วันแถลงนโยบายของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2”

 

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 2” ได้ถูกนำออกมาแจกจ่ายให้รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา สื่อมวลชน และเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้าก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีการแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 25-26 ก.ค. ตั้งแต่เวลา 09.30 น.ที่ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

นโยบายของรัฐบาล แบ่งออกเป็น นโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน และ นโยบายหลัก 12 ด้าน โดย นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน 2.การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน 3.มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับการผันผวนของเศรษฐกิจโลก 4.การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม 5.การยกระดับศักยภาพของแรงงาน 6.การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศ

7.การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 8.แก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำ 9.แก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 10.พัฒนาระบบการให้บริการประชาชน 11.การแก้ปัญหาภัยแล้ง และ 12.สนับสนุนให้มีการศึกษา รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 

นโยบายหลัก ได้แก่ 1.ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.สร้างความมั่นคง ปลอดภัย และความสงบสุขของประเทศ 3.ทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 4.การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก 5.การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย 6.การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

7.การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก 8.ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของไทยทุกช่วงวัย 9.การพัฒนาระบบสาธารณสุข และหลักประกันทางสังคม 10.การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม 11.การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ และ 12.การป้องกันและปราบปรามการประพฤติผิดและประพฤติมิชอบและกระบวนการยุติธรรม

ในการแถลงนโยบายรัฐบาล 7 พรรค ฝ่ายค้าน ได้จัด เนื้อหาการอภิปรายแบ่งเป็น 6 กลุ่ม คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.ด้านการเมือง 3.ด้านความมั่นคง 4.ด้านสังคม 5.ด้านการศึกษา และ 6.ด้านการกระจายอำนาจ และ แบ่งรัฐมนตรีที่มีปัญหาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่ม 3 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ 2.กลุ่มรัฐมนตรีที่มีคดีค้างอยู่ เช่น นายอุตตม รมว.คลัง ร.อ.ธรรมนัส รมช.เกษตรฯ นายสุริยะรมว.อุตสาหกรรม  นายวีรศักดิ์ รมช.พาณิชย์ 3.กลุ่มรัฐมนตรีที่ถือหุ้นสื่อ เช่น ม.รว.จัตุมงคล  นายสาธิต นายเทวัญ

ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แกนนำ 19 พรรค ฝ่ายรัฐบาล ได้จัด 20 ส.ส.ให้ลุกขึ้นทักท้วง หากฝ่ายค้านออกนอกประเด็น โดยเฉพาะการอภิปรายเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี

การอภิปรายถึงนโยบายของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” จะ เข้มข้น จริงจัง ได้ประโยชน์ หรือว่า จะ เยิ่นเย้อ น่าเบื่อหน่าย ไร้สาระ เช่นเดียวกับที่ผ่านๆมา

ก็ขอให้ผู้ที่สนใจทั้งหลาย ติดตามรับชมรับฟังกันได้ทางโทรทัศน์รัฐสภา ช่อง 10.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

กองทัพ กับ การเมือง

 

จากกรณีที่มีการปล่อยข่าวในโซเชียลมีเดีย อ้างคำพูดของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ถึงเรื่องการอภิปรายนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวขู่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลว่า “การอภิปรายนายกฯเหมือนปัดขาประเทศ หากใครคิดไม่หวังดีแล้วเกิดความวุ่นวาย ผมก็คงต้องออกไปทำงานเพื่อชาติ อย่าบังคับผม”

กระแสข่าวนี้ทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ ต้องออกมาปฏิเสธว่า “ไม่เคยพูด” และให้สัมภาษณ์ (ที่กองทัพน้อยที่ 1) ว่า จะไม่ฟ้องร้องและไม่กังวลใจกับสถานการณ์การเมือง จากนี้ไปการดูแลความมั่นคงหลังจาก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) หมดอำนาจแล้ว ขอให้รอก่อน เพราะตอนนี้กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ หรือบทความเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นมาในอดีต รวมถึงความเชื่อมโยงต่างๆ

“โดยขณะนี้ พยายามเรียบเรียงมาได้ 2 สัปดาห์แล้ว เป็นเรื่องความมั่นคง รวมถึงโซเชียลและสื่อมวลชนด้วย จากนั้นจะเผยแพร่ต่อไป” และที่หลายฝ่ายกลัวว่าปัญหาจะกลับมาเหมือนเดิมอีก “ขออย่าอยู่กับอดีต เพราะวันนี้ไม่มี คสช.แล้ว มีความพยายามพูดโยงเรื่องต่างๆ ถ้าผมจะให้สัมภาษณ์หรือพูดอะไร จะพูดกับสื่อมวลชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยไปแอบพูดที่ไหน ไม่ได้ใช้โซเชียล แต่กลับถูกโซเชียลทำให้เกิดผลกระทบ…”

“กองทัพเป็นเพียงองค์กร หรือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ในแง่ของความผูกพันของสายการบังคับบัญชา กองทัพก็ต้องฟัง รมว.กลาโหม ถึงแม้ รมว.กลาโหมจะเป็นนายกฯ ก็ต้องยึดตามสายการบังคับบัญชา เราต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว เรื่องเดิมๆผ่านไปหมดแล้ว…”

“ปัจจุบันเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำคัญผมดีใจที่หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้ส่งหนังสือแสดงความยินดี หลังจากที่ ครม.ได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯ มีการตอบรับจากอารยประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ผมขอฝากไว้ว่า เรามีประชาธิปไตยแล้ว…”

จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อภิรัชต์ ข้างต้น ก็ถือว่าเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับประชาชนได้มั่นใจในสถานการณ์การเมืองไทยมากยิ่งขึ้น เพราะกองทัพเป็นเสาหลักในการรักษาความมั่นคงของชาติ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับรัฐบาล

ดังนั้น ครม. และ นักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ทั้ง 19 พรรค จึงต้องตั้งใจทำงานด้วย ความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน นักการเมือง ฝ่ายค้าน ทั้ง 7 พรรค  ก็ต้องค้านอย่างสร้างสรรค์ ตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล ด้วยความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ รวมทั้งไม่ล้มล้างรัฐบาลด้วยการเล่นการเมืองบนท้องถนนตามที่ได้ประกาศไว้

เรามาช่วยกันปกป้อง “ประชาธิปไตย” ให้หลุดพ้นจาก “วงจรอุบาทว์” กันเสียที.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

X-Men: Dark Phoenix

หนัง ปี 2019 ของ ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ กำกับโดย ไซมอน คินเบิร์ก นำแสดงโดย โซฟี เทอร์เนอร์, เจมส์ แมคอาวอย, ไท เชอริแดนไมเคิล ฟาสสเบนเดอร์, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, สกอตต์ เชพเพิร์ด หนังจัดอยู่ในประเภท แอ็กชัน/ผจญภัย/ไซ-ไฟ

เป็นเรื่องราวของเหล่าบรรดามนุษย์กลายพันธุ์ เริ่มต้นจากอดีตของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมิวแทนต์ที่ยังไม่สามารถควบคุมพลังความสามารถของตัวเองได้ ซึ่งพลังอันมหาศาลของเธอนั้น ทำให้เธอต้องสูญเสียครอบครัวของเธอไป

จีน เกรย์ (เทอร์เนอร์) ได้ถูกนำตัวไปอยู่ในการดูแลของ ชาร์ลส์ ซาเวียร์ (แมคอาวอย) กับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่มีพลังพิเศษต่างๆกันไป และเป็นคนรักกับ สกอตต์ (เชอริแดน) ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้พิทักษ์โลก ที่ต้องไปช่วยเหลือมนุษย์อวกาศของสหรัฐอเมริกานอกโลก

เธอได้รับพลังงานมืดบางอย่างที่ทำให้เธอมีความแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ เธอไม่สามารถควบพลังงานอันมหาศาลนั้นได้ ในที่สุดพลังงานนั้นก็ทำให้เธอกลายเป็นดาร์ก ฟีนิกซ์ มนุษย์กลายพันธุ์ที่ทรงอานุภาพมากที่สุด ในการต่อกรกับเหล่าบรรดาวายร้ายนอกโลกที่ตามเข้ามาเพื่อยึดครองโลก

เป็นหนังแอ็กชั่น/ไซ-ไฟ ที่สู้กันล้างผลาญ พอดูเพลินๆเรื่องหนึ่ง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

การจัดเก็บภาษีของติดตัวผู้โดยสารที่สนามบินของประเทศไทย

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายธาดา ชุมไชโย ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร เปิดเผยผลการจับกุมคดีลักลอบขนส่งสินค้าเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีการลักลอบนำเข้านาฬิกาหรูมากที่สุด เช่น นาฬิกา ปาเต็ก ฟิลิปป์ ราคาเรือนละ 800,000 บาท ถ้าเสียภาษีถูกต้อง คือ ภาษีนำเข้า 5% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% รวมแล้วต้องเสียภาษี 12% หรือเสียภาษีเกือบ 100,000 บาท/เรือน รองลงมาคือ กระเป๋าแบรนด์เนม ภาษีนำเข้า 20% แวต 7% หรือ รวม 27% ถ้าราคากระเป๋า 100,000 บาท ต้องเสียภาษี 27,000 บาท

ซึ่งต่อมา ได้มีคนโพสต์ในโซเชียลมีเดียร้องเรียนว่า ซื้อชุดอาบน้ำเข้ามาในราคา 1,500 บาท แต่เจ้าหน้าที่เก็บภาษี 10,000 บาท ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ สงสัยเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสำหรับการนำเข้าของติดตัวผู้โดยสารทางท่าอากาศยานของ กรมศุลกากร ว่า ใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องหรือไม่?

ประเด็นนี้ ทำให้ นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษก กรมศุลกากร ต้องออกมาชี้แจงว่า ตามประกาศของกรมผู้โดยสารจะได้รับการยกเว้นอากรสำหรับของส่วนตัวเพื่อใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ มูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท โดยต้องไม่เป็น ของต้องห้าม อาทิ ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ เป็นต้น หรือ เป็นของต้องมีใบอนุญาต (ของต้องกำกัด) เช่น อาวุธปืน พืช สัตว์เลี้ยง เป็นต้น และไม่มีลักษณะทางการค้า

“หากผู้โดยสารนำของที่มี มูลค่าเกิน 20,000 บาท หรือ เป็นของที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์ หรือสินค้าเพื่อการค้าขาย แม้จะมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท เช่น นาฬิกา กระเป๋า รองเท้า ของดังกล่าว ถือเป็นของต้องเสียภาษีอากร ซึ่งผู้โดยสารสามารถมาสำแดงของเพื่อเสียภาษีอากรที่ช่องตรวจมีของต้องสำแดง (ช่องแดง) และหากของนั้นเป็นของต้องกำกัด ของนั้นต้องได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน และ ถ้าหากผู้โดยสารเสียภาษีแล้ว จะต้องได้รับใบเสร็จจากเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง ถ้าหากไม่ได้รับใบเสร็จ จะถือว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ สามารถร้องเรียนได้ ส่วนใครที่ไม่ต้องการเสียภาษีนำเข้าถ้าหากถูกเรียกเก็บภาษี สามารถยกสินค้าเหล่านั้นให้เป็นของรัฐบาลได้”

“หากผู้โดยสารคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการจัดเก็บภาษี หรือพบเห็นเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สามารถร้องเรียนได้ตามช่องทางต่างๆ ได้แก่ โทรศัพท์สายด่วน 1332 ทาง LINE ID : @customshearing หรือร้องเรียนด้วยตนเองผ่านศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาเรื่อร้องเรียนตามโครงการ “ระฆังศุลกากร” รวมถึงส่งไปรษณีย์มาที่กรมศุลกากร หรือส่ง E-mail มาได้ที่ ctc@customs.go.th” นายชัยยุทธกล่าว

เรื่องของการจัดเก็บภาษีอากรของสินค้าที่ผู้โดยสารนำเข้าของกรมศุลกากรนี้ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างกันไป จนมีผู้นำไปเกี่ยวโยงถึงเรื่องของพิษบาทแข็งว่า แห่น้ำเข้าแบรนด์เนมกันมาก ทั้งๆที่เป็นเรื่องปกติของการเดินทางไปต่างประเทศเมื่อพบสินค้าถูกใจ ก็อยากซื้อติดตัวเพื่อนำมาใช้เอง (ตามมูลค่าที่กำหนด) ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของเชิงพาณิชย์หรือการค้า (บางคน) แต่อย่างใด

คำชี้แจงของกรมศุลกากรดังกล่าวข้างต้น

ก็น่าจะสร้างความกระจ่างในเรื่องของการเก็บภาษีสิ่งของนำเข้าที่สนามบินได้เป็นอย่างดี.

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

“ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับ ค่าเงินบาท

 

สัปดาห์ที่แล้ว นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ ของ ธปท.สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เรื่อง โลกเปลี่ยน หมู่เฮาปรับ รุกรับให้ทัน ถึง 7 ข้อเท็จจริงเรื่องค่าเงินบาท และการปรับตัวภายใต้ความผันผวนเศรษฐกิจโลกว่า

1.เงินบาทที่แข็งค่า มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ต้องดูทั้งทางด้านได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ 2.ตั้งแต่ต้นปี 2562 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้จากนโยบายการเงินของเฟด 3.แบงก์ชาติเข้าไปดูแลบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็ว ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ แต่ก็ระวังไม่ให้เป็น ผู้บิดเบือนค่าเงิน

4.เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และทนทานต่อความผันผวนให้ได้ 5.เอฟเอ็กซ์ อ็อปชัน เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่จะช่วยล็อกเรต ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน

6.ในปัจจุบันสินค้าที่ส่งออก 80% ยังกำหนดราคาขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯมีเพียง 10% การกำหนดราคาสินค้าส่งออก ในสกุลเงินของคู่ค้า (local currency) หรือในรูปเงินบาทแทน จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและลดต้นทุนได้ เช่น ส่งไปยุโรปทำไมไม่ใช้เงินยูโร ส่งไปญี่ปุ่นทำไมไม่ใช้เงินเย็น โดยเฉพาะในขณะนี้ เงินบาทกับเงินเย็น ถือเป็นเงินปลอดภัยเหมือนกัน เมื่อค่าเงินเย็นแข็งบาทก็แข็ง ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน และสะดวกสำหรับคู่ค้าด้วย “ปัจจุบันเริ่มเห็นผู้ส่งออกกำหนดราคาสินค้าเป็นเงินบาทเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 15% ของทั้งหมด และบางตลาดใช้สูงมาก เช่น การส่งออกรถยนต์ไปออสเตรเลียใช้เงินบาทถึง 30%”

7.ในอนาคต ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้มีแนวโน้มลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นเพราะปัจจัยสำคัญ ความเสี่ยงและความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่กำหนดค่าเงินบาทมาจากต่างประเทศ เช่น ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินนโยบายของสหรัฐอเมริกา หรือ จากการแยกตัว ของ สหราชอาณาจักร (เบร๊กซิต) ออกจากสหภาพยุโรป

ดังนั้น ในอนาคตค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลง ไม่มีใครคาดเดาได้ จึงไม่อยากให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจในลักษณะที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง หรือ เก็งกำไรค่าเงินบาท ดังที่ผู้ประกอบการบางท่านบอกว่า ขอติดปลายนวมเล็กๆน้อยๆ เพราะการธุรกิจดำเนินการมาด้วยความยากลำบาก จึงควรปิดความเสี่ยง โดยรวมค่าทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน เข้ามาเป็นต้นทุนเหมือนต้นทุนปกติ เหมือนการส่งสินค้าไปต่างประเทศ ต้องซื้อประกันการขนส่งสินค้า อัตราการแลกเปลี่ยนก็เช่นเดียวกัน ควรเป็นส่วนหนึ่งของการทำประกันตามปกติ

จาก 7 ข้อเท็จจริงเรื่องค่าเงินบาท และการปรับตัวภายใต้ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ดังกล่าวข้างต้น ก็ต้องขอขอบคุณ ผว.ธปท.ที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าเงินบาทให้ประชาชนได้ทราบว่า

“ใคร” เป็นผู้ที่เก็งกำไร “ได้ประโยชน์” จากค่าของเงินบาท?

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

เสียงสะท้อนถึง ครม. “ประยุทธ์ 2”

 

หลังมีประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ประยุทธ์ 2 ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง ครม.ประยุทธ์ ทั้ง “เย้” และ “ยี้” คือ แสดงถึงความรู้สึก “ดีใจ” และ “ผิดหวัง” แตกต่างกันไป ฝ่ายที่ร้อง “เย้ ” ดีใจ ก็เพราะว่า กว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ ต้องใช้เวลานานไปกว่า 3 เดือน

ฝ่ายที่ร้อง “ยี้” ผิดหวัง ก็เพราะว่า เมื่อเห็นรายชื่อของรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว มีกว่าครึ่งที่เห็นว่ามีคุณสมบัติไม่ค่อยจะเหมาะสม และกว่าจะได้มาก็ทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงตำแหน่ง บางคนมีข่าวเคยถูกต้องโทษ พ้นออกจากราชการ การบริหารประเทศต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ใครก็ทำได้

เรื่องของคุณสมบัตินี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบรัฐมนตรีแล้วพบว่าหลายคนอาจมีปัญหาคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง เช่น นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ มีปัญหาถือหุ้นสัมปทานรัฐ แต่อยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารวมอดีต รมต.อีก 3 คน อาจถือว่าพิจารณาล่าช้า หรือกรณี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง มีคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกรุงไทยจะตรวจสอบต่อ

รวมทั้ง นายวิษณุ เครืองาม และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กำลังตรวจสอบว่าได้อยู่ร่วมใน ครม.ชุด นายทักษิณ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.แปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ที่มีผลลามถึงรัฐมนตรีถูกยึดทรัพย์ จะมีปัญหาด้วยหรือไม่?

เรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี เราคงต้องยอมรับกันว่า มีนักการเมืองให้เลือกเป็นรัฐมนตรีมีไม่มากนัก ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ได้เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า ประชาชนเลือกกันเข้ามาเอง ก็ต้องคัดเลือกจากคนที่ประชาชนเลือกกันเข้ามา

ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทาง “ผิดหวัง” เป็นจำนวนมาก แต่เราก็คงต้องยอมรับ ครม.ประยุทธ์ 2 ว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ขอให้ ครม. “ประยุทธ์ 2” ปฏิรูปประเทศ และ ทำให้ประชาชนมีความสุขก็แล้วกัน.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ครม.”ประยุทธ์ 2”

 

หลังจากเว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี รัฐบาล ประยุทธ์ 2 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายชื่อของรัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามโผที่สื่อมวลชนได้คาดการณ์เอาไว้ ที่เปลี่ยนไปจากโผบ้างก็ได้แก่

1.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมว.พลังงาน 2.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม 3.นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ 4.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็น รมว.แรงงาน 5.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัลฯ 6.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหม 7.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ 8.นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็น รมช.มหาดไทย 9.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ

ตามข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตรวจสอบและจัดการโยกย้าย สับเปลี่ยนรายชื่อรัฐมนตรีด้วยตัวเอง เพื่อประสิทธิภาพ ภาพลักษณ์ และความเหมาะสมของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการปฏิรูปประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ได้จัดทำไว้

จากนี้ไป พล.อ.ประยุทธ์ จะนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนเข้ารับหน้าที่ และคาดว่าประมาณวันที่  24-25 ก.ค.นี้ จะนำ ครม.เข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ก็เป็นที่หวังว่า “ครม.ประยุทธ์ 2” จะตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนกันอย่างเต็มความสามารถ.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจไทยในสายตาของธนาคารโลก

 

สัปดาห์ที่แล้ว นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (ฉบับล่าสุด) ของธนาคารโลกที่จัดทำขึ้นว่า เศรษฐกิจไทยปี 62 เหลือขยายตัว 3.5% จาก 3.8% ปี 63 คาดขยายตัว 3.6% และ ปี 64 ขยายตัว 3.7%

สาเหตุที่เศรษฐกิจปีนี้ชะลอลง เป็นผลจากไตรมาสแรกการส่งออกหดตัวมากสุดในรอบ 3 ปี รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่ลดลงจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ชะลอตัว เพราะการเลือกตั้งล่าช้า ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% ต่ำสุดในอาเซียน

นอกจากนี้ รายได้จากภาษีของรัฐลดลง ส่วนหนึ่งจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนเติบโตในอัตราชะลอลง เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการส่งออกที่ติดลบ อีกทั้งการท่องเที่ยวยังลดลงจากเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 3.3% ในการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ผ่านมา ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของประเทศจากการส่งออกที่คาดไม่ขยายตัวในปีนี้ และการท่องเที่ยวชะลอลง แต่ครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายของรัฐ ขณะที่การส่งออกครึ่งหลังจะฟื้นตัวขึ้นเช่นกัน

“แม้ลดเป้าหมายเศรษฐกิจเหลือ 3.3% เพราะมองว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะฟื้นมาที่ 3.7% จึงไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินทันที ส่วนการแข็งค่าของเงินบาทมาจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่การไหลข้าวของเงินทุนต่างชาติไม่มากนัก ประมาณ 10% ของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด สำหรับเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ราว 1,800-1,990 ล้านเหรียญ หากเห็นการไหลข้าวของเงินต่างชาติที่ผิดปกติ หรือทำให้ค่าเงินบาทผิดไปจากปัจจัยพื้นฐาน ก็พร้อมออกมาตรการดูแล” นายวิรไทกล่าว

ถึงแม้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจไทยในปีต่อๆไปก็ยังคงขยายตัวดีอยู่.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

ผลงาน “5 ปี รัฐบาลประยุทธ์ 1”

 

10 ก.ค.62 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พร้อมคณะผู้ประเมินของทีดีอาร์ไอ ร่วมกันแถลงประเมินผลงานปฏิรูป 5 ปี รัฐบาลประยุทธ์ 1 ว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่บริหารประเทศ ได้มีการออกกฎหมายภายใต้ คสช. มากกว่า 400 ฉบับ สามารถปลดล็อกด้านกฎระเบียบต่างๆของภาครัฐให้เดินหน้าไปได้หลายส่วน

ผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ 1.โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 2.การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น รถไฟฟ้า 10 สาย ใน กทม. เริ่มก่อสร้างไปแล้ว 5 เส้นทาง รถไฟความเร็วสูง และสนามบิน ที่จะเกิดการลงทุนมูลค่ากว่า 200,000 บาท/ปี ต่อเนื่องไปใน 3-4 ปี ข้างหน้า และ

3.การปลดล็อกแก้ปัญหาธงแดง ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ปลดธงเหลือง แก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือขาดการควบคุม (ไอยูยู) รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น

ผลงานที่ล้มเหลวมากที่สุด อย่างเช่น 1.การทุจริตในรัฐบาล โดยเฉพาะความโปร่งใสในการตรวจสอบคนในรัฐบาล เช่นกรณี นาฬิกายืมเพื่อน การเอื้อประโยชน์กับทุนใหญ่ที่เชิญชวนให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนให้ก่อน ทำให้มีโอกาสจะขอรับผลตอบแทนบางอย่าง ซึ่งรัฐบาลจะปฏิเสธได้ยาก

2.ใช้มาตรา 44 เอื้อประโยชน์ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกรณีการทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควบคู่ไปกับช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่อนชำระค่าใบอนุญาต 3 ราย ได้รับผลประโยชน์ไปเกือบ 20,000 ล้านบาท

3.การออก พ.ร.บ.การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ.2562 กฎหมายที่ไม่เป็นมิตรต่อการส่งเสริม “เศรษฐกิจดิจิทัล” โดยให้ดุลพินิจหน่วยงานภาครัฐใช้อำนาจ โดยปราศจากกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม

การประเมินผลงาน 5 ปี รัฐบาลประยุทธ์ 1 นี้ ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง จึงขอวิจารณ์รัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ให้คะแนนว่าสอบตกหรือสอบผ่านในการประเมินในครั้งนี้

ถึงจะอย่างไรก็ตาม เราก็คงจะต้องขอบคุณ ทีดีอาร์ไอ ที่ประเมินผลงานของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่ผ่านไปว่า

มีผลงานอะไรที่ช่วย “พัฒนาประเทศไทย” และสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ให้กับประชาชน กันบ้าง?

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น

คำสั่ง หน.คสช.ยกเลิก ประกาศ คำสั่ง ที่หมดความจำเป็น

 

9 ก.ค.62 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2562 เรื่องการยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.บางฉบับที่หมดความจำเป็น โดยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 มีคำสั่งให้ยกเลิก ประกาศ คำสั่ง คสช. คำสั่ง หัวหน้า คสช. ตามบัญชีที่หนึ่ง บัญชีที่สอง บัญชีที่สาม บัญชีที่สี่ และบัญชีที่ห้า ท้ายคำสั่ง

บัญชีหนึ่ง ประกาศ คสช. อาทิ เรื่อง ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต เรื่องห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เรื่องการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ในระบบดิจิทัล และระบบผ่านดาวเทียม คำสั่ง คสช. เรื่องการห้ามเล่นการพนันที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 61 ฉบับ

บัญชีสอง ประกอบด้วย ประกาศ คสช.เกี่ยวกับการกำหนดให้คดีอยู่ในศาลทหาร อาทิ เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร คำสั่งหัวหน้า คสช.ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม รวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ บัญชีสาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการได้มาซึ่งกรรมการประกันสังคม บัญชีสี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม รวม 6 ฉบับ

บัญชีห้า เกี่ยวกับการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษเพื่อรองรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐ แก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ

คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

คำสั่ง คสช. ที่ 9/2562 นี้ ก็ต้องขอชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่มีคำสั่งยกเลิกประกาศ และคำสั่งต่างๆของ คสช.ข้างต้น ที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากการรัฐประหาร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบัน

ไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการยกเลิกและแก้ไขโดยสภาฯในอนาคต.

โพสท์ใน กฎหมาย | ใส่ความเห็น