“ชัชชาติ” แลนด์สไลด์ “มิติใหม่” ของ กทม.

 

23 พ.ค.65 ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. (อย่างไม่เป็นทางการ) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมายเลข 8 มีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง 1,386,769 คะแนน  อันดับ 2 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 254,647 คะแนน อันดับ 3 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 253,938 คะแนน อันดับ 4 นายสกลธี ภัททิยกุล 230,534 คะแนน อันดับ 5 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง 214,805 คะแนน

นโยบายที่นายชัชชาติ ได้นำเสนอให้กับประชาชน “หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.” แนวทางในการพัฒนากรุงเทพฯ จะมี 3 มิติ คือ

มิติที่ 1 ด้านคุณภาพชีวิต มุ่งแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอย อาทิ ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ทางเท้า ขยะมูลฝอย น้ำท่วม การศึกษาสาธารณสุข ฯลฯ มิติที่ 2 ด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ส่งเสริมให้ข้าราชการ กทม. หันหลังให้ผู้ว่าฯ และหันหน้าให้ประชาชน ไม่ส่วย-ไม่เส้น ใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการและส่งเสริมความโปร่งใส มิติที่ 3 ด้านการส่งเสริมโอกาสของเมือง เพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน อนาคตของกทม. อีก 10 ปี เพื่อสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ มาเลเซีย

2 มิติแรก เป็นงานประจำ มิติที่ 3 เป็นงานยุทธศาสตร์ที่ ผู้ว่าฯต้องผลักดันให้ได้ เป็น นโยบาย 9 ดี 9 ด้าน ที่ได้มาจากทีมงานนำโจทย์ “กรุงเทพฯเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” มาใช้ในการออกแบบนโยบาย ที่มีแผนปฏิบัติการ (Action Plans) จำนวน 213 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องจะกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจน คือ

1.สิ่งแวดล้อมดี สะอาด สบาย ใกล้บ้าน สามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายใน 15 นาที 2.สุขภาพดี มีการดูแลเชิงรุก ปรับปรุงการบริหารจัดการ พาหมอไปหาประชาชน 3.เดินทางดี เชื่อมต่อ คล่องตัว เข้าถึงได้ ราคาถูกราคาเดียว 4.ปลอดภัยดี ทุกที่ทุกเวลา ลดจุดเสี่ยง เพิ่มความพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉิน

5.บริหารจัดการดี มีประสิทธิภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม โปร่งใส ไม่มีส่วย 6.โครงสร้างดี ครอบคลุมทุกเส้นเลือดฝอย ทั้งโครงสร้างการระบายน้ำ ที่พักอาศัย และผังเมือง 7.เศรษฐกิจดี ทำกรุงเทพฯให้ถูกลง สร้างโอกาส สร้างรายได้ ขยายศักยภาพเศรษฐกิจเมือง 8.สร้างสรรค์ดี พิพิธภัณฑ์ พื้นที่สาธารณะ ห้องสมุดดิจิทัล และพื้นที่งานศิลปะ และ 9.เรียนดี ยกระดับการดูแล เพิ่มโอกาส เพิ่มเวลาให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

ว่าที่ ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สัญญาว่าจะเป็นผู้นำที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้องข้าราชการ กทม. และสิ่งที่นำเสนอไปเป็นสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้

“นโยบาย 9 ดี 9 ด้าน” จะพลิกโฉม “มิติใหม่” ให้กับ กทม.ในเร็วๆนี้.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

รำลึก “30 ปี” พฤษภาทมิฬ

 

17 พ.ค.65 นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธี รำลึก “30 ปี” สดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ที่สวนสันติพร ถนนราชดำเนิน โดยกล่าวเปิดงานว่า จากปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 30 ปี เกิดความเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้จะมีการยึดอำนาจถึง 2 ครั้ง แต่กว่า 20 ปี เป็นเวลาของประชาธิปไตย เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไปมีทั้งดีและร้าย และเกิดการสะดุดด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝันคือ “ธุรกิจการเมือง”

ดังนั้นข้อสรุปหนึ่งที่อยากเรียน คือ หลักที่ดี คนที่ดี และ กฎหมายที่ดี ต้องไปด้วยกัน เพราะหากดีเพียงส่วนเดียว ในที่สุดก็เกิดปัญหา แม้รัฐบาลจะมาจากประชาธิปไตย แต่หากไม่ยึดแนวประชาธิปไตยจะทำให้เกิดเงื่อนไขอื่นตามมา เช่น เหตุการณ์ไม่สงบภาคใต้ จนในที่สุดทำให้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ต้องเพิ่มวรรค 2 มาตรา 3 ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

จากนั้น ผู้แทนรัฐบาลและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมวางพวงมาลา กล่าวรำลึกถึงวีรชน ดนตรีบรรเลงเพลงพฤษภาประชาธรรม และ เวลา 11.30 น. นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิด อนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 จากเหตุการณ์ที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร สั่งสลายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในช่วงค่ำของวันที่ 17 พ.ค.2535 โดยมีประชาชนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก

ในภาคบ่าย มีเวทีอภิปรายสาธารณะ มีผู้อภิปรายที่น่าสนใจหลายคน เช่น นายสมชาย หอมลออ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ รวมทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ดร.ภูมิ มูลศิลป์ เป็นต้น การอภิปรายบนเวทีมีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ดร.ปริญญา พูดถึง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา เพราะ ให้อำนาจ ส.ว. “250 คน” ที่มาจากการแต่งตั้ง มีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี

รัฐธรรมนูญ ปี 60 เป็นฉบับที่ “สืบทอดอำนาจ” ใช่หรือไม่?

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“นักเรียนไทย” คว้า “5 รางวัลใหญ่” วิทยาศาสตร์โลก

 

14 พ.ค.65 นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า สวทช.ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และพันธมิตร ส่งนักเรียนไทยเข้าประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ International Science and Engineering Fair (ISEF) 2022 ซึ่งเป็นการประกวดโครงการวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีตัวแทนนักเรียนจาก 63 ประเทศทั่วโลก และทั่วสหรัฐอเมริกา กว่า 1,750 คน ปรากฏว่า ทีมเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้ถึง “5 รางวัล”

ที่สำคัญคือได้รางวัล The Gordon E. Moore Award for Positive Outcomes for Future Generations ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับโครงงานสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบสูงในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป ได้แก่ โครงการ “เครื่องมือช่วยวินิจฉัยความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี จากการตรวจหาไข้พยาธิใบไม้ในตับด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์” และวิเคราะห์ความเสี่ยงการมีพยาธิใบไม้ตับ

อีกทั้งได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 1 รางวัล Grand Awards จากโครงงาน “การทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลชนะเลิศ Special Award อีก 2 รางวัล จากโครงงาน “การพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม” รวมทั้ง ได้รับรางวัลสาขาพัฒนาสุขภาพ จาก USAID และจาก โครงงาน “การพัฒนาสังคมนวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลน”

ข่าวดังกล่าวข้างต้นน่าจะทำให้คนไทยยินดีกันเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนไทยของเราเก่ง ได้รับรางวัลใหญ่ระดับโลก ในช่วงของสถานการณ์ โควิด-19 ขณะที่มีผลประเมินของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า การเรียนการสอนทางออนไลน์ที่ผ่านมา เด็กนักเรียนชั้น ม.1-ม.6 เกิดภาวะ “ถดถอยด้านการเรียนรู้” โดยเฉพาะทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ และด้านการปฏิบัติ กันเป็นอย่างมาก การได้รับรางวัลใหญ่จากการประกวดของ ISEF ในครั้งนี้ก็น่าจะทำให้

“ประเทศไทย” เป็น “ผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก” ในอนาคตอันใกล้นี้.

โพสท์ใน การศึกษา, ข่าวสาร, เทคโนโลยี | ใส่ความเห็น

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ไม่รับคำร้อง” ของ “นายระวี”

 

จากกรณี นายระวี มาศฉมาดล หัวหน้า พรรคพลังธรรมใหม่ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ตามที่รัฐสภาลงมติ “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้อง และ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่กำหนด

“ศาลรัฐธรรมนูญ” พิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำทางนิติบัญญัติ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการกระทำใด และการขอให้ตรวจสอบความชอบนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่ง “ไม่รับคำร้อง” ไว้พิจารณาวินิจฉัย

เกี่ยวกับคำวินิจฉัยนี้ นายระวี กล่าวว่า ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว เคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขอแสดงความยินดีกับผู้ต้องการบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หลังจากนี้พรรคเล็กต้องสู้ในกรอบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ  คงจะต้องรอดูทิศทางวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะออกมาอย่างไร “พรรคพลังธรรมใหม่ยืนยันว่าจะสู้ต่อไป”

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โฆษก คณะกรรมมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการประชุมว่า ในสัปดาห์หน้า (วันที่ 18-19 พ.ค.) จะประชุม กมธ. นัดสุดท้ายก่อนสรุปเนื้อหาส่งให้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บรรจุร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ เข้าระเบียบวาระ 2-3 คาดว่าจะเป็นช่วงต้นเดือน มิ.ย. ส่วนวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ประชุมลงมติ 32 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 2 เห็นด้วยกับสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ใช้ 100 หาร

รัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ก็คงเป็นไปตามมติเสียงข้างมาก ที่เห็นด้วยกับการใช้ 100 หาร ตามระบอบประชาธิปไตย พรรคใหญ่ และ พรรคขนาดกลาง น่าจะพอใจกับสูตรนี้ที่ไม่วุ่นวายกับปัญหาการนับคะแนนจากระบบจัดสรรปันส่วนผสม สำหรับพรรคเล็กก็คงจะต้องไปหาสังกัดพรรคใหม่ หรือรวมกันเป็นพรรคขนาดกลาง

ที่น่าจะช่วยทำให้ “มีอำนาจต่อรองทางการเมือง” ได้ดีกว่า “พรรคจิ๋ว”ที่เป็นอยู่.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

“กกร.” เสนอ “9 มาตรการ” ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

 

เมื่อเร็วๆนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ เปิดเผยหลังการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย ส.อ.ท. หอการค้าไทย และ สมาคมธนาคารไทย ประจำเดือน พ.ค. ว่า กกร. ได้สรุป 9 มาตรการที่ต้องเสนอรัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อดูแลเศรษฐกิจ รักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของ เอสเอ็มอี และดูแลประชาชน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน รวมทั้งเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงสุดในรอบ 10 ปี

“9 มาตรการ” จากที่ประชุม เริ่มจาก 1.ขอให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินระดับ 35 บาท เป็นเวลา 3 เดือน 2.ขยายเวลาลดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล อีก 3 เดือน 3.ลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่จำเป็น เช่น ราคาปุ๋ยที่แพงมาก ควรพิจารณาลดภาษีนำเข้าและเพิ่มโควตาการนำเข้าสินค้าที่จำเป็นด้วย

4.มาตรการเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ อยากให้ภาครัฐเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ทำได้ทันที 5.เร่งโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ทันที วงเงิน 1,200-1,500 บาท ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 6.ขอให้ขยายจำนวนสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกัน

7.ผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะสถานบันเทิง 8.ลดภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งปัจจุบันจะเรียกเก็บ 100% จากปีที่ผ่านมาคิดเพียง 10% 9.การเปิดประเทศโดยสมบูรณ์ การส่งเสริมและอำนวยความสะดวก จัดกิจกรรมและดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม

ทั้ง “9 มาตรการ” ข้างต้น ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอในมุมมองของ “กกร.” ที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจและพิจารณาออกมาตรการต่างๆโดยเร่งด่วนเพื่อดูแลเศรษฐกิจ และคนไทยทั้งประเทศ

ที่เดือดร้อนจากปัญหา “น้ำมันขึ้นราคา” และ “ของแพง” ไปทั่วทั้งแผ่นดิน อยู่ในขณะนี้.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ของขวัญผู้สูงอายุ” ในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 65

 

10 พ.ค.65  นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข (สธ.) และ คณะผู้บริหาร สธ. เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายของขวัญผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 65 “สาธารณสุขห่วงใย มอบของขวัญผู้สูงวัย ในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2565” เพื่อให้ผู้สูงอายุกว่า 10 ล้านคน ได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ด้วยของขวัญ 3 ชิ้น ในระบบบริการสุขภาพ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลมีความห่วงใยสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ โดยของขวัญในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2565 จะเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ดูแลตนเองได้ และมีคุณภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care ) ปี 2564 พบว่า มีตำบลที่มีระบบส่งเสริมสุขภาพดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 6,636 ตำบล จากทั้งหมด 7,255 ตำบล คิดเป็นร้อยละ 91.47  และมีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลตาม Care Plan  จำนวน 345,037 คน ดังนั้น ในปี 2565 ทางกรมจะสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุ โดยผู้บริบาลผู้สูงอายุในระบบการดูแลในระยะยาว ได้แก่ ผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) จำนวน 16,000 คน และผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) จำนวน 100,000 คน เพื่อดูแลด้านสุขภาพอย่างครบวงจร

“ของขวัญผู้สูงอายุ” ในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 65 ด้วยของขวัญ 3 ด้าน ตั้งแต่การคัดกรองความเสื่อมของร่างกาย โปรแกรมชะลอความเสื่อมของร่างกาย และ การสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุ ก็ถือว่าเป็นนโยบายของ สธ. และรัฐบาลที่น่าชื่นชม ที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ไม่ได้คิดว่า “ผู้สูงอายุ” เป็นภาระในเรื่อง “งบประมาณ” ให้กับรัฐบาล.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“รัฐบาลรัฐประหาร” กับ “รัฐบาลเลือกตั้ง”

 

หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 โดยกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” ยึดอำนาจการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ ระบอบประชาธิปไตย โดยมี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ถือกันว่าเป็น “รัฐบาล” ชุดแรกของประเทศไทย

รัฐบาลชุดแรกบริหารราชการแผ่นดินตามระบอบใหม่ได้ไม่นาน ก็ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสภาระหว่าง “รัฐบาล” กับ “คณะราษฎร” ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหาร โดย พระยาพหลพยุหเสนา และได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี

จากนั้น “ฝ่ายทหาร” กับ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ก็ได้เข้ามาเป็น “รัฐบาลรัฐประหาร” กับ “รัฐบาลเลือกตั้ง” กันไปมา ฝ่ายทหาร ก็เช่น จอมพล ป., พล.ร.ต.ถวัลย์, จอมพลถนอม, จอมพลสฤษดิ์, พล.อ.เกรียงศักดิ์ พล.อ.เปรม ฝ่ายการเมือง เช่น นายทวี บุณยเกตุ, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, นายปรีดี พนมยงค์, นายพจน์ สารสิน, นายสัญญา ธรรมศักดิ์, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เมื่อมีรัฐประหารก็ได้มีการฉีก ร่าง ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่กันมาโดยตลอด เริ่มจาก พ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 มาจนถึง ฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560  ซึ่งทำให้ประเทศของเรามีรัฐธรรมนูญใช้กันมากถึง 20 ฉบับ

เมื่อรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง รัฐธรรมนูญใหม่ก็จะถูกร่างขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร มีการกำหนดเงื่อนไขกติกาต่างๆขึ้นใหม่ตามลักษณะที่ต้องการ ที่ผ่านมามีเพียง รัฐธรรมนูญ ปี 2540 (ฉบับที่ 16) เท่านั้น ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”  เพราะมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากทุกจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการรัฐประหาร ก็ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไป ซึ่งทำให้เรามีรัฐธรรมนูญใช้เพิ่มอีก 4 ฉบับ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.2560 ฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 20) นี้ เป็นผลพวงจากการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการพูดกันมากว่า เป็นธรรมนูญที่ ออกแบบมาเพื่อพวกเรา หรือ ฉบับสืบทอดอำนาจ ของ คสช.

“ทหาร” เข้ามาเป็น “รัฐบาลรัฐประหาร” ได้ก็เพราะใช้ “อำนาจ” จากอาวุธ สำหรับ “นักการเมือง” เข้ามาเป็น “รัฐบาลเลือกตั้ง” ก็ด้วย “อำนาจ” จากประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย

การเมืองไทยที่ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่ทุกวันนี้ เกิดจาก “ทหาร” หรือว่า “นักการเมือง”ไม่มีคุณภาพกันแน่?

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“ป.ป.ท.” กับ “ปปง.”

 

ป.ป.ท.” หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นี้ มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกระดับ รับเรื่องร้องเรียนเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนในโครงการต่างๆของภาครัฐ ไต่สวนและวินิจฉัย “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น และสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ทุจริต

การดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของบุคลากรในภาคราชการเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง ถึงแม้ว่าจะมี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  แต่ ป.ป.ช. ก็มีเรื่องในความรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก  อีกทั้งยังเป็น “องค์กรอิสระ” ที่รัฐบาลไม่ได้รับผิดชอบ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มีมติ (5 มิ.ย.44) ให้มีการจัดตั้ง “องค์กรฝ่ายบริหาร” เพื่อทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ขึ้น

สำหรับ “ปปง.” หรือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นส่วนราชการที่ “ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี”  มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดฟอกเงิน

ปปง. เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มี เลขาธิการ ปปง. เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการทุจริตได้ที่เว็บไซต์ของ ปปง. หรือ สายด่วน 1710

ประเทศของเรามีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากมายหลายหน่วยงาน มีการใช้งบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

แต่ทำไม “การทุจริตโกงกิน” จึง “ไม่ลดลง” กันไปบ้างเลยก็ไม่รู้?

โพสท์ใน การเมือง, ข่าวสาร, เรื่องราว | ใส่ความเห็น

“โครงการท่อส่งน้ำ EEC” ส่อแววทุจริต?

 

จากกรณี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหน.พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กรมธนารักษ์ เลื่อนการลงนามกับ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ในการบริหารโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (อีอีซี) มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาทว่า คงต้องชะลอเรื่องที่จะที่จะยื่นเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 ราย ต่อ ป.ป.ช.ไว้ก่อน แต่ได้ยื่นเรื่องต่อ นายไชยา พรหมา ประธาน กมธ.ศึกษาและติดตามการบริหารงบประมาณสภาฯ ให้ตรวจสอบความโปร่งใส รวม 8 ประเด็น

“สิ่งที่ผิดปกติชัดเจนคือ เหตุใดไม่มีการเปิดประมูลโครงการแบบอีบิดดิ้งให้ทุกบริษัทเข้ามาแข่งขัน แต่กลับใช้วิธีเรียกมาแค่ 5 บริษัท แข่งขันเสนอราคา และสรุปให้ บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ชนะ เพราะถ้าเปิดให้บริษัทใหญ่อื่นๆ อย่างเช่น อิตาเลียนไทย ช.การช่าง หรือ ชิโนไทย เข้าร่วมประมูลด้วย อาจเสนอให้ผลประโยชน์ต่อรัฐมากกว่าบริษัทวงษ์สยามฯ” นายยุทธพงศ์กล่าว

ขณะที่ นายไชยา พรหมา ประธาน กมธ.ศึกษาและติดตามงบประมาณสภาฯ กล่าวว่า ในวันที่ 11 พ.ค. เวลา 09.30 น. ได้ทำหนังสือเชิญ กรมธนารักษ์ เลขาธิการอีอีซี กรรมการผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการประกวดราคา และหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมยืนยันการตรวจสอบของ กมธ. “ยึดหลักความถูกต้อง” ไม่ใช่ตรวจสอบเพราะเป็นประเด็นการเมืองทำลายฝ่ายใด “ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งเพราะถ้าไม่มีประเด็นข้อสงสัยจริง เหตุใดต้องเลื่อนการลงนามออกไป”

ด้าน นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อนเพราะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงตัดสินใจเลื่อนการลงนามออกไป เพื่อให้เกิดความสบายใจและความเข้าใจของสังคม “ไม่มีคำสั่งจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล เพราะอำนาจตัดสินใจอยู่ที่อธิบดีกรมธนารักษ์”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่าได้มีการสั่งการให้มีการตรวจสอบไปเรียบร้อยแล้ว และทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม

ทุกโครงการของรัฐจะต้องปลอดจาก “การทุจริตและประพฤติมิชอบ”อย่างแท้จริง.

โพสท์ใน การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“บก.ปปป.” กับ “ป.ป.ช.”

 

จากกรณี นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. ให้เอาผิด 2 นายพลตำรวจ “คดีแตงโม” ในความผิดตาม มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 184 และ มาตรา 200 ช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษอาญาทางอาญาฯ ที่ร่วมกันแถลงข่าวสรุปสำนวนคดี เมื่อ 26 เม.ย. ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ

“บก.ปปป.” หรือ กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ นี้ เป็นหน่วยงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)  ประชาชนที่พบปัญหา เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตหรือประพฤติมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ บก.ปปป.

สำหรับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็น หน่วยงานอิสระ ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง เป็นองค์กรหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีหน้าที่ ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนของสำนักงาน “ป.ป.ช.” มีหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น ทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ (02-258-4800) เว็บไซต์ สายด่วน ป.ป.ช. (1205) หรือ ยื่นข้อร้องเรียนด้วยตัวเองโดยตรงถึงเลขาธิการ หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งสองหน่วยงานเป็นองค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ.

โพสท์ใน ข่าวสาร, สังคม, เรื่องราว | ใส่ความเห็น