“การบินไทย” และ “ขสมก.”…??

 

หลังจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ภายใต้ พ.รบ.ล้มละลาย คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบินไทย ได้รายงานถึงกระบวนการฟื้นฟูภายใต้คำสั่งศาลว่า ขณะนี้ คณะกรรมการบอร์ดการบินไทย ได้แจ้งแก่พนักงานจำนวนกว่า 20,000 คน รวมทั้งลูกจ้างชั่วคราวตามฝ่ายต่างๆอีกประมาณ 15,000 คน ให้ทราบถึงการเตรียมลดขนาดของบริษัท และปรับลดพนักงานลง 10,000 คน แล้ว

โดยแผนการปรับลดจำนวนพนักงานนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ด้วยกันคือ ช่วงแรก 6,000 คน ส่วนอีก 4,000 คนจะดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ โดยการนี้ การบินไทยจะจ่ายค่าชดเชยการพ้นจากหน้าที่แก่พนักงานรายละ 18.5 เดือนของเงินเดือนสุดท้าย การปรับลดจะมีทุกฝ่ายตั้งแต่พนักงานภาคพื้นดินไปจนถึงกัปตันเครื่องบินในรุ่นที่จำเป็นต้องปลดระวาง

ขณะที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมติดตามการปรับปรุงแผนฟื้นฟูกิจการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า  ขสมก.ได้จัดทำรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการ ผ่าน คณะกรรมการบอร์ด ขสมก. เสนอมายัง กระทรวงคมนาคม เรียบร้อยแล้ว

โดยแผนของการฟื้นฟู จะใช้รูปแบบด้วยวิธีจัดหารถ หาพนักงาน หาเชื้อเพลิง หาที่จอดรถทั้งหมด โดยเป็นการรับจ้างวิ่ง ในส่วนของเส้นทางจะปรับเส้นทางใหม่ จาก 269 เส้นทาง เหลือเพียง 108 เส้นทาง เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนเส้นทาง ส่วนการกำหนดค่าโดยสารจะอยู่ที่ 30 บาทตลอดวัน

“การบินไทย” ได้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูภายใต้คำสั่งศาลไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คงจะทำให้การบินไทยที่พูดกันว่าเป็นสายการบินแห่งชาติ” กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ขาดทุนมาโดยตลอด สำหรับ “องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ” ก็กำลังจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพราะขาดทุนเป็นจำนวนมากในทุกปีเช่นเดียวกัน

รัฐวิสาหกิจที่มีการแข่งขัน “เสรี” ในปัจจุบัน ส่วนมากแล้วจะขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่

เพราะบริหารด้วย “ระบบราชการ” ที่ “ใหญ่โต เทอะทะ” ไม่มีความคล่องตัว.  

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

เลิกซื้อ “ลอตเตอรี่” แล้ว “รวย”

 

2 มิ.ย.63 หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ นำเสนอข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง ครูสาวแฉชีวิตคนบ้าหวยเลิกแล้ว-รวย  เผยชีวิต นางอารยา สุขประเสริฐ ครูสอนคณิตศาสตร์ ร.ร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย ถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียล พร้อมกับ “ลอตเตอรี่” กองโตเป็นจำนวนมาก พร้อมเล่าชีวิตบ้าหวยหวังเงินก้อนโต แต่ไม่เคยสมหวัง อยากให้เป็นอุทาหรณ์ “อย่าหวังลมๆแล้งๆ”

โดยผู้สื่อข่าวไทยรัฐได้เดินทางไปหา “ครูบ้าหวย” ที่บ้านเลขที่ 414 หมู่ 17 อ.เมืองร้อยเอ็ด สัมภาษณ์ นางอารยา สุขประเสริฐ อายุ 52 ปี ถึงความเป็นมาว่า รับราชการเป็นครูมา 30 ปี ชอบซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชค นำเงินจากการสอนพิเศษไปซื้อเพื่อลุ้นรางวัล ตั้งแต่ปี 2558-60 ทุ่มเงินซื้องวดละประมาณ 40,000 บาท แต่ไม่เคยถูกรางวัลใหญ่ ถูกเพียงเลขท้าย 2 ตัว หรือ 3 ตัว

และตั้งแต่ปี 2560 ได้คิดทบทวนในสิ่งที่ผ่านมา เสียดายเงินจึงได้เลิกซื้อ หันมาเก็บออม ซื้อที่ดิน 3 ไร่ ปลูกบ้านพร้อมตกแต่งอีก 1 หลัง หวังในอนาคตจะซื้อรถเบนซ์ใช้อีก 1 คัน อยากฝากเตือนคอหวยทุกคนที่มีความฝันกับการเสี่ยงโชค ลองมาเก็บเงินแทน จะทำให้ชีวิตและครอบครัวมีความสุขขึ้นอย่างแน่นอน หากเลิกซื้อหวย 3 ปี เท่ากับว่าถูกหวยอย่างแท้จริง

ข่าวนี้ก็ต้องขอชื่นชม ครูอารยา เป็นอย่างยิ่ง ที่ถ่ายคลิปโพสต์โชว์ลอตเตอรี่กองเต็มห้องลงโซเชียลให้ทราบ รวมทั้งยังได้เปิดเผยถึงชีวิตของตัวเองให้ผู้สื่อข่าวทราบ หลังจากเลิกซื้อหวยแล้วไปซื้อที่ดินและปลูกบ้านได้อีกหนึ่งหลัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่ชอบซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชค ด้วยความหวังลมๆแล้งๆ

เรื่องของการเสี่ยงโชคจากการพนัน ถือว่าเป็นเรื่องของ “ความจำเป็นที่ชั่วร้าย” ที่ทุกสังคมต้องมี บางอย่างก็ให้มีตามกฎหมาย บางอย่างก็ห้ามไม่ให้มี แต่การไม่ให้มีช่องทางในการเล่นพนันทั้งหมดเลยนั้นคงเป็นไม่ได้ เพราะจะทำให้ผู้คนไปลักลอบเล่นกันให้เป็นปัญหาของเจ้าหน้าที่รัฐ “สลากกินแบ่งของรัฐบาล”นั้น ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เพื่อให้ประชาชนได้เสี่ยงโชค แต่การเสี่ยงโชคต่างๆนั้นอยู่ที่ตัวของเราเอง

ถ้าหาก “คนไทย” เลิกซื้อหวยกันได้ ก็เท่ากับ “ถูกหวย” กันอย่างแท้จริง.

โพสท์ใน ข่าวสาร, เรื่องราว | ใส่ความเห็น

“นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”

 

จากการประชุมสภาสมัยสามัญ ปี 63 เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายในช่วงหนึ่งว่า ได้มีประชาชนตั้งสมญานามให้ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็น “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เพราะการกู้เงินจำนวนมากไม่สมประโยชน์กับงบประมาณของประเทศ และ ประชาชนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ได้ปรับชื่อ โควิด-19 เป็น “โรคประวิตร-ประยุทธ์ 2019

ขณะที่ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ มารับตำแหน่งนายกฯ มีหนี้สาธารณะ ร้อยละ 36 แต่ตอนนี้พุ่งไปเกือบ ร้อยละ 60 (ของจีดีพี) ถ้าดูความจำเป็น แม้จะต้องกู้แต่รัฐบาลต้องนับเงินในกระเป๋าก่อน ดูว่าจะเกลี่ยงบปี 63 มาใช้ได้หรือไม่ แล้วค่อยกู้ ถ้านับเงินในกระเป๋าดีๆอาจไม่ต้องกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท

ส่วนการกู้ในประเทศโดยออกพันธบัตร เราไม่ทิ้งกัน ที่ให้ดอกเบี้ย ร้อยละ 3 เกินกว่าตลาด 3 เท่า เศรษฐีพากันไปซื้อพันธบัตรจนรวย ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ขอเติมฉายาให้เป็น “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ

พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้รับฉายา จาก “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ถึง “บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ”  เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 นี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ที่ “น้ำขึ้นให้รีบตัก”  หรือว่าเป็น “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เราก็คงจะต้องติดตามกันต่อไป. 

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

พบคนไทยติดเชื้อ “โควิด-19” เพิ่มขึ้น…?

 

28 พ.ค. 63 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 11 ราย ทั้งหมดอยู่ในสถานกักกันตัวของรัฐ มียอดผู้ป่วยสะสม 3,065 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 63 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังคงอยู่ที่ 57 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตเพิ่มเติม

สำหรับ ผู้ป่วยรายใหม่ 11 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นหญิงไทย 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวกลับจากอินเดีย 1 ราย กลุ่มที่ 2 มี 6 ราย มาจากกาตาร์ เป็นชาย 5 ราย ผู้หญิง 1 ราย (เป็นแม่บ้าน) กลุ่มที่ 3 เป็นชายไทยมาจาก คูเวต 4 ราย ทำงานในแคมป์ของบริษัทต่างชาติ

ขณะที่มีกลุ่มคนไทยในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิดระบาดเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง จากเมลเบิร์นและใกล้เคียง ออสเตรเลีย  260 คน พบผู้โดยสารชาวไทยมีไข้ 26 คน จากสหรัฐอเมริกา 100 คน และจากเวียดนาม 40 คน

จากนั้น วันที่ 29 พ.ค. คนไทยยังเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเที่ยวบินพิเศษอย่างต่อเนื่องทั้งวัน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วงเช้าจาก ฝรั่งเศส 28 คน ช่วงบ่าย จาก ตุรกี 209 พบว่ามีไข้สูง 10 คน ช่วงเย็น จาก สิงคโปร์ 35 คน มีไข้ 2 ราย จาก พม่า 62 คน พบคนไทยมีไข้ 1 คน วันที่ 30 พ.ค. คนไทยจากต่างประเทศเดินทางกลับประเทศไทยทั้งวัน จาก ฟิลิปปินส์ 151 คน มีไข้ 8 คน จาก เกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา 200 คน ที่ดอนเมือง จากโตเกียว ญี่ปุ่น 51 คน

คนไทยในต่างประเทศที่เดินทางกลับประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ที่พบว่ามีไข้สูงเป็นจำนวนมากนั้น

ไม่ทราบมีการเข้มงวดจากมาตรการ “Fit to fly” ก่อนที่จะบินกันหรือเปล่า?

โพสท์ใน ข่าวสาร, สังคม | ใส่ความเห็น

กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน…?

 

จากกรณีพรรคฝ่ายค้านเสนอญัตติให้ตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ที่ไม่มีรายละเอียดในการใช้เงินส่วนนี้ให้ทราบ ด้วยกังวลว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้น แต่รัฐบาลก็ได้มีทีท่าว่า “ไม่เห็นด้วย” เพราะมีหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือ เช่น สตง.,ป.ป.ช.,ป.ป.ท. คอยดูแลอยู่แล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การขอตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ต้องติดตามต่อไปว่า สุดท้ายแล้วรับบาลจะมีปฏิกิริยาเรื่องนี้อย่างไร การตั้ง กมธ.วิสามัญ น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเห็นด้วยเกือบทุกพรรค นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สภาฯ มีความชอบธรรมที่จะตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว การที่นายกฯปฏิเสธก็เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เป็นการกระทำที่ส่อพิรุธว่ามีเจตนาแอบแฝงการใช้เงินหรือไม่?

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขอใช้เอกสิทธิ์ร่วมกับ ส.ส.จากหลายพรรค เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ที่มองว่าช่องทางกลไกรัฐสภาเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ รวมถึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส.เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ส.ส.ของพรรค อาทิ นายเทพไท เสนพงศ์ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ นายกนก วงศ์ตระหง่าน แถลงหลังยื่นญัตติต่อประธานสภาฯขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ว่า การใช้เงินกู้มหาศาลนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่ตรงเป้าหมาย ไม่โปร่งใส รั่วไหล สร้างความเสียหายขึ้น

การเสนอญัตติของฝ่ายค้านให้ตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 นี้

รัฐบาลควรที่จะแสดงถึง “ความโปร่งใส ตรวจสอบได้”  ให้กับประชาชน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“อสม.” แนวหน้าในการต่อสู้กับ “โควิด-19” ตัวจริง

 

กลุ่มบุคคลที่ได้รับการกล่าวขานในการต่อสู้และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 เป็นอย่างมาก นอกจาก แพทย์ และพยาบาล ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น นักรบเสื้อกาวน์ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มบุคคลหนึ่งที่เป็นแกนหลักสำคัญในการป้องกันเป็นอย่างมากก็คือ อสม.

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่ใช้ชื่อย่อว่า อสม. หรือ Village Health Volunteer (VHV) นี้ เป็นแนวความคิดของ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่กำหนดให้มี อสม. เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของประชาชน ตามหลักการสาธารณสุขมูลฐานของ สธ.

อสม.นี้ เป็นการรวมกลุ่มของอาสาสมัครสาธารณสุขในรูปแบบต่างๆ เช่น ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ ที่เป็นไปตามที่ คณะกรรมการกลางส่งเสริมและสนับสนุน กำหนด โดยมีสถาบันฝึกอบรม กำหนดหลักสูตร มีครูฝึกอบรมอาสาสมัคร เสนอนโยบาย ให้คำแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอาสาสมัคร มีความรู้ความชำนาญ

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็น อสม. ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 6 เดือน มีความประพฤติดี มีความประสงค์เข้าร่วมหรือเคยเข้าร่วมการสาธารณสุขและพัฒนาชุมชนของตนเอง มีสุขภาพดี รวมทั้งมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพที่เป็นแบบอย่าง และมีเวลาให้กับการทำงาน

อสม.มีสิทธิประโยชน์ ได้รับสวัสดิการช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล  เช่น ได้รับการยกเว้นค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษ จากโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัด สธ. รวมทั้งมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ตามที่กำหนด

ในปัจจุบัน อสม. มีอยู่ประมาณ 1,050,000 คน ที่เป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการพัฒนาสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน มีหน้าที่ แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ให้กับประชาชน

เราทั้งหลายคงต้องขอบคุณ “สธ.” ที่มีแนวความคิดของ “อสม.” ให้กับประเทศชาติและประชาชน.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

เจ้าหน้าที่รัฐ “เก็บค่าหัวคิว” โรงแรม…?

 

26 พ.ค.63 พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีลงพื้นที่ตรวจสอบประเด็นข้อกล่าวหามีคนใน ศบค. เก็บหัวคิวเจ้าของโรงแรม เป็นสถานที่กักกันตัวโควิดของรัฐว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า “ข้อกล่าวหามีมูล” มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ไม่เฉพาะอักษรย่อ พ.พาน ที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เพราะจะมีผลต่อรูปคดี

“ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อแล้ว หากผู้กระทำความผิดเป็นข้าราชการต้องเอาผิดทั้งวินัยและอาญา เชื่อว่ากระบวนการของตำรวจสามารถดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษได้เร็ว ยืนยันว่าการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ แต่เป็นความผิดเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น”

ขณะที่ เจ้าของธุรกิจโรงแรมในพัทยาและทั่ว จ.ชลบุรี ระบุว่า ขบวนการนี้ใช้เซลส์ประมาณ 10 คน กระจายกันไปติดต่อแต่ละโรงแรมว่าภาครัฐจะใช้เป็นสถานที่กักกันตัวคนไทยที่เดินทางจากต่างประเทศ พัก 14 วัน แต่กระทรวงสาธารณสุขจ่ายให้ 30 วัน และให้โรงแรมออกบิลห้องละ 1,000 บาท และให้หักในส่วนนี้คืนละ 400 บาท เป็นเงิน 12,000 บาท

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แค่บอกชื่อย่อ ไม่รู้ว่าเป็นใคร อยากให้ผู้ร้องเรียนที่บอกว่า มีคนติดต่อขอหัวคิว ให้ระบุถึงวันเวลาด้วย ดังนั้นคิดว่าไม่ต้องบอกชื่อย่อ แต่ขอให้บอกชื่อจริงมาเลยดีกว่า

เรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐ “เก็บค่าหัวคิว” จากเจ้าของโรงแรม เพื่อใช้เป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐนี้

“รัฐบาล” ต้องรีบดำเนินการสอบสวนและลงโทษผู้ที่ “ทุจริต” โดยเร็ว.

โพสท์ใน การเมือง, ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“วันแรก” ของการประชุมสภาพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน  

 

27 พ.ค.63 วันแรกของการประชุมสภาสมัยสามัญ ปี 63 เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค และฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ ประมาณว่าต้องใช้เงินเร่งด่วนประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่ไม่สามารถดำเนินการโดยงบปกติได้ นำไปใช้จ่ายในใน 3 แผนงานหลัก คือ 1.โครงการทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท 2.โครงการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน วงเงิน 555,000 ล้านบาท และ 3.โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท

ขณะที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวเปิดอภิปรายในบางตอนว่า การกู้เงินมหาศาลประชาชนต้องร่วมกันชำระหนี้ ต้องใช้ด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่แบ่งเค้กชิงผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องผ่านโครงการต่างๆ

“ฝ่ายค้านอยากให้ พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับ นำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ด้วยการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส มิใช่เป็นแหล่งทุนเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โปรดระลึกไว้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินในอนาคตของลูกหลาน อย่าเห็นแก่ประโยชน์แค่ Next election แต่จงเห็นแก่ผลประโยชน์ของ Next generation” นายสมพงษ์กล่าว

การอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้านอาจจะมีฉายหนังเก่าๆที่น่าเบื่อหน่ายไปบ้าง แต่การอภิปรายส่วนใหญ่ก็ยังน่าสนใจชวนติดตามพอสมควร การอภิปรายของฝ่ายรัฐบาลก็ยังอยู่ในกรอบที่ไม่ได้ประท้วงกันให้วุ่นวายจนน่าเกลียด

ที่น่าสนใจ ก็คือ ส.ส. หน้าใหม่ที่ “อภิปราย” ชวนให้ติดตามกัน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

กรณี “เงินทอนโรงแรม”…?!!

 

จากกรณีมีข่าวบุคคลแอบอ้าง ‘หักหัวคิวโรงแรม’ ที่ใช้เป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐ (State Quarantine) ที่ กระทรวงกลาโหม  กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงมหาดไทย ทำงานร่วมกัน ในการจัดหาโรงแรมเพื่อใช้เป็นสถานที่กักกันตัวคนไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ท.คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ สิ่งที่ดำเนินการคือ การให้ผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์สูงสุด และนำคนไทยที่ตกค้างอยู่ต่างประเทศกลับประเทศ โดยต้องเข้ากระบวนการควบคุมโรค 14 วัน

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีผู้ประกอบการโรงแรมร้องเรียนว่า มีคนเข้าไปประสานงาน สามารถให้การช่วยเหลือให้ผ่านการประเมิน เป็นสถานที่กักตัวผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ แต่ต้องหักค่าหัวคิว 40 เปอร์เซ็นต์ ว่า หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ขอให้ผู้ร้องเรียนนำหลักฐานมาร้องได้ที่กระทรวงฯได้ตลอดเวลา

ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นขอให้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบกรณีกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว จ.ชลบุรี ออกมาระบุว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบน 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ 1,000 บาท/ราย/วัน เพื่อแลกกับการที่โรงแรมจะได้รับการคัดเลือกเป็นสถานที่กักกันตัวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครกล้าทำ นอกจากคนใน ศบค.โดยเฉพาะขณะนี้เริ่มมีกระแสข่าวว่าเป็นคนในราชการ อักษรย่อ พ.พาน

จากกระแสข่าวที่มีบุคคลแอบอ้างเรียกรับ “หัวคิว” 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐนี้

การใช้ “งบประมาณ” ในโครงการของ โควิด-19 ต้องไม่มี “ทุจริต”โดยเด็ดขาด.

โพสท์ใน การเมือง, ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“27 พ.ค.” วันเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ

 

22 พ.ค.63 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดผู้นำฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน ตัวแทนพรรคการเมือง เข้าหารือถึงการเตรียมความพร้อมรับการเปิดประชุมรับสภาสมัยสามัญ วันที่ 27 พ.ค. ถึงมาตรการป้องกัน โควิด-19 และกรอบเวลาการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ

นายชวนได้นำตัวแทนพรรคการเมืองเข้าตรวจความพร้อมของห้องประชุม พระสุริยัน ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดที่นั่ง ส.ส.ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการจัดสรรที่นั่งให้สมาชิกส่วนหนึ่ง 60-80 คน นั่งประชุมบริเวณที่นั่งสังเกตการณ์ของคนนอกด้านบน ไม่ให้บริเวณห้องประชุมด้านล่างแน่นเกินไป ส่วนการลงคะแนนให้ทยอยมาลงคะแนนด้านล่าง

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล กล่าวว่า การหารือกันมีข้อสรุปว่า จะพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับ รวมกัน จะพิจารณาตั้งแต่วันที่ 27-31 พ.ค. พักการพิจารณาในเวลา 20.00 น.ของทุกวัน และลงมติภายในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 31 พ.ค. รวมระยะเวลาพิจารณาทั้งสิ้น 5 วัน ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย จะพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป

ด้าน นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับหลักการของ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน แต่เนื่องจากการตรา พ.ร.ก. รัฐบาลไม่ได้กำหนดรายละเอียดสำคัญ อย่างที่มาของเงิน กระบวนการใช้เงินและตรวจสอบการใช้เงินเอาไว้ ฝ่ายค้านจึงขอตั้งเงื่อนไขว่า หากฝ่ายค้านลงมติเห็นชอบแล้ว รัฐบาลต้องรายงานการใช้เงินกู้ดังกล่าวต่อสภาทุกเดือน โดยร่วมกับฝ่ายค้านในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ

การตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายค้าน จะทำให้ประชาชนได้รับทราบถึงการใช้เงินกู้ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศของรัฐบาล ให้ “โปร่งใส” ไม่ทุจริต ได้มากน้อยเพียงใด

เราก็คงจะต้องติดตาม “การอภิปราย” กันต่อไป.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น