แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบ “ผักชีโรยหน้า”?

 

18 ต.ค.64 นายสมชัย สัจจพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “เพิ่มมุมคิด เติมมุมมอง ก้าวข้ามวิกฤติโควิด-19” วันสถาปนา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ครบรอบ 60 ปี ว่า วิกฤติโควิดครั้งนี้สร้างแผลเป็นให้เศรษฐกิจไทยและสะท้อนจุดอ่อนของประเทศมากมาย เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรง ระบบการช่วยเหลือสังคมที่อ่อนแอไม่ทั่วถึง และความสามารถการบริหารจัดการของรัฐที่ควรทำได้ดีกว่านี้

ทั้งนี้กระทรวงการคลัง และ สศค. จะต้องช่วยดูแลปัญหาเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้า โดยมีเรื่องสำคัญได้แก่ ปัญหาคนตกงานให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยเปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมเสนอสร้างงานในชุมชน ไม่ใช่มีแต่นโยบายจากส่วนกลางและออกมาตรการแบ่งเป็นโซนสีตามความเดือดร้อนหรือให้มหาดไทยนำกองทุนหมู่บ้านเข้ามาช่วย เพราะการแจกเงินไม่ใช่สูตรสำเร็จ แจกไปเหมือนยิงปืนได้นกตัวเดียว แต่รัฐควรจะยิงให้ได้นก 2 ตัว ดังนั้นการแจกเงินต้องมีเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจพัฒนาทักษะ ถ้าแจกแค่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ได้สร้างโอกาสเติบโตในอนาคต ต่อไปเส้นของ จีดีพี จะตกลงมาเรื่อยๆ

“ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะ เป็นเรื่องที่รัฐควรทำได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่กู้จนทะลุเพดานแล้วก็ขอขยาย การกู้จะต้องบอกว่ามีวิธีใช้หนี้อย่างไร ใช้หมดเมื่อไร เพราะทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ พ.รบ.วินัยการเงินการคลัง ขาดประสิทธิภาพ และหมดความน่าเชื่อถือไป ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐไม่ควรช่วยแค่ปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ แต่ช่วยลูกหนี้ให้มีความสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้…”

ความคิดเห็นของ นายสมชัย สัจจพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่พูดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างตรงไปตรงมา ก็ถือว่าเป็นเรื่องเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม การแก้ปัญหาด้วยการกู้เงิน และแจกเงินที่ไม่ได้มีเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจพัฒนาทักษะนั้น

ขัดหลักการ “ให้เบ็ด ไม่ให้ปลา” กับประชาชน.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

เคาต์ดาวน์ “ปีใหม่ 2565” 600 ล้านบาท!?

 

จากกรณีกระแสข่าว กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เตรียมเชิญ ลิซ่า แบล็กพิงก์ หรือ ลลิษา มโนบาล ศิลปินสาวชาวไทยชื่อดังที่มียอดวิวเข้าไปดูวิดีโอสูงสุดบน YouTube  ภายใน 24 ชม. กลายเป็นศิลปินชื่อดังระดับโลก พร้อมกับ อันเดรอา โบเชลลี นักร้องโอเปร่าชื่อดังอันดับ 1 ของโลกชาวอิตาลี มาร่วมเคาต์ดาวน์ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 ที่ จ.ภูเก็ต

โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวฯ เปิดเผยว่า จากการพูดคุยผ่านเอเจนซีชาวไทยของ 2 ศิลปิน เมื่อดูตารางเวลาและความเป็นไปได้ เชื่อว่าทั้งสองสามารถเดินทางมาไทยได้แน่ สำหรับเงินที่จะต้องใช้ คาดว่าประมาณ 500-600 ล้านบาท แบ่งเป็น 200 ล้านบาทจะใช้งบประมาณของรัฐ อีกประมาณ 300-400 ล้านบาทจะเป็นเงินจากเอกชนที่จะร่วมสนับสนุน ที่ ททท.จะจัดเป็นอีเวนต์ระดับโลกโปรโมตภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวของโลก

สำหรับ อันเดรอา โบเชลลี เป็นศิลปินชาวอิตาลีที่เคยเรียกน้ำตาจากคนทั่วโลกที่มหาวิหารดูโอโม ในคอนเสิร์ต Music for Hope เพื่อส่งกำลังใจ ความรัก ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ในวันอีสเตอร์ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกพูดถึง จะร่วมเคาต์ดาวน์ที่กรุงเทพมหานคร จะใช้ฉากหลังเป็นวัดพระแก้วและสนามหลวงเพื่ออวดประเทศไทยต่อสายตาคนทั่วโลก

การที่ รมว.การท่องเที่ยวฯ จะสร้างภาพท่องเที่ยวไทยให้ออกไปสู่สายตาชาวโลกในช่วงหลังการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่การใช้งบประมาณมากถึง 200-300 ล้านบาทนั้น ดูเหมือนจะไม่เหมาะสม ไม่คุ้มค่ากับเงินของรัฐที่ต้องเสียไป เพราะช่วงก่อนโควิดระบาด ประเทศไทยก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว

จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ น่าจะเชิญ ลิซ่า แบล็กพิงก์ ให้มาร่วมเคาต์ดาวน์คนเดียวก็น่าจะพอ หรืออาจจะเชิญศิลปินชื่อดังชาวไทยคนอื่นเข้ามาร่วมเพิ่มสีสันโชว์ประเพณี วัฒนธรรมของไทยให้อลังการกันอีกก็ได้

อย่า “ผลาญ” งบประมาณของชาติในลักษณะของ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เลย.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“วาดา” แบนไทยจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

 

จากกรณี องค์การต่อต้านสารต้องห้ามโลก (วาดา) ออกแถลงการณ์ว่า ประเทศไทย อินโดนีเซีย และ เกาหลีเหนือ ทำผิดกฎเรื่องสารต้องห้ามเกี่ยวกับนักกีฬา และจะถูกลงโทษ โดยประเทศไทยถูกระบุความผิดว่าไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสารกระตุ้นของวาดา ในด้านของการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ อินโดนีเซีย และเกาหลีเหนือ ผิดกฎในด้านของการไม่ส่งนักกีฬาเข้ารับการตรวจหาสารกระตุ้น

ทั้ง 3 ชาติจะต้องถูกบทลงโทษจากวาดาอย่างร้ายแรง ซึ่งประกอบไปด้วยการห้ามเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับชาติ ทั่วไป และระดับโลก ทุกรายการและคณะกรรมการของทั้ง 3 ประเทศ จะถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่งคณะกรรมการของวาดาเป็นการชั่วคราว อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี หรือจนกว่าจะมีคำสั่งคืนตำแหน่ง โดยผู้บริหารสหพันธ์กีฬาโลกทุกคนที่เป็นชาวไทยจะถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นระยะเวลา 1 ปีเป็นอย่างน้อย จนกว่าการแก้ปัญหาจะแล้วเสร็จ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและการกีฬา กล่าวว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังประชุมหารือกันทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อที่จะสรุปเรื่องให้ได้ภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้

“เมื่อขั้นตอนการยกร่างกฎหมายเสร็จจะทำการส่งเข้าไปที่คณะรัฐมนตรีเพื่อทำการหารือกันว่าจะมีการประกาศแก้กฎหมายควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาให้เป็นพระราชกำหนด หรือเป็นพระราชบัญญัติ ถ้าเป็นพระราชบัญญัติจะต้องใช้ระยะเวลานานและค่อนข้างจะมีปัญหามาก ซึ่งอาจไม่ทันตามกำหนดระยะเวลา 1 ปี ที่วาดาขีดเส้นตายให้กับประเทศไทยเรา” นายพิพัฒน์กล่าว

กฎเรื่องของสารต้องห้ามเกี่ยวกับนักกีฬาถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญในระดับโลกที่เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศที่พัฒนาแล้วก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาตามกันไม่ทัน

โดยเฉพาะเรื่องของการ “โด๊ปยีน” ที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนา เสียเปรียบ.

โพสท์ใน กีฬา, ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“5 อันดับ” ธนาคารพาณิชย์ “ระบบล่ม”

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถิติระบบเทคโนโลยีการสื่อสารของธนาคารพาณิชย์ไทยขัดข้องที่กระทบต่อการให้บริการทางการเงินในช่วงสำคัญครึ่งปีแรกของปีนี้ พบ 5 อันดับ ธนาคารที่ที่ระบบการให้บริการผ่านระบบโมบายแบงกิ้ง ระบบอินเตอร์เน็ต และอื่นๆ ขัดข้อง 5 อันดับ จากทั้งหมด 11 แห่ง คือ

1.ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบบขัดข้อง 13 ครั้ง ในรอบ 6 เดือน โดยการให้บริการผ่านระบบโมบาย แบงกิ้ง ขัดข้อง 7 ครั้ง ระบบอินเตอร์เน็ต แบงกิ้ง ขัดข้อง 5 ครั้ง ระบบเอทีเอ็มขัดข้อง 1 ครั้ง

2.ธนาคารทหารไทย ระบบขัดข้อง 12 ครั้ง โดยการให้บริการผ่านระบบโมบาย แบงกิ้ง ขัดข้อง 7 ครั้ง ระบบอินเตอร์เน็ต แบงกิ้ง ขัดข้อง 5 ครั้ง ระบบเอทีเอ็มขัดข้อง 3 ครั้ง และการให้บริการผ่านสาขาขัดข้อง 2 ครั้ง

3.ธนาคารธนชาติ ระบบขัดข้อง 5 ครั้ง โดยการให้บริการผ่านระบบโมบาย แบงกิ้ง ขัดข้อง 1ครั้ง ระบบ ระบบเอทีเอ็มขัดข้อง 2 ครั้ง และการให้บริการผ่านสาขาขัดข้อง 2 ครั้ง

4.ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารกสิกรไทย มีระบบขัดข้องเท่ากันคือ 4 ครั้ง โดย ธนาคารกรุงเทพ เป็นการขัดข้องการให้บริการผ่านระบบโมบาย แบงกิ้ง 4 ครั้ง ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย เป็นการขัดข้องการให้บริการผ่านระบบโมบาย แบงกิ้ง 1 ครั้ง และการให้บริการผ่านสาขา 1 ครั้ง

5.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบบขัดข้อง 3 ครั้ง ระบบโมบาย แบงกิ้ง 2 ครั้ง อินเตอร์เน็ต แบงกิ้ง 1 ครั้ง

การให้บริการผ่านระบบโมบาย แบงกิ้ง ระบบบอินเตอร์เน็ต ของธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย ในช่วงของ โควิด-19 แพร่ระบาด ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว “5 อันดับ” ของธนาคารพาณิชย์ ที่ระบบขัดข้องบ่อยครั้ง

ทำให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการประชาชนเป็นอย่างมาก.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ปฏิบัติบูชา” ตามคำพ่อสอน

 

13 ตุลาคม 2564 วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย กระทรวงมหาดไทย ได้ประชาสัมพันธ์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยการ “ปฏิบัติบูชา” ตามคำพ่อสอน

“งานราชการนั้น คืองานของแผ่นดิน มีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน งานทุกอย่างจึงต้องมีผู้ปฏิบัติและมีผู้รับช่วง เพื่อให้งานดำเนินต่อเนื่องไปไม่ขาดสาย ดังนั้น ผู้ปฏิบัติบริหารงานราชการทุกฝ่ายทุกระดับ จึงไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้ทำมาก่อน หรือใครเป็นผู้รับช่วงงาน ขึ้นเป็นข้อสำคัญนัก จะต้องถือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเป็นหลักใหญ่ แล้วร่วมกันคิดร่วมกันทำ ด้วยความอุตสาหะเสียสละ และด้วยความสุจริตจริงใจ งานทุกอย่างจึงจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด และสำเร็จผลเป็นประโยชน์ได้แท้จริงและยั่งยืนตลอดไป”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน พ.ศ.2558

การประชาสัมพันธ์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ กระทรวงมหาดไทย ข้างต้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง

ราชการทั่วประเทศทั้งหลาย  จึงควรน้อมนำพระบรมราโชวาท มา “ปฏิบัติบูชา” เพื่อบ้านเมืองและประชาชนทุกคน.

โพสท์ใน สังคม, เรื่องราว | ใส่ความเห็น

ปัญหาเรื่องของ “หนี้สินครู”

 

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะทำงานแก้ปัญหาหนี้สินครูของกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหาร ธนาคารออมสิน เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบที่พร้อมให้การสนับสนุน โดยธนาคารได้รายงานว่าที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนั้น ธนาคารมีมาตรการลดดอกเบี้ยและขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้กับครูผู้กู้

รวมถึงกลุ่มครูที่เป็นหนี้จาก สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และมีปัญหาวิกฤติหนัก ทางธนาคารก็มีมาตรการรีไฟแนนซ์ หรือ ปรับโครงสร้างหนี้ให้ด้วยมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) นอกจากนี้ยังมีมาตรการปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำโดยมีเงินในอนาคตของครูที่สะสมไว้ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือเงินจาก กองทุนสะสมการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) เป็นต้น เพื่อนำมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เพื่อชำระหนี้ได้

“เท่าที่ฟังสรุปมาตรการแก้ปัญหาหนี้ของครูของธนาคารออมสิน ถือว่ามีความสบายใจมากขึ้น เพราะธนาคารมีมาตรการต่างๆช่วยเหลือครูอย่างเต็มที่ จากนี้ไปคณะทำงานจะไปเจรจากับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูว่า กลุ่มครูที่เป็นหนี้วิกฤติหนักมีกี่รายและและจะใช้มาตรการแบบไหนได้บ้างในการเข้าไปช่วยเหลือ โดยจะดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกัน” นายสุทธิชัยกล่าว

ปัญหาเรื่องของ “หนี้สินครู” ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของข้าราชการที่ต่างก็มีหนี้เงินกู้กันมาก ในทุกกระทรวง ทบวง กรม ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีโอกาสในการกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าชาวบ้านทั่วๆไป จนทำให้ให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

การแก้ไขปัญหา “หนี้สินครู” ที่ดีก็คือ อย่าให้ “กู้เงิน” เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของเดือน.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ปัญหา “การหลอกขายสินค้า” ทางออนไลน์

 

6 ต.ค.64 นายชัยวุฒิ ธนาคมนุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยถึงแนวทางการปราบปรามมิจฉาชีพทางออนไลน์ ที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายหลายพันรายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางออนไลน์มูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท หลังจากหารือร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) โดยได้กล่าวเตือนว่า การกระทำความผิดบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้น สามารถสืบสาวถึงตัวผู้กระทำผิดได้ แม้จะอยู่นอกประเทศก็สามารถระบุตัวประสานให้ตำรวจสากลจัดการได้

“ที่ประชุมได้ร่วมหารือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ไลน์ ช็อปปี้ Tiktok เจดีเซ็นทรัล และ ลาซาด้า เพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกขายสินค้าทางออนไลน์ จากการเก็บสถิติการร้องเรียนผ่านการซื้อสินค้าทางออนไลน์ พบบน เฟซบุ๊ก มากที่สุด 82.4% มีจำนวนการร้องเรียน 19,296 ครั้ง ตามด้วยเว็บไซต์ต่างๆ 4.6% และ อินสตาแกรม 4.3%” นายชัยวุฒิกล่าว

ขณะที่ พล.ต.ต.ภานุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สอท. กล่าวว่า ผู้กระทำผิดกรณีฉ้อโกงตาม ป.อาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งยังผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาทด้วย หากเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนก็จะมีความผิดเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย

การแถลงข่าวของ รมว.ดีอีเอส ร่วมกับ ผบช.สอท.ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่ให้ความสำคัญกับการกระทำผิดบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยการหลอกขายสินค้าทางออนไลน์ให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ด้วยการจะปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด

ผู้ที่ที่เสียหายจาก “การหลอกขายสินค้า” ร้องเรียนได้ที่ สายด่วนดีอีเอส 1212 ตลอด 24 ชั่วโมง.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“รัฐธรรมนูญ” ฉบับ “สืบทอดอำนาจ”  

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็น ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ได้ถูกกล่าวหาโจมตีกันว่า เป็น ฉบับ “สืบทอดอำนาจรัฐประหาร” ของ คสช. ด้วยการกำหนดบทบัญญัติ เงื่อนไขต่างๆ โดยไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

เงื่อนไขที่สำคัญก็คือ การมีคำถามเพิ่มเติมกับประชาชน ก่อนที่จะให้ “ออกเสียงประชามติ” ที่ถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี”

มีการแก้ไขบทเฉพาะกาล ให้ ส.ว. ชุดแรกทำหน้าที่กำกับการปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ ร่วมประชุมกับ ส.ส.เป็นผู้เห็นชอบการแต่งตั้งรัฐมนตรี เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่สังคมในช่วงเปลี่ยนผ่านในระยะเวลา 5 ปีแรก ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ประเด็นที่มาของรัฐธรรมนูญจะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน (มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ) แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆ ที่น่าชื่นชม กรธ.ก็คือ ได้คงบทบัญญัติถึงการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีเอาไว้ใน มาตรา 158 วรรคสี่ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นตำแหน่ง และ มาตรา 170 ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว (1)-(6) และ นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่ง ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ด้วย

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดและเสพติดในอำนาจมากจนเกินไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

กรอบปฏิรูปประเทศของรัฐบาล “คสช.”

 

กรอบของปฏิรูปประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการรัฐประหาร 5 เรื่องแรก ที่ประกาศจะเร่งปฏิรูป ประกอบไปด้วย

1.ปฏิรูประบบราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รับบริการจากรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาก เหมือนกับการไปทำพาสปอร์ตที่สะดวกรวดเร็วต่างจากอดีตมาก

2.การปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง และการอยู่ดีกินดีของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพแหล่งทำกินที่เหมาะสม ปลูกสวนป่าในพื้นที่ของตัวเองได้

3.ลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปราบโกงเพื่อไม่ให้มีปัญหาแบบกองทุนเสมาของกระทรวงศึกษาธิการ หรือการโกงสวัสดิการประชาชน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) เพื่อให้ประชาชนทุกคนตรวจสอบสวัสดิการของตัวเองตั้งแต่เกิดจนตาย

4.ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อสร้างสวัสดิการที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นกับประชาชน เช่น ปัจจุบันมีกองทุนยุติธรรมช่วยให้คนจนไม่ต้องติดคุก การมีกองทุนสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา การจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน และการจัดตั้งสำนักงานลดความยากจนความเหลื่อมล้ำ

5.สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงการกระจายอำนาจให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วนและทุกระดับ

แนวทางการปฏิรูปประเทศใน 5 เรื่องแรกของรัฐบาล “คสช.” ที่ประกาศว่าจะทำให้เสร็จภายใน 8 เดือนก่อนเลือกตั้ง จนกระทั่ง 6 ปีผ่านไป

รัฐบาล “ปฏิรูปประเทศ” ได้สำเร็จกันไปแล้วมากน้อยแค่ไหน?.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“บำนาญประชาชน”

 

1 ต.ค.64 สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ประกาศให้เป็น วันผู้สูงอายุสากล ให้กับผู้ที่เป็นต้นแบบสำคัญของสังคมโลก ขณะที่ ประเทศไทยของเรารัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าตามอัตภาพ ด้วยการจ่าย “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” แบบขั้นบันได ในอัตรา  600-1,000 บาท/เดือน

ประเทศไทยของเรานั้นเป็น รัฐข้าราชการ ตามที่นักการเมืองและประชาชนได้พูดกัน เพราะเรามีข้าราชการเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันเรามีข้าราชการเกษียณอายุ 700,000 คนได้รับเงินบำนาญรวมกว่า 400,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้สูงอายุประมาณ 10 ล้านคน ได้เงินเพียง 70,000 ล้านบาท เท่านั้น “ข้าราชการ” จึงกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ได้รับเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุมากกว่า “ผู้สูงอายุ” ทั่วไป

ข้าราชการที่เกษียณอายุ รับบำนาญตามสัดส่วนของเงินเดือน ตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท/เดือน อีกทั้งยังมีการรับเงิน บำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่าของเงินเดือน รับครั้งที่ 1 เมื่อเกษียณอายุ รับครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 65 ปี รับครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 70 ปี และมี บำเหน็จตกทอด ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินได้อีก ข้าราชการผู้น้อยที่ได้เงินบำนาญน้อยที่ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือนจึงได้มีการเรียกร้องให้เพิ่มเงินบำนาญเพื่อที่จะได้บำเหน็จดำรงชีพเพิ่มขึ้น

การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในอัตรา 600-1,000 บาท/เดือน นั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบำนาญของข้าราชการ การจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจึงควรเพิ่มให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอ ด้วยรัฐมีหน้าที่ต้องจัดสวัสดิการให้กับประชาชนจึงควรที่จะเกลี่ยให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้นตามมาตรฐานขั้นต่ำของการดำรงชีพ

ด้วยการจัดสรรเป็นบำนาญถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีหลักพิงประทังชีวิต.

โพสท์ใน สังคม | ใส่ความเห็น