โครงการ “สวยในซอย” ของ กทม.

 

เมื่อเร็วๆนี้ นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมพิจารณาคัดเลือก ซอยที่ได้รับรางวัล ระดับเขต (ป้ายเงิน) เพื่อรับรางวัลชนะเลิศ ระดับป้ายทอง ของ กทม. เพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในถนน ตรอก ซอย มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยร่วมกับ กทม.ที่ กทม.2 เขตดินแดง

ที่ประชุมได้พิจารณาจากหลักเกณฑ์การคัดเลือกซอยที่กำหนดไว้ 6 ด้าน คือ 1.ความสะอาด เช่น ซอยต้องไม่มีเศษขยะตกหล่นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนูและแมลงวัน ไม่มีน้ำท่วมขังในซอย และแหล่งเพาะพันธุ์ยุง 2.ความเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น ไม่วางกระถาง สิ่งของล้ำทางเท้า หรือผิวจราจรไม่มีป้ายโปสเตอร์ ป้ายโฆษณารกรุงรัง ฝาท่อระบายน้ำในซอยมีสภาพเรียบร้อยไม่มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ จอดบนทางเท้า 3.ความสวยงาม เช่น สภาพรั้วกำแพงหน้าบ้านเรียบร้อย ปลูกประดับ ต้นไม้ ดอกไม้ในซอยสวยงาม

4.ความปลอดภัย เช่น มีไฟส่องสว่างในซอยอย่างทั่วถึง ปรับพื้นที่เปลี่ยวเป็นพื้นที่โปร่ง ไม่มีที่ว่างรกรุงรัง สายไฟฟ้าอยู่ในสภาพเรียบร้อย 5.การมีส่วนร่วมของประชาคมซอย เช่น มีการจัดตั้งประชาคม คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ มีการทำความสะอาดครั้งใหญ่ มีกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ 6.การมีอัตลักษณ์/ความคิดริเริ่ม มีสัญลักษณ์หรือรูปแบบที่เป็นของตนเอง มีการดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ที่มีลักษณะสวยงามโดดเด่น หรือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

โดยคณะทำงานจะทำการพิจารณาคัดเลือกซอยระดับเขต จำนวน 150 ซอย ที่ได้รับรางวัล “ป้ายเงิน” ให้เหลือกลุ่มเขตละ 1 ซอย เพื่อรับรางวัลระดับ “ป้ายทอง” ของ กทม. เพื่อประกาศให้ประชาชนทั่วไปทราบและนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป

โครงการ “สวยในซอย” ของ กทม.นี้ ก็ถือว่าเป็นโครงการที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่เน้นให้ประชาชนช่วยกันดูแลสถานที่ บ้านเรือนในซอยของตนเองให้มีความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ช่วยกันทำให้กรุงเทพมหานคร “สะอาด” และ “สวยงาม” ในสายตาของประชาคมโลก.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น

นโยบายของ 11 พรรคจิ๋วร่วมรัฐบาล

 

นโยบายหาเสียงของ 11 พรรค “ขนาดจิ๋ว” ร่วมรัฐบาล ที่ให้ไว้กับประชาชน เรามาทบทวนดูว่า นโยบายโดดเด่นที่น่าสนใจมีอะไรกันบ้าง

พรรคประชาชนปฏิรูป 1.นำคำสอนของ “พระพุทธเจ้า” มาปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาทุกข์ร้อนให้ประชาชน 2.จัดตั้งสภาปฏิรูปจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัด 3.เป็น “ผู้นำ” ในการปฏิรูปพรรค ปฏิรูปการเมือง พรรคพลังชาติไทย 1.ขุดคลองไทย 2.เปิดสถานบันเทิงครบวงจร 3.ทำให้การท่องเที่ยวเป็นมาตรฐานสากล 4.เปิดศูนย์กลางการเงินของโลก 5.เป็นรัฐสวัสดิการ เช่น ผู้สูงอายุได้ 5,000 บาท/เดือน

พรรคประชาภิวัฒน์ 1.จัดตั้งสำนักงานเลขานุการพระสังฆาธิการทุกระดับ 2.จัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา 3.กัญชาล้านไร่กระจายรายได้ให้ประชาชน 4.นำเงินดูแลผู้สูงอายุ 5,000 บาท 5.สนับสนุนเบี้ยยังชีพแม่เลี้ยงเดี่ยว 10,000 บาท/เดือน พรรคไทยศรีวิไลย์ 1.ฟื้นเศรษฐกิจ 2.ซ่อมฟิตระบบราชการ 3.ปราบโกง โปร่งใส พรรคพลังไทยรักไทย 1.ตั้งกองทุนหมู่บ้านๆ ละ 3,000,000 บาท 2.ประเทศปลอดยาเสพติด 3.อีสานเขียว ภาค 2 3.เพิ่มสวัสดิการพื้นฐานผู้สูงอายุ คนพิการ

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1.ปฏิรูปการศึกษา 2.บัตรคนดีปลดหนี้ประชาชน 3.ผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มราคา 3.ยางพารากิโลสองร้อย พรรคประชานิยม 1.ให้นายจ้างจ่ายเงินประกันสังคมแทนลูกจ้างทั้งหมด 2.ค่าแรงขั้นต่ำ 360 บาท/คน/วัน ทั่วประเทศ 3.หยุดกองทัพซื้ออาวุธ 10 ปี 4.รับซื้อยางพาราสด 80 บาท/กก. ผลปาล์มสด 4 บาท/กก. 5.เพิ่มเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล 100,000 เตียง

พรรคประชาธรรมไทย 1.ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน 2.ประกันอนาคตชีวิตให้กับเด็กแรกเกิด 3.สร้างความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร พรรคพลเมืองไทย 1.ประชาธิปไตยไทย ตัดสินใจโดยคนท้องถิ่น 2.ยุบหน่วยงานของรัฐที่ล้าหลัง 3.ปฏิวัติระบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 4.ร่วมกันสร้างสังคมสวัสดิการ

พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1.จัดตั้งกองทุนบำนาญประชาชน 60 ปี ขึ้นไป รับบำนาญเดือนละ 3,000 บาท 2.บัตรประชาชนมีมูลค่า 60,000 บาท 3.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 4.ปฏิรูปการศึกษา พรรคพลังธรรมใหม่ 1.คอร์รัปชั่น 0% 2.เอาน้ำมัน-แก๊สของคนไทยคืนมา 3.หมอประจำตัวทั่วไทย 4.ปรับลด ปลดหนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

นโยบายของพรรคขนาดจิ๋วบางพรรคดูเหมือนจะออกไปในแนวของประชานิยม แต่ก็ไม่ได้นึกฝันหรืออุดมคติแต่ประการใด เพราะมีแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งถ้าสามารถผลักดันนโยบายให้ไปสู่การปฏิบัติให้กับประชาชนได้จริงแล้ว

พรรคขนาดจิ๋วทั้งหลายก็สามารถกลายเป็นพรรค “ขนาดกลาง” หรือ “ขนาดใหญ่” ของประเทศได้.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

นโยบายของ 5 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล

 

นโยบายหาเสียงของ 5 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล ที่สัญญาไว้กับประชาชน เรามาทบทวนดูว่า นโยบายที่สำคัญและน่าสนใจมีอะไรกันบ้าง

พรรคชาติไทยพัฒนา 1.เสริมสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง 2.ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ 3.จัดสวัสดิการให้ทั่วถึง 4.สนับสนุนการกระจายอำนาจบริหารสู่ท้องถิ่น 5.กระจายรายได้ไปสู่ทุกชุมชนอย่างสมดุล 6.พัฒนาเมืองให้สะดวกปลอดภัย 7.ปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวผ่านความขัดแย้ง

พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1.ปฏิรูปเอาทรัพยากรและอำนาจจากส่วนกลางให้จังหวัด 2.ให้เกษตรกรขายพืชผลได้กำไร 100% ของต้นทุน 3.เปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นของชุมชนและครัวเรือนแทนที่เป็นเพียงของภาคธุรกิจ 4.ยกคุณภาพ รพ.ชุมชนให้เท่า รพ.จังหวัด 5.อบรม อสม.มาบริบาลผู้สูงวัยและผู้พิการโดยมีค่าตอบแทน

พรรคชาติพัฒนา 1.แก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าให้กับเกษตรกรและคนในชนบท 2.สร้างนักธุรกิจใหม่ สร้าง เอสเอ็มอี ให้เข้มแข็ง 3.ส่งเสริมพลังงานทดแทน 4.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 5.เร่งรัดการกระจายอำนาจ 6.สร้างสังคมผู้สูงอายุให้มีสวัสดิการที่ดี 7.กำจัดปัญหายาเสพติด 8.จัดการปัญหาฝุ่นและสิ่งแวดล้อม

พรรคพลังท้องถิ่นไทย 1.ลดจำนวนหน่วยงานที่ทับซ้อนภารกิจ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน 2.การกระจายอำนาจเป็นวาระแห่งชาติ 3.จัดตั้งสภาพลเมือง 4.เปลี่ยนการศึกษาไทย สู่เป้าหมายคนรุ่นใหม่มีรายได้ 500,000 บาท/ปี 5.สร้างความมั่นคงทางรายได้ 6.สร้างมาตรการแก้ปัญหายาเสพติด

พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 1.เพิ่มป่าไม้ของประเทศจากการปลูกต้นไม้เพื่อสู้ภาวะโลกร้อน 2.ที่ดินกรรมสิทธิ์และที่ดินรัฐจัดสรรให้ สามารถตัดต้นไม้ที่ปลูกได้ 3.พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้ราษฎรเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้ได้ 4.ยกเลิกชนิดพืชหวงห้ามและสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถเพาะเลี้ยงได้บางชนิด 5.ห้ามใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ยากและให้ใช้พืชผักปลอดสารเคมี

นโยบายของ 5 พรรคเล็กร่วมรัฐบาลที่ประกาศเอาไว้ โดยทั่วไปเป็นนโยบายที่กล่าวเอาไว้อย่างกว้างๆ มีรูปธรรมในบางประเด็น การผลักดันนโยบายให้เป็นนโยบายของรัฐบาลและนำไปสู่การปฏิบัติให้กับประชาชนได้

ก็น่าที่จะสร้างผลงานให้กับพรรคของตัวเอง “ในอนาคต” ได้เป็นอย่างดี.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

นโยบายของ 3 พรรคหลักร่วมรัฐบาล

 

ตามที่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียง ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ 19 พรรค รวม 251 เสียง โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี คือ 1.พลังประชารัฐ 2.ประชาธิปัตย์ 3.ภูมิใจไทย 4.ชาติไทยพัฒนา 5.รวมพลังประชาชาติไทย 6.ชาติพัฒนา 7.พลังท้องถิ่นไทย 8.รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 9.ประชาชนปฏิรูป

10.พลังชาติไทย 11.ประชาภิวัฒน์ 12.ไทยศรีวิไลย์ 13.พลังไทยรักไทย 14.ครูไทยเพื่อประชาชน 15.ประชานิยม 16.ประชาธรรมไทย 17.พลเมืองไทย 18.ประชาธิปไตยใหม่ และ 19.พลังธรรมใหม่

นโยบายของ 3 พรรคหลักร่วมรัฐบาล (ขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ที่หาเสียงไว้กับประชาชน ก่อนที่การเจรจาต่อรองเก้าอี้ใน คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะสิ้นสุดลงนั้น เรามาลองทบทวนดูว่า มีนโยบายสำคัญอะไรกันบ้าง?

เริ่มจาก พปชร.1.เพิ่มค่าจ้าง/ค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท/วัน จบอาชีวะ เงินเดือน 18,000 บาท จบปริญญาตรี เงินเดือน 20,000 บาท 2.ดูแลราคาสินค้า ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้า 12,000 บาท/ตัน อ้อย 1,000บาท/ตัน ยางพารา 65 บาท/กก. ปาล์ม 5 บาท/กก. มันสำปะหลัง 3 บาท/กก. 3.นโยบาย มารดาประชารัฐ ตั้งครรภ์รบ 3,000 บาท/เดือน ค่าคลอดบุตร 10,000 บาท/เดือน ค่าดูแลเด็ก 2,000 บาท/เดือน (ได้รับจนถึง 6 ขวบ) 4.เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาท/เดือน 5.ยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดา 10% 6.ตั้งกองทุนประชารัฐ หมู่บ้านละ 2 ล้านบาท

ปชป. 1.มุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม 2.ยกระดับรายได้เกษตรกร 3.ส่งเสริมสังคมสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิต 4.ยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตยเสรี ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ภายใต้แนวทาง ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต เพื่อบรรลุภารกิจ แก้จน สร้างคน สร้างชาติ

ภท. 1.ทวงคืนกำไรให้เกษตรกร ตั้งกองทุนข้าว ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท/ตัน 2.อ้อย ไม่ต่ำกว่า 1,200 บาท/ตัน ยางพารา 70 บาท/กก. ปาล์ม 5 บาท/กก. มันสำปะหลัง 4 บาท/กก. 2.ยกระดับ อสม. เป็นหมอประจำบ้าน ค่าตอบแทน 2,500-10,000 บาท/เดือน แก้หนี้ กยศ. โดยปลดภาระผู้ค้ำประกัน 4.กัญชาไทย ปลูกได้โดยเสรี เป็นพืชแก้จน ปลูกได้ สูบได้ ภายใต้กฎหมาย

นโยบายของ 3 พรรคหลักร่วมรัฐบาลที่หาเสียงเอาไว้ ดังกล่าวข้างต้น

เราก็คงจะเห็นนโยบายของ “รัฐบาลผสม” ปฏิบัติตาม “สัญญา” ที่ให้ไว้กับประชาชน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ห้ามขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาถูก?

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ให้เลิกนำน้ำมันปาล์มบรรจุขวดสำหรับการบริโภคมาจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย และให้ขายในราคาปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยราคาขายปกติขณะนี้ควรอยู่ที่ประมาณขวด (1 ลิตร) ละ 34-36 บาท จากราคาโปรโมชันขวดละ 24-25 บาท

ทั้งนี้ หากห้างยังขายในราคาต่ำต่อเนื่อง จะกดดันให้ให้ราคาผลปาล์มสด และน้ำมันปาล์มดิบลดลงอีก ที่สำคัญทำให้เกษตรกรเดือดร้อน เพราะขายผลผลิตได้ในราคาไม่คุ้มต้นทุน ขณะที่รัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และใช้งบประมาณ 1,800 ล้านบาท ในการทำโครงการปรับสมดุลน้ำมันปาล์ม ที่ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงสกัด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกรับซื้อปริมาณ 160,000 ตัน และ ครั้งที่ 2 อีก 200,000 ตัน แต่ซื้อจริงเพียง 60,000 ตัน

ที่ผ่านมา กรมให้เวลาห้างปรับตัวมานานแล้ว เพราะอ้างว่าที่ขายราคาต่ำได้เพราะเป็นสต็อกเก่า ที่ต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบยังราคาต่ำอยู่จึงขายราคาต่ำได้ แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มดิบเริ่มขยับมาอยู่ที่ กก.ละ 19.50 บาท ไม่สมควรขายราคาต่ำอีกต่อไป ส่วนผู้บริโภคอยากให้ช่วยเหลือเกษตรไปก่อน เพราะเกษตรเดือดร้อนมาก

“มีเพียงห้างค้าปลีกสมัยใหม่ 1 แห่งเท่านั้น ที่ยังขายในราคาต่ำที่ขวดละ 29 บาท ซึ่งหากห้างนี้ไม่ให้ความร่วมมือ จะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ.2562 ฐานขายสินค้าขาดทุนต่อเนื่อง และจะส่งให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าพิจารณาต่อไป”

การที่อธิบดีกรมการค้าภายในสั่งห้างสรรพสินค้า ห้ามขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาถูก เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มดิบตกต่ำนั้น ไม่ทราบว่าเป็นนโยบายของใคร การที่ห้างฯขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาถูกก็ถือว่า เป็นการช่วยทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบสูงขึ้นเป็นอย่างดี เพราะทำให้มีการใช้น้ำมันปาล์มกันเพิ่มมากขึ้น การห้ามขายนำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาถูกให้กับประชาชนนั้น

เป็นการสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยหรือเปล่า???

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

แถลงการณ์สมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

 

15 มิ.ย.62 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า สมาคมฯออกแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการนำนักกฎหมายไร้หลักการเข้าร่วม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ เนื่องจากข่าวการจัด ครม.ชุดใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้า คสช. จะดึงนักกฎหมายไร้หลักการคนเดิมเป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย

สมาคมฯติดตามพฤติการณ์บุคคลดังกล่าวมาโดยตลอด ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ดึงมาร่วม ครม.อีกครั้ง จะทำให้ภาพลักษณ์ความสง่างามของ ครม. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดสิ้นลง คนที่จะร่วม ครม.ชุดใหม่ ควรเป็นตัวแทนประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นอีแอบ คอยเชลียร์หรือแก้ต่างให้รัฐบาล โดยไม่ยืนอยู่บนหลักกฎหมาย มุ่งแต่อธิบายหลักกฎหมายให้ผิดเพี้ยนหวังเอาใจผู้มีอำนาจ เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจของนักกฎหมายที่ยึดหลักการ

หลายสิบปีที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งเสนาบดี ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะผ่านการเลือกตั้ง แต่ได้ดิบได้ดีเพราะหาช่องว่างทางกฎหมาย อธิบายทุกอย่างให้เป็นตามความต้องการผู้มีอำนาจแต่ละยุคสมัย โดยไม่คำนึงว่าจะถูกก่นด่าจากสังคมอย่างไรหรือไม่ มีนักกฎหมายให้นายกฯเลือกอีกหลายคนใน ส.ส. 254 คน ที่อยู่ในฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ไม่ควรเลือกนักกฎหมายที่ไร้หลักการมาเป็นรองนายกฯอีกต่อไป.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

คำสั่ง คสช. ที่ 1/2562 กับ ส.ว.สรรหา

 

จากกรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเนติบริกร ให้สัมภาษณ์ถึง คำสั่ง คสช.ที่ 1/2562 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการสรรหา ส.ว.ไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่ง ไม่ใช่กฎหมาย ไม่จำเป็นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะเป็นขั้นตอนภายใน ไม่เกี่ยวกับประชาชน แต่ถ้าการสรรหาใช้วิธีสมัครต้องประกาศให้ประชาชนรู้ว่าสมัครกับใครที่ไหนอย่างไร

“ดังนั้น การประกาศหรือไม่ประกาศ จึงไม่มีผล บัดนี้ได้ได้แจกจ่ายคำสั่งดังกล่าวไปแล้ว ขอยืนยันว่าไม่มีกรรมการสรรหา ส.ว. คนใดคัดเลือกตัวเองมาทำหน้าที่ อย่าง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาที่มีชื่อเป็นกรรมการสรรหา ส.ว.ได้ลาออกตั้งแต่ต้นก่อนจะประชุมครั้งแรกเสียอีก”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า งบสรรหา ส.ว. 1,300 ล้านบาท แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย กรรมการสรรหาไปเดินหา ส.ว.ตามห้องประชุม คสช. ครม. สนช. สปช. สปท. หนักไปกว่านั้น กรรมการ 9 คน ได้เป็น ส.ว.ถึง 5 คน บอกว่าไม่ได้เสนอชื่อตัวเอง ประเมินประชาชนต่ำเกินไป

ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ไปยื่นหนังสือ (14 มิ.ย.) ถึง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนเอาผิดคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ที่ คสช.แต่งตั้งขึ้น 9 คน ที่ทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือก ส.ว. เพราะกรรมการ 5 คนได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ว.ด้วย รวมถึงยังมีเครือญาติของคณะกรรมการอีกหลายคนได้รับการเสนอชื่อด้วย จึงอาจเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนและทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2561

จากการที่ได้มีการตรวจสอบ คำสั่ง คสช.ปี 2562 ใน ราชกิจจานุเบกษา เริ่มต้นด้วย คำสั่งที่ 3/2562 คำสั่งที่ 1 และ ที่ 2/2562 คืออะไร และ หายไปไหน ทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า คำสั่ง คสช.ที่ 1/2562 เป็นคำสั่งที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีผลทางกฎหมาย

ประเทศไทย เป็น “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม” มิใช่หรือ?

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

Aladdin

หนัง ปี 2019 ของ วอลต์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส กำกับโดย กาย ริทชี่, นำแสดงโดย เมนา มาสซอด, นาโอมิ สกอตต์, วิลล์ สมิธ, มาร์วาน เคนซาริ, นาซิม เปดราด หนังจัดอยู่ในประเภท Family/Fantasy/Comedy/Musical/Romance

เป็นเรื่องราวของ อะลาดิน (มาสซอด) เด็กหนุ่มหัวขโมยข้างถนน ที่มีลิงฉลาดแสนรู้ตัวหนึ่งเป็นเพื่อน เขามีโอกาสได้พบกับ จัสมิน (สกอตต์) เจ้าหญิงที่ปลอมตัวไปเที่ยวในตลาดและถูกเจ้าของร้านจับได้ว่าขโมยขนมปังให้กับเด็ก เขาได้เข้าช่วยเหลือเจ้าหญิงให้พ้นจากข้อหาขโมยไปได้ หลังจากนั้นเขาได้ลักลอบเข้าไปในวังเพื่อนำสิ่งของไปคืนให้

เขาถูก จาฟาร์ (เคนซาริ) พ่อมดที่ปรึกษาของสุลต่าน ในตำแหน่งเสนาบดีที่ต้องการยึดอำนาจจับตัวได้ รวมทั้งบอกว่าผู้หญิงที่เขาพบนั้นเป็นเจ้าหญิง และสามารถทำให้เขาร่ำรวยได้ โดยมีเงื่อนไขให้ไปเอาตะเกียงวิเศษในถ้ำนำมาให้โดยต้องไม่แตะต้องทรัพย์สินทั้งหลายภายในถ้ำ เขาได้พบกับพรมวิเศษ และได้กลายเป็นนายของ จีนี่ (สมิธ) ยักษ์ในตะเกียงโดยบังเอิญ ซึ่งทำให้เขาได้รับพรวิเศษจากยักษ์จีนี่ 3 ข้อ

เป็นหนังรีเมกจากเทพนิยายคลาสสิก อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ ของดิสนีย์ เมื่อปี 1992 มาเป็นเวอร์ชันที่ใช้คนแสดง ด้วยทุนสร้าง 183 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมนำเพลง A Whole New World ที่ได้รับรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมมาใช้ในหนังเรื่องนี้ด้วย

เป็นหนังครอบครัว/แฟนตาซี ที่ดูสนุก คุ้มค่า น่าดูเรื่องหนึ่ง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

คิง เพาเวอร์: ใหญ่เล็กกินเรียบ

 

หลังจากที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เปิดขายซองให้เอกชนที่สนใจเข้ามาดำเนินการในโครงการร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ใน สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี เพื่อทดแทนเอกชนเดิม (คิง เพาเวอร์) ที่สัมปทานจะหมดลงในวันที่ 27 ก.ย.63

โครงการนี้ มีเอกชนเข้ามาซื้อซองจำนวน 5 ราย แต่ปรากฏว่าเข้ายื่นซองคุณสมบัติทางเทคนิค เพียง 3 ราย ประกอบด้วย 1.กลุ่ม บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด 2.กลุ่ม บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 3.กลุ่ม บริษัท รอยัล ออคิด เชอราตัน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ปรากฏว่า กลุ่ม บริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด อันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือ กลุ่มบริษัท การบินกรุงเทพ (ประกอบด้วย บริษัท โฮเต็ล ลอตเต้ และ บริษัท บางกอกแอร์เวย์) ส่วนอันดับ 3 คือ กลุ่ม บริษัท รอยัล ออคิด เชอราตัน (ประกอบด้วย บริษัท เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป และ ดิวตี้ฟรีชั้นนำจากประเทศอังกฤษ)

โดย กลุ่ม คิง เพาเวอร์ ได้มีการเสนอค่าตอบแทนเป็นรายปีที่ ทอท.ได้รับอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งถือว่าได้มากเกินความคาดหมายอย่างมาก ส่วนการจ่ายผลตอบแทนรายได้ขั้นต่ำ หรือ 15% ของยอดขายนั้น หากผลตอบแทนทางใดสูงกว่ากันก็ให้เอกชนจ่ายผลตอบแทนทางด้านนั้นให้ ทอท.

นอกจากนี้ คิง เพาเวอร์ ยังได้ชนะการประมูลดิวตี้ฟรี สนามบินภูมิภาค 3 แห่ง คือ ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่ ที่มีผู้ยื่นซอง 3 ราย (กลุ่มเดียวกันกับที่ยื่นซองสุวรรณภูมิ) โดยเสนอค่าตอบแทนสูงกว่าที่ ทอท.เคยได้รับอยู่เดิม และสูงกว่าที่ ทอท.คาดหมาย หลังจากที่ชนะการประมูลที่สุวรรณภูมิมาแล้ว

การที่ บริษัท คิง เพาเวอร์ ชนะการประมูลทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่ง รองประธานกรรมการบริษัท กล่าวว่า “บริษัทพร้อมดำเนินหน้าต่อ เพราะมีประสบการณ์ด้านนี้” ส่วนกรณีที่ว่า ดิวตี้ฟรีสนามบินภูมิภาคไม่คุ้มค่าการลงทุน หรือ ไม่ดีนั้น “ไม่หนักใจอะไร เพราะเป็นธุรกิจที่บริษัททำอยู่”

การประมูลดิวตี้ฟรีของ สนามบินสุวรรณภูมิ และ สนามบินภูมิภาค (ทั้ง 3 แห่ง) จากเดิมที่รวมสัญญาเอาไว้ด้วยกัน เปลี่ยนเป็นแยกสัญญาออกจากกัน ทำให้ ทอท.ได้รับค่าตอบแทนมากเกินความคาดหมายนั้น

เราก็คงต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สั่งให้ทบทวนสัญญาเพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

คำสัญญาของนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2

 

11 มิ.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมี นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา และเหล่าตัวแทนพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพิธี ที่ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อเสร็จพิธี พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมภริยา และตัวแทนพรรคการเมืองเดินไปยังห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า นายกฯกล่าวสำนึกในพระมหารกรุณาธิคุณ ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับเป็นเกียรติยศและเป็นสิริมงคลอย่างหาที่สุดมิได้…

“…ผมขอยืนยันว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงวัย ขับเคลื่อนประเทศในทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม”

จากนั้นกล่าวต่อว่า จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็ง ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส ตาม พ.ร.บ.การเงินการคลัง และเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

สร้างสรรค์สังคมให้มีความรักความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความอยู่ดีกินดี และความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน พร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งสถาบันชาติ ศาสนา ตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย…

คำกล่าว ของ พล.อ.ประยุทธ์ ข้างต้น ก็ถือว่าเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับคนไทยทั้งประเทศ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น