สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ ‘โควิด-19’

 

28 ก.ค.64 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ 16,533 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 16,321 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 13,447 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 2,874 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 202 ราย เป็นผู้มาจากต่างประเทศ 10 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 543,361 ราย

รักษาตัวอยู่ 178,270 ราย อาการหนัก 4,325 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 995 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 133 ราย เป็นชาย 65 ราย หญิง 68 ราย อยู่ในกทม. 45 ราย โดยพบว่ามีผู้เสียชีวิตที่บ้าน 5 ราย อยู่ใน กทม. 1 ราย ฉะเชิงเทรา 1 ราย สมุทรปราการ 3 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 4,397 ราย

จังหวัดที่ติดเชื้อมากที่สุด 10 จังหวัด คือ กทม. 3,997 ราย สมุทรสาคร 1,147 ราย สมุทรปราการ 1,088 ราย ชลบุรี 864 ราย กาญจนบุรี 585 ราย นนทบุรี 520 ราย นครปฐม 476 ราย ฉะเชิงเทรา 447 ราย อุบลราชธานี 313 ราย ปทุมธานี 303 ราย

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในปัจจุบันนับวันจะมีการแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือ โรงพยาบาลของรัฐ เอกชน รวมทั้งโรงพยาบาลสนามมีเตียงรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาในเบื้องต้นก็คือ เมื่อประชาชนตรวจหาเชื้อพบผลเป็นบวกด้วยตัวเองให้ติดต่อกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือ ดูแลในระบบชุมชน (Community Isolation) โดยติดต่อ สปสช.เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการบริการได้เร็วขึ้น

การจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชน 10 ล้านโดส/เดือน น่าจะช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อลงได้.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“พท.” มีมติยื่น “อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

 

25 ก.ค.64 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และ เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่าทางพรรคมีมติยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ช่วงเดือน ส.ค. จากความล้มเหลวในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ทำให้ประชาชนลำบากแสนสาหัส เกิดวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ

“ไม่สามารถปล่อยให้รัฐบาลเสวยสุขบนความตายและความเจ็บปวดของประชาชนต่อไปได้อีก ถึงเวลาแล้วต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พท.มุ่งมั่นใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นก้าวแกนำประชาชนไปสู่ทางออกจากวิกฤติ ใช้กลไกสภาสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามกติกาประชาธิปไตย” นายประเสริฐกล่าว

ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคกำลังรวบรวมและประมวลผลข้อมูลยังไม่ได้กำหนดว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีกี่คน พรรคร่วมฝ่ายค้านหารือร่วมกันตลอด พรรคมีประเด็นสำคัญและตัวบุคคล เพราะเห็นความบกพร่องในการบริหารจัดการการแพร่ระบาดโควิด-19 จนทำให้ระบาดลุกลามไปทั่วและรวดเร็ว การจัดการวัคซีนเข้าข่ายปกปิดหลอกลวงประชาชน

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า อยากอภิปรายหลังจากการพิจารณางบฯวาระ 2-3 ผ่านไปแล้ว จึงกำหนดจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านน่าจะช่วยให้ประชาชนได้ทราบถึงความผิดพลาดบกพร่องของรัฐบาลได้มากขึ้น.

 

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ประเด็น “Call Out” ของเหล่าศิลปินดารา?

 

จากกรณี คนบันเทิง ศิลปิน ดารา นักร้อง พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการ “Call Out” ถึงการบริหารหารที่บกพร่องของรัฐบาลในช่วงวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นรัฐบาลโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 รวมทั้งนำเสนอข้อความอันเป็นเท็จมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทำให้เหล่าคนบันเทิงออกมาตอบโต้กันเป็นจำนวนมากว่า ประชาชนมีเสรีภาพในการออกความคิดเห็น โดยไม่แบ่งแยกฐานะอาชีพ ทุกคนล้วนมีสิทธิ์และเสียงเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้รับ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงว่า ต้องดูแต่ละกรณี เราปกครองด้วยกฎหมาย ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายไม่ต้องกังวล หากใช้สิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกินกว่าขอบเขตกฎหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเทศไทยการใช้สิทธิเสรีภาพสูง แต่จะใช้ตามอำเภอใจไม่ได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลใช้กฎหมายภายใต้ขอบเขต ไม่มีสิทธิใช้กฎหมายเกินขอบเขต เขาไม่ผิดแล้วไปกล่าวหาเขา ถือว่าคนกล่าวหาผิด แต่ถ้าล่วงเกินกระทบสิทธิผู้อื่น ผู้นั้นมีสิทธิไปแจ้งความ ต่างฝ่ายต่างมีต่างมีกฎหมายคุ้มครอง

ขณะที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เท่าที่ดูการ Call Out ของดารา ยังไม่เข้าข่ายความผิด เป็นการเรียกร้องถึงปัญหาความไม่พอใจที่มีต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาโควิด เราเข้าใจเพราะวันนี้ไม่ใช่แค่ดารา ทุกกลุ่มทุกอาชีพได้รับความเดือดร้อนกันหมด จึงแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่พอใจรัฐบาล เพียงแต่มองว่าดารานักแสดงนักร้องเป็น influencer…

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. กล่าวถึงการดำเนินคดีกับดารา นักแสดงและผู้ที่มีชื่อเสียงที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือ “Call Out” ว่า การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทำได้ แต่ความคิดเห็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่างเช่น การใช้คำว่า รัฐฆาตกร หรือใช้ถ้อยคำ ด้อยค่าวัคซีน อาจมีความผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และผิด พ.รบ.คอมพิวเตอร์…

“การแสดงความคิดเห็น” ภายใต้รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน.

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ปัญหาคนเร่ร่อน “ไร้บ้าน” !?

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายสุทธิ จันทรวงษ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ โควิด-19 ส่งผลให้คนไร้บ้านมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 จากสถิติการสำรวจคนไร้บ้านเมื่อปี 2562 พบคนไร้บ้านทั่วประเทศทั้งสิ้น 2,719 คน พบมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด คาดว่าจะมีคนไร้บ้านทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3,535 คน พส. จึงได้บูรณาการเครือข่ายคนไร้บ้าน และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่สำรวจ และให้ความช่วยเหลือคนเร่ร่อน ไร้บ้านอย่างต่อเนื่อง

“ได้มอบหมายให้ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ รองอธิบดี พส.พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการของ พส.โดยศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กทม. ลงพื้นที่ 3 จุด บริเวณหัวลำโพง ถนนราชดำเนิน และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้คำแนะนำบริการด้านที่อยู่อาศัยในบ้านมิตรไมตรี และ บ้านปันสุข บริการด้านอาหารและสุขอนามัย รวมทั้งให้คำแนะนำช่วยเหลือด้านสิทธิและสวัสดิการต่างๆ” นายสุทธิกล่าว

ปัญหาคนเร่ร่อน “ไร้บ้าน” เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก เพราะเป็นศูนย์รวมของเศรษฐกิจและความเจริญในด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนที่อยู่รอบนอกเมืองใหญ่หลั่งไหลเข้ามาหางานทำ เมื่อประสบปัญหาในเรื่องของงานก็ทำให้กลายเป็นคนเร่ร่อน “ไร้บ้าน” ค่ำไหนนอนนั่น ประทังชีวิตด้วยการขอทาน บ้างก็มีผู้ใจดีใจบุญนำอาหารไปแจกให้อยู่เป็นประจำ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ พส.คาดว่าจะมีคนไร้บ้านทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นนั้น ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมถึงได้เพิ่มมากขึ้น เพราะโอกาสที่จะติดเชื้อของโควิดนั้นมีสูงมาก เมื่อดูจากสถิติล่าสุดที่มีผู้ติดเชื้อขึ้นมากวันละ กว่าหมื่นราย

ปัญหาคนเร่ร่อน “ไร้บ้าน” เราจะปล่อยให้เป็นอมตะนิรันดร์กาลกันหรือ?.

โพสท์ใน สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“อสม.” แนวหน้าในการต่อสู้ “โควิด-19” ??

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในรอบแรกของประเทศ กลุ่มบุคคลที่ได้รับการกล่าวขานในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส นอกจาก แพทย์ และ พยาบาล ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น นักรบเสื้อกาวน์ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มบุคคลหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานในการต่อสู้และป้องกันเป็นอย่างมากก็คือ อสม.

อสม. (ประจำอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) หรือ Village Health Volunteer (VHV) นี้ เป็นแนวความคิดของ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่กำหนดให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของชุมชน ตามหลักการสาธารณสุขมูลฐานของ สธ.

ในปัจจุบัน อสม.ในปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 1,050,000 คน ที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการพัฒนาสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน มีหน้าที่ แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ให้กับประชาชน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบแรกที่ได้รับคำชมว่า ระบบสาธารณสุขไทยดีที่สุดในโลก จนกระทั่งเข้าสู่ระยะอันตรายสูงสุดในปัจจุบัน ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับหมื่นคน/วัน มีผู้เสียชีวิตสะสมจำนวนหลายพันศพ คนไข้ล้นทุกโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนามก็มีเตียงไม่พอรองรับ

อสม.ที่มีอยู่ประมาณ 1,050,000 คน ไม่ทราบว่าได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อครบทั้งหมดกันแล้วหรือไม่ เพราะขณะนี้ บุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อโควิดเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันมีการงดบริการห้องฉุกเฉิน ลดการตรวจผู้ป่วยนอก งดผ่าตัดที่ได้มีการนัดล่วงหน้า

อย่าปล่อยให้ “อสม.” ต้องติดเชื้อเช่นเดียวกับแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลเลย. 

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ทร.” ถอนงบจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ออกไปแล้ว

 

จากกรณี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 65 กล่าวถึงการประชุมงบฯ (19 ก.ค.) ที่มีวาระการพิจารณาการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ของกองทัพเรือ (ทร.) วงเงิน 22,500 ล้านบาท ว่า กมธ.งบฯพรรคฝ่ายค้านได้มีมติว่าจะขอให้ กมธ.งบฯชุดใหญ่ตัดทิ้งงบจัดซื้อเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำของกองทัพเรือ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องจัดซื้อเรือดำน้ำในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนหนักจากวิกฤติโควิด-19

ด้าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า ไม่จำเป็นต้องพูดกันมาก เปรียบเทียบเงิน 22,500 ล้านบาท ในยามประเทศชาติวิกฤติขณะนี้ มันเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำไปซื้อเรือดำน้ำ เงิน ดังกล่าว นำไปซื้อวัคซีนไฟเซอร์ได้ 35 ล้านโดส ซื้อชุด พีพีอี ได้ 150 ล้านชุด และซื้อชุดตรวจ แรพิดแอนติเจนเทสต์ ได้กว่า 60 ล้านชุด ให้กับประชาชนในประเทศไทย

ขณะที่ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในฐานะ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า พปชร.ไม่เห้นด้วยและไม่สนับสนุนกับการจัดซื้อเรือดำน้ำในเวลานี้ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังมีความรุนแรง เปรียบเสมือนการทำสงครามโลกครั้งที่ 3 จำเป้นต้องใช้งบฯเป็นจำนวนมาก จึงขอให้กองทัพเรือชะลอการจัดซื้อออกไปก่อน

ล่าสุด พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร. ได้แจ้งต่อที่ระชุมขอถอนวาระการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำออกไปก่อน โดย โฆษกกองทัพเรือแถลงชี้แจงว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของ ทร. ในการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเล ตรอบคลุมทั้ง 2 ฝั่ง มูลค่ากว่า 22.69 ล้านล้านบาท  แต่จากสถานการณ์วิกฤติโควิดที่รัฐบาลต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงขอชะลอโครงการจัดหาเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำไปก่อน

การชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำออกไปก่อน ก็ต้องขอชื่นชมผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังรุนแรงอยู่ในขณะนี้

เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับผลประโยชน์สูงสุดในภาพรวม.

โพสท์ใน การเมือง, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“แอสตราเซเนกา” ผิดสัญญาในการส่งมอบวัคซีน??

 

จากกรณี ประเทศไทยมีโรงงานผลิต แอสตราเซเนกา แต่มีข่าวบริษัททำผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบวัคซีนตามโควต้าที่ได้ตกลงกันไว้ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อมวลชนรวมทั้งสังคมออนไลน์กันอย่างกว้างขวางว่า เมื่อบริษัทผิดสัญญาแล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่รีบดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สำนักข่าวอิสรา ได้เปิดเผยจดหมายของ นายสจอร์ด ฮับเบน รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรทั่วโลก ของ บริษัทแอสตราเซเนกา (25 มิ.ย.) ที่ส่งให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข เพื่อยืนยันถึงข้อเท็จจริงในการเจรจาข้อตกลงจัดหาวัคซีนโควิด-19 เป็นจำนวน 10 ล้านโดสต่อเดือน โดยแจ้งว่า ไทยขอรับวัคซีนแอสตราเซเนกาในช่วงแรกเพียงแค่ 3 ล้านโดสต่อเดือน และเป็นการสั่งจองช้าที่สุดในอาเซียน

“ผมหวังว่าคุณจะมีความพอใจ (วัคซีนประมาณ 5-6 ล้านโดสต่อเดือน) ที่มีปริมาณเกือบ 2 เท่า ของปริมาณวัคซีนที่เราได้กล่าวถึงระหว่างการประชุมในวันที่ 7 ก.ย.63 ซึ่งสาระการหารือในวันนั้น ทีมงานของคุณได้มีการประมาณการว่าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยนั้นมีความต้องการวัคซีนประมาณ 3 ล้านโดสต่อเดือน”

ขณะที่ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวอิสรายอมรับว่าบริษัทเอสตราเซเนกา ได้ทำหนังสือมาถึงตนจริงซึ่งตนก็ได้ตอบจดหมายไปทันที (30 มิ.ย.) ยืนยันว่าประเทศไทยประสบปัญหาผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 รายวันที่พุ่งสูงมาก ต้องการวัคซีนที่มากขึ้นและเพื่อจะนำไปใช้รองรับกับเป้าหมายใหม่ที่จะจัดหาวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านโดสต่อเดือนเพื่อจะใช้ฉีดให้กับกลุ่มประชาชนคนไทย

สรุปความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็คือ ทีมงานสาธารณสุขประมาณการว่าเราต้องการวัคซีนประมาณ 3 ล้านโดสต่อเดือนเท่านั้น.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ผลการจับกุม “แรงงานต่างด้าว” ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

 

15 ก.ค.64 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จารุวัฒน์ ไวศยะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมด้วยผู้แทนเหล่าทัพ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลงผลการปราบปรามขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในรอบ 6 เดือน (1 ม.ค.-11 ก.ค.64) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

จากการปฏิบัติการร่วมสามารถจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต 14,258 คน ผู้นำหรือพาคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย 137 คน ผู้ช่วยเหลือ ซ่อนเร้นคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย 336 คน นอกจากนี้ยังสามารถทลายจับกุมเครือจ่ายขบวนการลักลอบ นำ พา ช่วยเหลือ 152 เครือข่าย และยังเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรมอีก 67 เครือข่าย

สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือปลอยปละละเลยให้มีการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ตร.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เป็นผู้กำกับควบคุมดูแล และ พล.ต.อ.จารุวัฒน์ เป็นหัวหน้าคณะฯผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้มีตำรวจที่เข้าข่ายกระทำผิดวินัย 29 นาย สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้ว 4 นาย อยู่ระหว่างสืบสวนข้อเท็จจริง 18 นาย อยู่ระหว่างการสอบสวนทางวินัย 7 นาย มีข้าราชการหน่วยอื่น 4 นาย

จากผลการจับกุมคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับรับอนุญาตในช่วงของสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่มีมากถึง 14,258 คน นั้น ก็ต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามจับกุมคนต่างด้าวรวมทั้งทลายเครือข่ายขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวได้มากถึง 152 เครือข่าย อีกทั้งดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างจริงจังและเด็ดขาด เพราะ

“เจ้าหน้าที่เลวคนเดียวเป็นอันตรายกว่าโจรนับร้อย”.

โพสท์ใน ข่าวสาร, สังคม | ใส่ความเห็น

สวนสาธารณะ “กทม.” ปิดเร็วขึ้น

 

จากกรณี ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 36) ได้กำหนดให้ “สวนสาธารณ ลานกีฬา สนามกีฬา หรือสถานที่ออกกำลังกายที่เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ให้เปิดได้จนถึงเวลา 20.00 น.” สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) จึงได้มีการปรับเวลาการเปิดให้บริการสวนสาธารณะของ กทม. จำนวน 40 แห่ง เป็นเวลา 05.00-20.00 น. ตั้งแต่ 12 ก.ค.64 เป็นต้นไป (จากเดิมที่เปิดให้บริการ 05.00-21.00 น.)

สวนสาธารณะทั้ง 40 แห่ง ประกอบไปด้วย 1.สวนสาธารณะและศูนย์กีฬาบึงหนองบอน 2.สวนหลวง ร.9 3.สวนวชิรเบญจทัศ 4.สวนลุมพินี 5.สวนเสรีไทย 6.สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ฯ 7.สวนวารีภิรมย์ 10.สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ

11.สวนนวมินทร์ภิรมย์ 12.สวนบางแคภิรมย์ 13.สวนธนบุรีรมย์ 14.สวนกีฬารามอินทรา 15.สวนทวีวนารมย์ 16.สวน 60 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ 17.สวนพระนคร 18สวนปทุมวนานุรักษ์ (อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) 19.สวนวนธรรม 20.สวนหนองจอก

21.สวนสิริภิรมย์ 22.สวนวัชราภิรมย์ 23.สวนวนาภิรมย์ร่มเกล้า 24.สวนรมณีนาถ 25.อุทยานเบญจสิริ 26.สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ 27.สวนหลวงพระราม 8 28.สวนสราญรมย์ 29.สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เขตบางกอกน้อย) 30.สวนสาธารณะบึงน้ำลาดพร้าว

31.สวนสันติภาพ 32.สวน 50 พรรษา มหาจักรีสิรินธร 33.สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เขตสาทร) 34.สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน 35.สวนพระยาภิรมย์ 36.สวนสาธารณะสันติชัยปราการ 37.สวนราษฎร์ภิรมย์ 38.สวนสิรินธราพฤกษาพรรณ 39.สวนนคราภิรมย์ 40.สวนจรัญภิรมย์

เพื่อแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19.

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

“ประธานาธิบดีเฮติ” ถูกลอบสังหาร!

 

7 ก.ค.64 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว นายโฌเวเนล โมอิส ประธานาธิบดีเฮติ ชาติหมู่เกาะคาบสมุทรเคริบเบียน ถูกกลุ่มคนร้ายบุกลอบสังหารอย่างอุกอาจในบ้านพักกรุงปอร์โตแปรงซ์ พร้อมยิงสตรีหมายเลขหมายเลขหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส

นายลีออน ชาร์ลส์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงปอโตแปรงซ์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ปะทะกับกลุ่มนักรบรับจ้าง ซึ่งได้ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต 4 คน และถูกจับกุม 2 คน แต่เชื่อว่ายังมีบางส่วนที่อยู่ระหว่างการหลบหนี แต่ทางการขอให้คำมั่นว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จะต้องถูกจับตายหรือถูกจับกุม

ด้าน นายโคลด โจเซฟ นายกรัฐมนตรีเฮติ ได้ประกาศคำสั่งภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนด้วยว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบประธานาธิบดีโมยิส นอนเสียชีวิตในบ้านพัก โดยศพถูกยิงจนพรุนเป็นจำนวน 12 นัด และห้องนอนกับห้องทำงานถูกรื้อค้น ขณะที่ลูกสาวปลอดภัยหลังซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า ชุดอารักขา 2 นายถูกกลุ่มคนร้ายจับมัดไว้

เหตุลอบสังหารในครั้งนี้ได้มีเสียงประณามจากผู้นำหลายประเทศทั่วโลก อาทิ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ นายโจเซฟ บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ร่วมกันเรียกร้องให้ประชาชนชาวเฮติอยู่ในความสงบ ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวาย รวมทั้งปัญหาแก๊งอาชญากรรม ภาวะเงินเฟ้อหนักและกระแสประท้วงการบริหารแบบเผด็จการของนายโมอิส

ล่าสุด นายโคลด โจเซฟ นายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้ขอร้องให้สหรัฐฯกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ส่งกองกำลังเข้ามาเพื่อคุ้มครองดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งทางยูเอ็นยังต้องขอคำสั่งอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เสียก่อน

ขณะที่สหรัฐฯได้ส่งทีมงานให้ความช่วยเหลือในเรื่องที่ได้ขอไป.

โพสท์ใน ข่าวสาร, เรื่องราว | ใส่ความเห็น