การอภิปรายฯกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนฯ

 

18 ก.ย.62 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน และกรณีคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยไม่แจ้งที่มาของเงินงบประมาณ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนายกรัฐมนตรี ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เพราะไม่มีประโยคว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” รวมถึงยังเพิ่มถ้อยคำว่า “ตลอดไป” ทั้งที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือว่ามีปัญหาเรื่องของความชอบในการถวายสัตย์ฯ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. กล่าวในบางตอนว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณคือการให้คำมั่นสัญญาต่อพระมหากษัตริย์ในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อถวายสัตย์ฯไม่ครบถ้วน กิจกรรมที่รัฐบาลทำหลังจากนั้นอาจมีปัญหาเป็นโมฆะได้ นายกฯต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่สง่างามที่สุดด้วยการลาออก

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวในฐานะผู้เปิดประเด็นว่า พร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ แต่ไม่รู้ว่านายกฯจะกล้ารับผิดชอบในการกระทำของตัวเองหรือไม่ ขอยืนยันว่า “ไม่คิดล้มล้างรัฐบาล” การถวายสัตย์ฯไม่ครบของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอาการของโรค ไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ…จากนั้นได้มีการฝากคำถามไปยังนายกฯ 4 ข้อด้วยกัน

จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตามด้วยสมาชิกของพรรคร่วมฝ่ายค้านกล่าวอภิปรายต่อเนื่องกันไปตามลำดับ มีการประท้วงจากพรรคฝ่ายรัฐบาลบ้างเป็นระยะ

เวลาประมาณ 15.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้สิทธิชี้แจง เรื่องของการไม่แจ้งที่มาของงบประมาณในการทำนโยบายของรัฐบาลว่า ไม่อาจระบุได้ว่าจะนำรายได้จากจุดใดมาใช้ในเรื่องใดบ้าง ขอให้ไปดูตอนทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จึงจะรู้ว่าเอางบประมาณจากที่ไหนมาทำบ้าง พร้อมอธิบายถึงทุนสำรองของประเทศ และขอให้เชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ และในการชี้แจงไม่ได้กล่าวถึงประเด็นการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณแต่อย่างใด

การอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ในครั้งนี้ ก็ถือว่ามีสาระ สร้างความกระจ่าง ให้ความจริงกับประชาชนได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะจาก ส.ส.หน้าใหม่ ที่ตั้งใจทำหน้าที่ มีอุดมการณ์ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้มีการประท้วง และอภิปรายไร้สาระ

เล่นการเมืองแบบกล่าวหาใส่ร้าย โจมตี ดังเช่นที่ผ่านๆมา.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

ข่าวจริง หรือ ข่าวปลอม?

 

จากกระแสโจมตี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ถึงกรณีถูกโดนจำคุกในคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย เรื่องวุฒิการศึกษาที่ได้มาจากมหาวิทยาลัยปลอม รวมถึงเคยถูกให้ออกจากราชการนั้น

เรื่องของคดียาเสพติด ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (11 ก.ย.) โดยยืนยันว่าไม่เคยรับสารภาพว่าขนหรือค้า หรือนำเข้ายาเสพติด ไม่เคยเข้าสู่กระบวนการไต่สวนหรือสอบสวน แต่เรียกว่ากระบวนการพลีบาร์เกนนิ่ง หรือการรอการตัดสิน เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วได้ถูกกักขัง 8 เดือน และได้ถูกส่งไปอยู่ฟาร์มดูแลผู้ต้องขังเยาวชนที่เกเร 6 เดือน และกลับมาที่นครซิดนีย์อีกครั้ง ออกไปทำงานทุกเช้า ใช้ชีวิตแบบนี้ 4 ปี สิ่งเหล่านี้เคยชี้แจงไปหมดแล้ว

เรื่องของวุฒิการศึกษา ร.อ.ธรรมนัส ได้นำหลักฐานทั้งวิทยานิพนธ์ และใบแสดงผลการเรียน (ทรานสคริปต์) ยืนยันกับผู้สื่อข่าวที่รัฐสภา ยืนยันว่า จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสเอนเจลิส สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถาบันที่กระทรวงศึกษาธิการของรัฐแคลิฟอร์เนียรับรองว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกต้อง มีเครือข่ายไปทั่วโลก ไม่ใช่จากประเทศฟิลิปปินส์ตามข่าวบิดเบือน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีการพัวพันคดียาเสพติดและวุฒิการศึกษาว่า หลักฐานของออสเตรเลียที่เปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัส เคยติดคุกเกี่ยวกับคดียาเสพติดจริง เรื่องของวุฒิการศึกษาต้องมีการตรวจสอบต่อไป สำหรับเรื่องของการถูกให้ออกจากราชการนั้นเป็นเรื่องจริง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส ถูกดำเนินคดียาเสพติดที่ออสเตรเลียว่า “ได้ติดตามและสิ่งที่เขาชี้แจงในสภาก็ต้องพูดเรื่องจริงทั้งนั้น”

ในช่วงนี้สังคมโลกเริ่มตื่นตัวในเรื่องของ ข่าวปลอม (เฟกนิวส์) ที่สร้างความเสียหาย และตื่นตระหนกต่อประชาชนกันมากยิ่งขึ้น ประเทศของเราก็อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะมีมาตรการเด็ดขาดกับข่าวปลอมนี้ องค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้อง คงจะต้องออกมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงให้กระจ่างว่า

เรื่องใดเป็น “ข่าวจริง” หรือ “ข่าวปลอม”.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

เศรษฐกิจขี้เกียจ

 

10 ก.ย.62  นายบุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (ซีเอ็มเอ็มยู) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากหันมาพึ่งเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการประหยัดแรงงานและเวลา จนมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สังคมของความเคยชิน หรือที่เรียกว่า ความขี้เกียจ และ เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

ทาง ซีเอ็มเอ็มยู ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,200 คน ใน 4 กลุ่มอายุ โดยแบ่งเป็น Gen Z,Gen Y,Gen X  และ Baby Boomers พบว่า 10 อันดับกิจกรรมในไทยที่ขี้เกียจมากที่สุด ได้แก่

1.ออกกำลังกาย 84% 2.รอคิวซื้อของ 81% 3.ทำความสะอาดบ้าน 77% 4.อ่านหนังสือ 70% 5.ทำอาหาร 70% 6.พูดคุยหรือเจอคนเยอะๆ 68% 7.ดูแลผิวพรรณตัวเอง 68% 8.เรียน/ทำงาน 65% 9.ออกไปช็อปปิ้ง 64% 10.เดินทางไปไหนมาไหน 60%

ด้าน นางสาวฝนทิพย์ กิตติประเสริฐแสง หัวหน้าทีมงานวิจัยการทำการตลาดเศรษฐกิจขี้เกียจ กล่าวว่า เคล็ดลับการทำการตลาดในยุคที่คนขี้เกียจครองเมืองนั้น เจ้าของสินค้าและบริการจะต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า SLOTH ที่ประกอบด้วย Speed รวดเร็ว Lean กระชับ EnjOy สนุก ConvenienT ช่วยให้สะดวก และ Happy ความสุข

จากการวิจัยยังพบว่า 5 ธุรกิจและบริการที่กำลังมาแรงที่สุดในไทยและคาดว่าในอนาคตจะสามารถครองใจตลาดคนขี้เกียจได้คือ 1.ธุรกิจที่ทำแทนได้ อาทิ บริการทำความสะอาดบ้าน บริการสั่งอาหาร 2.ธุรกิจที่ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ อาทิ สินค้าประเภท แฮนด์ฟรี 3.ธุรกิจที่พร้อมใช้งานได้ทันที เช่น สินค้าประเภทพร้อมกิน พร้อมดื่ม 4.ธุรกิจร่วมมือ ร่วมใจ ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบของออนไลน์ และ 5.ธุรกิจที่เน้นการฟัง เช่น วิดีโอคอนเทนต์ เป็นต้น

จากผลการวิจัย ถึง 10 อันดับกิจกรรมในไทยที่ขี้เกียจมากที่สุดใน 4 กลุ่มอายุ ข้างต้น ก็น่าจะทำให้เชื่อถือได้ว่า อิทธิพลของเทคโนโลยีที่สะดวกสบาย ทำให้คนไทยขี้เกียจกันมากขึ้น และ 5 ธุรกิจและบริการที่คาดว่าในอนาคตจะตอบสนองความต้องการตลาดกลุ่มคนขี้เกียจได้

“เศรษฐกิจขี้เกียจ” น่าจะเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการ “ในอนาคต” ได้เป็นอย่างดี.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

โปรเม/อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง

หนัง ปี 2019 ของ ทรานส์ฟอร์เมชัน ฟิล์ม กำกับโดย ธนวัฒน์ เอี่ยมจินดา นำแสดงโดย กฤษณ์สิรี สุขสวัสดิ์, อัจฉรียา โพธิพิพิธธนาธร, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, หัทยา วงษ์กระจ่าง หนังจัดอยู่ในประเภท อัตชีวประวัติ/ดราม่า

เป็นเรื่องราวของ เม-เอรียา จุฑานุกาล (กฤษณ์สิรี สุขสวัสดิ์) และ โม-โมรียา จุฑานุกาล (อัจฉรียา โพธิพิพิธธนาธร) โปรกอล์ฟชื่อดังระดับโลก ลูกสาว พ่อ (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) และ แม่ (หัทยา วงษ์กระจ่าง) 2 ผู้หญิงคนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในขณะนี้

หนังดำเนินเรื่องด้วยการนำเสนอข่าวจากสื่อโทรทัศน์และจากปากของ นักข่าวกีฬากอล์ฟ เล่าถึงชีวิตครอบครัวของ เม และโม ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ที่พ่อตั้งใจจะปั้นให้ลูกสาวทั้งสองเป็นโปรกอล์ฟชื่อดังในระดับโลกให้ได้ ด้วยการบังคับให้ฝึกฝนอย่างหนัก อย่างเอาจริงเอาจัง

ทั้งคู่ต้องออกวิ่งตั้งแต่เช้า ซ้อมไดร์ฟ ซ้อมพัตต์ เข้าร่วมแข่งขันรายการต่างๆในประเทศ ได้รับถ้วยรางวัลมากมาย ไปจนถึงขั้นย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อเมริกาเพื่อเข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ระดับโลก ซึ่งทำให้เธอทั้งสองต้องพบกับแรงกดดันต่างๆอย่างมากมาย จนกระทั่งได้กลายเป็นนักกอล์ฟระดับโลกตั้งแต่อายุยังน้อย

เป็นหนังที่สร้างจากชีวิตจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม ใครที่อยากรู้ว่า อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง เขาสร้างกันอย่างไร?

ก็คงต้องติดตามดูหนังเรื่องนี้กันด้วยตัวเอง.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

คณะกรรมาธิการในสภาฯ

 

คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร หมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณารายละเอียดร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องอื่นใดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา หรือตามที่วุฒิสภามอบหมายให้ศึกษา

กมธ.ของรัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้ง 17 คณะ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 8 คณะ ได้แก่ 1.กรรมาธิการตำรวจ 2.กรรมาธิการสื่อสารและโทรคมนาคมและดิจิทัลเศรษฐกิจ 3.กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน 4.กรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร 5.กรรมาธิการทหาร 6.กรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว 7.กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด 8.กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม

พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 4 คณะ ได้แก่ 1.กรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 2.กรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ 3.กรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ 4.กรรมาธิการสวัสดิการสังคม

พรรคภูมิใจไทย ได้ 4 คณะ ได้แก่ 1.กรรมาธิการคมนาคม 2.กรรมาธิการท่องเที่ยว 3.กรรมาธิการการกีฬา 4.กรรมาธิการสาธารณสุข พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 1 คณะ ได้แก่ กรรมาธิการการแก้ไขปัญหาผลิตผลเกษตรกรรม สำหรับ พรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ 15 พรรค ไม่ได้รับการแต่งตั้ง

การแจก “กล้วย” ให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ทั่วถึง เลยทำให้มีการแยกตัวกันหรือเปล่า?

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

นโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

 

8 ก.ย.62 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากมีเสียงจากพรรคการการเมืองฝ่ายค้านว่า ท่าทีของพรรคดูเงียบไปจากเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลของ ปชป.ข้อหนึ่งคือการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

“ขอยืนยันว่าพรรคไม่เคยหยุดดำเนินการเรื่องดังกล่าว แต่เราต้องใช้เวลาในการพิจารณา โดยพรรคมอบหมายให้ นายถวิล ไพรสนฑ์ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบดูแล ขณะนี้ได้จัดเตรียมข้อมูลรัฐธรรมนูญย้อนหลังไปทุกฉบับ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่เราระบุไว้ เช่น การกำหนดในวาระแรกให้วุฒิสภา ต้องกำหนดให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนวุฒิสภาคือ 83-84 คน ที่ต้องยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ขณะที่วาระสามให้มี ส.ส.ร้อยละยี่สิบเห็นชอบ ถือเป็นเรื่องยากในการแก้ไข”

เกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงว่า ไม่ทราบว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในที่ประชุม ครม. (10 ก.ย.) หรือไม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เมื่อฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอสภาฯ ท่าทีของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร คงต้องรอให้ ครม.เป็นผู้กำหนด ไม่ขอตอบว่าจังหวะเวลาที่หยิบยกขึ้นมาเหมาะสมหรือไม่

“รูปแบบวิธีการ มีการพูดคุยในวันแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วว่ามีหลายวิธี ทั้งตั้งคณะกรรมการข้างนอกจะดีหน่อย เอานักวิชาการเข้ามาได้ หรือตั้งคณะกรรมการในสภาฯจะมีแต่สมาชิกหรือร่วมกันตั้งทั้งในและนอกสภาฯแต่อันดับแรกต้องดูก่อนว่าจะศึกษาวิธีใด และนำไปสู่การดำเนินการอย่างไร ขอให้ ครม. เป็นผู้พูด หากมีการหยิบยกมาหารือ” นายวิษณุกล่าว

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเข้าร่วมรัฐบาลของ ปชป. และ รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ได้ประกาศให้เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน 12 ด้าน ในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ก็เป็นที่หวังว่า ครม.จะได้ “หยิบยก” ขึ้นมาหารือกันในเร็วๆนี้.

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

มาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคข้าวเหนียว

 

8 ก.ย.62 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้จัดทำข้าวเหนียวบรรจุถุงเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคข้าวเหนียวทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ข้าวเหนียวราคาสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตขาดแคลนจากภาวะภัยแล้งและเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว

“ผมจะเป็นประธานเปิดโครงการนี้ในวันที่ 11 ก.ย. ที่ กระทรวงพาณิชย์ เวลา 10.30 น. เพื่อส่งข้าวเหนียวถุงลอตแรกกระจายไปถึงร้านธงฟ้าทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่บริโภคข้าวเหนียว” นายจุรินทร์กล่าว

ด้าน นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ข้าวเหนียวบรรจุถุงที่ทำออกมามี 2 ขนาด คือ ขนาดบรรจุถุงละ 2 กก. จำหน่ายถุงละ 70 บาท และถุงขนาด 5 กก. เบื้องต้นกำหนดราคาจำหน่ายถุงละ 160 บาท ถูกกว่าขนาด 2 กก. ขณะนี้การผลิตลอตแรกใกล้จะเสร็จแล้ว ตั้งเป้าผลิต 200,000-300,000 ถุง และกำลังจะจัดส่งกระจายไปยังร้านธงฟ้า โดยเน้นไปที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางที่บริโภคข้าวเหนียว

มาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคข้าวเหนียวทั่วประเทศดังกล่าวข้างต้น ก็ต้องขอชื่นชม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นอย่างยิ่ง ที่

สนใจและเอาใจใส่ถึงความเดือดร้อนต่างๆของประชาชนเป็นอย่างดี.

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | ใส่ความเห็น

“3 กลุ่ม” ต้นตอของการทุจริต

 

6 ก.ย.62 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ รวมพลังคนไทย อาสาสู้โกง เนื่องใน “วันต่อต้านคอร์รัปชัน” ที่จัดโดย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย (เอซีที) ภายใต้แนวคิด “รวมพลังอาสาสู้โกง” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ความบางตอนว่า

“ผมเป็นทหารคนหนึ่งที่มองว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับมัน เพราะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากมาก แต่หลังจากที่ผมได้ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ได้ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ก่อนจะได้เรียนรู้ว่า การทุจริตภาครัฐนั้นทำกันอย่างไร ทำไมถึงไม่มีการลงโทษ จนมีการออก พ.ร.บ.การจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตส.) มีการตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังคงมีอยู่”

การปราบปรามและป้องกันการทุจริต เราต้องอาศัยวามร่วมมือจากองค์กรที่ร่วมกันต่อต้านการทุจริตไม่ว่าจะเป็นทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ที่จะนำข้อมูลมาเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการปราบปราม ซึ่งปัญหาการทุจริตนั้นต้องยอมรับรับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญเชื่อมกับปัญหาอื่นๆของบ้านเมือง

หากย้อนหลังดูดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่างๆทั่วโลก (ซีพีไอ) ที่พบว่า ปัญหาคอร์รัปชันในสิงคโปร์ มีน้อยกว่าไทย เมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่มีอยู่ 100 บาทในการบริหารประเทศ สิงคโปร์เงินหายไป 15 บาท อีก 75 บาท นำไปพัฒนาประเทศ แต่ไทยเงินกลับหายไป 70 กว่าบาท เหลือ 30 บาท ไปพัฒนาประเทศ แบบนี้จะสู้ประเทศอื่นๆได้หรือไม่?

“ปัญหาคอร์รัปชันส่วนหนึ่งเกิดจากการเสพอำนาจและผลประโยชน์ ผ่านการบริหารงานของ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และผู้ประกอบการ ซึ่งบุคคล 3 กลุ่มนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องตลอด ถือว่าเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ทำให้คนละเลยถึงการคอร์รัปชัน จนทำให้เป็นเรื่องที่แก้ยาก” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

ปัญหาการทุจริตในประเทศไทย ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานนั้น สาเหตุหลักเกิดจาก “ระบบอุปถัมภ์” รองลงมาก็คือ องค์กรในการตรวจสอบขาดประสิทธิภาพ และขาดการบูรณาการ

เรามาช่วยกันปราบปรามคนโกงให้หมดไปจากแผ่นดินไทยเถอะ!!!

โพสท์ใน เรื่องราว | ใส่ความเห็น

I Am Mother

หนัง ปี 2019 ของ เซาเธิร์น ไลท์  ฟิล์มส์ กำกับโดย แกรนต์ สปูเทอร์ นำแสดงโดย คลาร่า รูการ์ด , ฮิลารี่ สแวงก์ , ลุก ฮอว์เกอร์ , โรส เบิร์น หนังจัดอยู่ในประเภท ดราม่า/ไซ-ไฟ/ทริลเลอร์

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกอนาคตเมื่อมนุษย์สูญพันธุ์ไปจากโลก หุ่นยนต์ต้องมาเพาะพันธุ์มนุษย์จากตัวอ่อนขึ้นมาใหม่ กลายเป็น มาเธอร์ (ฮอว์เกอร์ และ เบิร์น) ของ ดอเธอร์ (รูการ์ด) ลูกสาวที่กำเนิดขึ้นมาเป็นคนแรกในฐานเพาะเลี้ยงแห่งหนึ่ง

ดอเธอร์ ถูกเลี้ยงดูอยู่ภายในฐานจนเติบโตเป็นสาววัยรุ่นโดยที่ไม่เคยออกไปสัมผัสโลกภายนอกซึ่งมีปัญหาเรื่องของการติดเชื้อที่ทำให้อยู่อาศัยไม่ได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่ง มีหญิงสาวบาดเจ็บข้างนอกฐานคนหนึ่ง (ฮิลารี่ สแวงก์) มาเคาะประตูของความช่วยเหลือ

หญิงแปลกหน้าคนนี้ทำให้ความคิดของ ดอว์เธอร์ เกี่ยวกับโลกภายนอกเปลี่ยนไป ความสงสัยในเรื่องต่างๆเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับตัวแม่หุ่นยนต์ของเธอ การค้นหาความจริงของตัวเธอจึงได้เริ่มต้นขึ้น

หนังได้ ฮิลารี่ สแวงก์ ดาราระดับรางวัลออสการ์ (Baby Don’t Cry และ Million Dollar Baby) มาแสดงเป็นหญิงสาวปริศนา ที่ทำให้เนื้อหาของหนังเข้มข้นขึ้น

เป็นหนังดราม่า/ไซ-ไฟ ที่มีแนวคิดน่าสนใจ ชวนให้ติดตามชมด้วยความระทึกใจ.

โพสท์ใน ดูหนัง | ใส่ความเห็น

พายุโซนร้อน “โพดุล” และ “คาจิกิ” ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง

 

4 ก.ย.62 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงพายุโซนร้อน “โพดุล” ที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.62 และ พายุ “คาจิกิ” ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณทะเลจีนใต้ ได้อ่อนกำลังเป็นพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ส่งผลให้ประเทศไทยด้านตะวันออกของอีสาน และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องของพายุทั้ง 2 ลูกดังกล่าว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 12 แห่ง ที่มีน้ำน้อยกว่า 30% มีแนวโน้มพ้นวิกฤติในเร็วๆนี้ อาทิ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นต้น หลังจากที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้พ้นวิกฤติน้ำน้อยไปแล้ว

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย.) สทนช. คาดการณ์ไว้ว่า ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-7 ก.ย. 62 จะมีน้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นภาคเหนือ 1,890 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,760 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 220 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 1,800 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 200 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 270 ล้าน ลบ.ม. จากสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศปัจจุบัน พบว่า มีปริมาณรวมอยู่ที่ 47,486 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 58%

จากข้อมูลของ สทนช.ถึงปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเพิ่มขึ้น กว่า 7,000 ล้าน ลบ.ม. ข้างต้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งของประเทศที่เกิดขึ้นแล้วยังจะช่วยเก็บกักน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าได้เป็นอย่างดี

แต่จากผลกระทบของพายุที่ทำให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทางการเกษตรบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำเสียหายเป็นบริเวณกว้างนั้น

เราจะเก็บกัก “มวลน้ำจำนวนมหาศาล” เอาไปใช้ประโยชน์กันได้อย่างไร?

โพสท์ใน ข่าวสาร | ใส่ความเห็น