9,805 ล้านบาท

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะมีปราชญ์ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง มีการฝึกอบรมที่ศูนย์เครือข่ายต่างๆของกระทรวงฯ สถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เข้าถึงหลักของ เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยง รวมไปถึง หลักการป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกพืช 5 ระดับ การคำนวณพื้นที่เก็บน้ำ เป็นต้น

โครงการ “1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” ของกระทรวงเกษตรฯข้างต้น ก็ถือว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่นำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ว่าด้วยเรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

เกษตรกรไทยจะได้พ้นจากความยากจนและมั่นคงในอาชีพกันเสียที.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

รัฐบาล “ถังแตก”…!!?

 

จากกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการที่ล่าช้าออกไปจากเดิมที่จะต้องโอนเงินในวันที่ 10 ของเดือน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันมากว่า รัฐบาล “ถังแตก” งบประมาณมีไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายนั้น

กระแสข่าวนี้ นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไม่อยากให้มองในแง่ร้ายจนเกินไป เพราะล่าช้าไปเพียงสัปดาห์เดียว โดยสาเหตุที่ล่าช้าเกิดจากที่รัฐบาลไม่ได้คำนวณไว้ว่าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้ตัวเลขไม่ตรงกับประมาณการและงบประมาณที่ตั้งไว้ เรื่องนี้ได้นำเงินส่วนอื่นมาชดเชยแล้ว

“รัฐบาลยังมีเงินคงคลังอยู่ไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท สามารถดูแลยอดจัดเก็บต่างๆที่แต่ละกรมคาดการณ์ไว้ได้ ยืนยันว่า ‘ถังไม่แตก’ ถังยังดีอยู่ และหนาหลายชั้น ส่วนในช่วงที่ผ่านมาที่บอกว่าส่งออกแย่ แต่จริงๆการส่งออกของไทยลดลงแค่ 9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดี”

“ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ โควิด-19 เช่น ประเทศจีน มีกว่า 20 มณฑลที่ไม่ติดเชื้อแม้แต่คนเดียว รวมถึง อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี ไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งการเปิดรับนักท่องเที่ยวเหล่านี้เข้ามาจะทำให้เกิดเงินสะพัดในเมืองไทยลงสู่เศรษฐกิจฐานราก หากไทยไม่รับนักท่องเที่ยวเข้ามา มีแต่รายจ่ายกู้เงินมาใช้อย่างเดียว จะเหมือนกับดินพอกหางหมู จึงต้องมีรายรับเข้ามาเพิ่มด้วย” นายประสงค์กล่าว

การชี้แจงของปลัดกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้น ก็น่าจะทำให้ประชาชนทั้งหลายสบายใจกันได้ว่า

รัฐบาลยังถังไม่แตก “ถังยังดีอยู่” และหนาหลายชั้น.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ทหาร,ตำรวจ และ ปค. ร่วมสกัดจับแรงงานต่างด้าว

 

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวที่น่ายินดีในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ก็คือ ข่าว ทหารพราน (ทพ.)ประสานงานฝ่ายปกครอง (ปค.) และตำรวจ (ตร.) ระดมกำลังร่วมล่าจับแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายกันเป็นจำนวนมาก

กองร้อยทหารพราน ที่ 1306 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง ได้มีการสกัดจับรถยนต์ต้องสงสัย ลักลอบขนแรงงานเขมรจากชายแดน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ไปส่งที่กรุงเทพฯ ขับแหกด่านจุดสกัดคลองกลาง บ้านสามพราน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา

ตามรายงานข่าว เจ้าหน้าที่ได้ติดตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด ไปพบรถแวนจอดติดหล่มบริเวณชายป่าวัดป่าเขาน้อย อ.ท่าตะเกียบ เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในรถ 8 คน ตรวจสอบพบเป็นคนไทย 1 คน เป็นคนขับ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นแรงงานชาวกัมพูชา จากนั้นนำตัวส่งไปดำเนินคดีที่ สภ.ท่าตะเกียบ ตามคำสั่งของ คณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ท่าตะเกียบ ที่ให้คุมเข้มมาตรการทางด้านสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19

มาตรการคุมเข้มในการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลับลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ในขณะนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านๆมา เราอาจปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายกันเป็นจำนวนมาก

ที่สร้างปัญหาในเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติและการใช้บริการพื้นฐานของรัฐเป็นอย่างยิ่ง.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“วงจรอุบาทว์” ของประเทศไทย

 

“วงจรอุบาทว์” ของการเมืองการปกครองไทยที่มีการพูดถึงกันมานานก็คือ ปฏิวัติรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง มีรัฐบาล เมื่อมีความขัดแย้งก็ไปเริ่มต้นวงจรที่ปฏิวัติรัฐประหารกันใหม่

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ ปี 2475 ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้ ข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนเข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมือง และยินยอมให้ประชาชนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ประเภทที่ 1 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนั้นยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ ระบอบประชาธิปไตย ความมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงเกิดขึ้นน้อยมาก

“ทหาร” เป็นกลุ่มที่มีบทบาททางการเมืองที่สำคัญในประเทศไทย จึงได้กลายเป็นสถาบันที่ครอบงำทางการเมืองการปกครองไทยมาโดยตลอด โดยมี นักการเมือง พรรคการเมืองฝ่ายพลเรือน และสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายตรงข้ามที่คอยต้านอิทธิพลของทหาร

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หลังปี 2475 โดยมากมักจะจบลงด้วยการรัฐประหาร ฝ่ายทหารมักจะทำสำเร็จเกือบทุกครั้ง แต่ละครั้ง พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้ง มักถูกยกเลิก  ซึ่งมีผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ทหารมักจะไม่ยอมให้มีกิจกรรมต่างๆทางการเมือง หลังจากร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญจึงได้ผ่อนคลายให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ขณะนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกำลังจะเกิดขึ้นจากประเด็นของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วยความเห็นต่างของ ส.ส.,ส.ว.(แต่งตั้ง) และ ประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไข ท่ามกลางกระแสข่าวลือ การปฏิวัติรัฐประหาร จากการการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในการฝึกหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วของ ทบ. ที่ดูเหมือนผิดปกติ

ประเทศของเราจะกลับเข้าไปสู่ “วงจรอุบาทว์” กันอยู่อีกหรือ?.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติแก้ไข รธน. (อีก 4 ฉบับ)

 

หลังจาก นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า พรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วย หัวหน้าพรรค ผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย พรรคเสรีรวมไทย ร่วมกันยื่นญัตติร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ต่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปเรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด (10 ก.ย.) นายสมพงษ์ หัวหน้า พรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน รวม 6 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย พรรคเสรีรวมไทย และ พรรคก้าวไกล (เข้าร่วมลงชื่อในนาทีสุดท้าย) ร่วมกันเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับ ต่อ ประธานสภาฯ รายละเอียดที่น่าสนใจคือ

1.ขอแก้ไข มาตรา 272 และ 159 เรื่องอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี 2.ขอแก้ไข มาตรา 270 และ 271 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 3.ขอแก้ไข มาตรา 279 ยกเลิกคำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ 4.ขอแก้ไขระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 คือเลือกตั้งโดยใช้บัตร 2 ใบ

ขณะที่ นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวว่า แม้ ส.ว.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะเห็นตรงกัน แต่เนื้อในลึกๆก็รู้อยู่ว่า มีความขัดแย้งกันอยู่ ทั้งเรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียวและสองใบ เฉพาะเรื่องไม่ให้ ส.ว.เลือกนายกฯยังพอไปได้ แต่ 4 ญัตติที่ยื่นมาใหม่นั้นไปกันใหญ่ บางเรื่องฝ่ายค้านเอาฝ่ายรัฐบาลไม่เอาเป็นความขัดแย้งกันไปในตัว

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี’60 นั้น น่าจะใช้รายงานการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 ที่รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และได้รับการยอมรับตรงกันว่าเป็นประเด็นปัญหา เป็นต้นแบบ

ขอให้ “ส.ส.”และ “ส.ว.” ทั้งหลายคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักกันเถอะ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น